โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ที่มา(ที่ไม่ค่อยไป)แท็กซี่ไทย

TOJO NEWS

เผยแพร่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 13.47 น. • gidanan ganghair

เรามาลองย้อนไปดูประวัติของแท็กซี่ไทยกันว่าแรกเริ่มเขาคิดราคายังไงกันนะ?

ป็นที่ฮือฮาไม่น้อย สำหรับการประกาศ ราชกิจจานุเบกษา กระทรวงคมนาคม แท็กซี่สามารถคิดค่าบริการเพิ่มเติม สำหรับสัมภาระ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สังคมออนไลน์ได้มีมุมมองในเรื่องนี้หลากหลาย แต่จะว่าไปเรามาลองย้อนไปดูประวัติของแท็กซี่ไทยกันว่าแรกเริ่มเขาคิดราคายังไงกันนะ?

ไทยเริ่มมี ‘แท็กซี่’ให้บริการเป็นครั้งแรกในปี 2466  โดย พระยาเทพหัสดินร่วมกับพระยาพิไชยชาญฤทธิ์ เป็นผู้ก่อตั้ง ‘บริษัท แท็กซี่สยาม’ ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อช่วยทหารอาสาในสงครามโลกครั้งที่ 1 ให้มีอาชีพหลังจากปลดจากราชการ โดยนำเอารถเก๋งออสติน (Austin) ขนาดเล็กออกวิ่งรับจ้าง โดยติดป้ายรับจ้างไว้ข้างหน้า-หลังของตัวรถ โดยมีรถให้บริการ 14 คัน คิดค่าบริการตามไมล์ ไมล์ละ 0.15 บาท หรือ 15 สตางค์  (1 ไมล์ = 1.609344 กิโลเมตร) 

หลังจากเลิกกิจการไปแล้ว กรุงเทพฯ ก็ไม่มีรถแท็กซี่อีก จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2490 มีผู้นำรถยนต์นั่งมาให้บริการในลักษณะรถแท็กซี่ ซึ่งได้รับความนิยมจนมีการจัดตั้งเป็นบริษัทเดินรถแท็กซี่ขึ้นมา ใน 3 – 4 ปีต่อมา โดยคิดค่าโดยสารกิโลเมตรละ 2 บาท รถที่นำมาบริการในช่วงนั้นเป็นรถยี่ห้อเรโนลต์ สมัยนั้นจึงเรียกแท็กซี่ว่า “เรโนลต์” ได้รับความนิยมจากคนทั่วไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากสะดวกรวดเร็วกว่ารถจักรยานสามล้อถีบ ซึ่งมีชุกชุมในยุคนั้น 

ต่อมาการจ่ายค่าโดยสาร เป็นไปตามการต่อรองระหว่างผู้โดยสารและผู้ให้บริการ เมื่อยุคสมัยผ่านไป ในช่วงเวลาหนึ่ง ‘แท็กซี่’กลายเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาจราจรเนื่องจากการจอดต่อรองราคา

ในปี 2535 ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีการออกกฎหมายให้รถแท็กซี่ที่จดทะเบียนใหม่ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป ต้องติดมิเตอร์ อีกทั้งกรมการขนส่งทางบกยังได้เปลี่ยนระบบป้ายทะเบียนแท็กซี่ ให้จดทะเบียนได้ในราคาถูกลงจากเดิม (เป็นหลักพันบาท) แต่จำกัดอายุของรถแท็กซี่ไว้มิให้เกิน 12 ปี หากเกินจากนี้จะต้องปลดประจำการไม่สามารถเป็นรถแท็กซี่ได้อีก และยังได้สั่งให้เปลี่ยนสีรถแท็กซี่บุคคล จากสี ‘ดำ-เหลือง’ ในระบบป้ายแบบเก่า เป็นสี ‘เขียว-เหลือง’ ในระบบป้ายแบบจำกัดอายุ

ปัจจุบันแท็กซี่ในเมืองไทยเป็นรถปรับอากาศ ติดมิเตอร์คิดอัตราค่าโดยสารตามระยะทางและเวลา โดยเริ่มต้นที่ 35 บาท โดยระยะทาง 1 กิโลเมตรแรก 35.00 บาท ระยะทางเกินกว่า 1 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 10 กิโลเมตรละ 5.50 บาท ระยะทางเกินกว่า 10 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 20 กิโลเมตรละ 6.50 บาท ระยะทางเกินกว่า 20 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 40 กิโลเมตรละ 7.50 บาท

ขณะที่ ปี 2560 ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยาสารและค่าบริการอื่นสำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็นคน (TAXI-METER) ที่จดทะเบียนในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร (แท็กซี่ต่างจังหวัด) เริ่มต้นที่ระยะทาง 2 กิโลเมตรแรก 40 บาท ระยะทางเกินกว่า 2 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 10 กิโลเมตรละ 6 บาท และระยะทางเกินกว่า 10 กิโลเมตรขึ้นไป กิโลเมตรละ 10 บาท โดยกรณีรถไม่สามารถเคลื่อนที่หรือเดินรถต่อไปได้เกินกว่า 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตรานาทีละ 1 บาท 

ทั้งนี้ ค่าบริการอื่น กรณีการจ้างผ่านศูนย์บริการสื่อสารหรือระบบสื่อสารทาง อิเล็กทรอนิกส์ของผู้รับจ้าง ให้เรียกเก็บค่าบริการเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 20 บาท

และล่าสุดได้มีประกาศกรณีการจ้างโดยมีบริการพิเศษสำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกผู้โดยสารไม่เกิน 7 คน หรือ Taxi Meter ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร  พ.ศ. 2563 โดยเป็นการแก้ไขปรับปรุงอัตราค่าบริการอื่นให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ได้แก่

  • การจ้างที่มีการบรรทุกสัมภาระที่มีขนาดความกว้าง, ความยาว หรือ ความสูง ด้านใดด้านหนึ่งเกินกว่า 26 นิ้วขึ้นไป ให้เรียกเก็บค่าบริการในอัตราชิ้นละไม่เกิน 20 บาท
  • การจ้างที่มีการบบทุกสัมภาระที่มีขนาดความกว้าง, ความยาว, หรือ ความสูงด้านใดด้านหนึ่งไม่เกิน 26 นิ้ว เกินกว่า 2 ชิ้น ให้เรียกเก็บค่าบริการตั้งแต่ชิ้นที่ 3 ขึ้นไปในอัตราชิ้นละไม่เกิน 20 บาท ทั้งนี้ไม่นับรวมกับสัมภาระตามข้อ 1
  • การจ้างที่มีการบรรทุกสัมภาระเป็นอุปกรณ์การกีฬาเช่น ถุงฟอล์ฟ, รถจักรยาน, วินด์เซิร์ฟ รวมไปถึงเครื่องดนตรีที่มีขนาดตั้งแต่ 50 นิ้วขึ้นไป สามารถเรียกเก็บค่าบริการในอัตราชิ้นละไม่เกิน 100 บาท
  • การจ้างที่มีการบรรจุสัมภาระที่เป็นสินค้า, สิ่งของ, อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องใช้ที่บรรจุกล่อง และ ไม่ได้มีการบรรจุกล่อง แต่มีการมัดรวมหรือหีบห่อที่รวมกันเอาไว้ ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 50 นิ้วขึ้นไป ให้เรียกเก็บค่าบริการในอัตราที่บรรจุกล่องมัดรวมหรือหีบห่อ ได้ไม่เกินชิ้นละ 100 บาท
  • การวัดขนาดของสัมภาระ ไม่ให้วัดล้อ หรือ อุปกรณ์ที่ช่วยในการเคลื่อนที่รวมคำนวณเป็นขนาดของสัมภาระด้วย

ทั้งนี้ คำว่า”สัมภาระ” ติดตัวหมายถึงสัมภาระที่อยู่ในความดูแลของคนโดยสารระหว่างการเดินทาง เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าคอมพิวเตอร์ เป้สะพายหลังและให้หมายถึงของใช้ส่วนตัวที่ติดตัวคนโดยสารด้วย

จากข้อมูลกรมการขนส่งทางบกพบว่า มียอดร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดของรถแท็กซี่ทั้งหมดกว่า 12,000 ราย โดยปัญหาสุดคลาสสิกคือการปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร มีมากกว่า 1,585 ราย ซึ่งพ.ร.บ.การจราจรทางบก มาตรา 93 วรรคหนึ่ง ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับจ้างบรรทุกผู้โดยสารโดยไม่มีเหตุอันควร ถือเป็นความผิด มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และเป็นข้อหาที่ต้องถูกบันทึกคะแนน 20 คะแนน อีกทั้งยังถูกยึดใบอนุญาตขั้บขี่อีกด้วย 

ต้องมาติดตามกันว่าการปรับให้มีการเก็บค่าสัมภาระครั้งนี้ จะส่งผลอะไรกับสังคมบ้าง?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...