โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว "เมืองเบตง" เริ่มฟื้น สวนกระแส "หาดใหญ่" ซึมพิษโควิดยาว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ธ.ค. 2563 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2563 เวลา 08.10 น.

กระแสการท่องเที่ยวในประเทศไทยกำลังกลับมาคึกคัก หลายพื้นที่ได้รับอานิสงส์จากวันหยุดยาว ที่จังหวัดยะลา “เมืองเบตง” ก็นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่งที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในภาคใต้ตอนล่างรองจากนครศรีธรรมราช พัทลุง

ตัวเลขนักท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ต่างจากพื้นที่หาดใหญ่ในจังหวัดสงขลาที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้

“จรูญ แก้ววจีทรัพย์” กรรมการผู้จัดการบริษัท หาดทองการท่องเที่ยว จำกัด ผู้บริหารโรงแรมหาดทองรีสอร์ท จ.พัทลุง และที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวในภาคใต้เริ่มกระเตื้องขึ้นมาเป็นลำดับจากนักท่องเที่ยวภายในประเทศ เริ่มจากจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง

และจังหวัดยะลา โดยเฉพาะเมืองเบตงที่มีนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาเป็นจำนวนมากในช่วงวันหยุดยาวประมาณ 5,000-12,000 คน/วัน ขณะที่วันปกติอยู่ที่ 800-1,500 คน/วัน

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่มาจากกรุงเทพฯจะลงสนามบินอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แล้วเช่ารถมา ส่วนนักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียงจะนิยมใช้รถส่วนตัวเดินทางมาเอง ถ้าหากมีการเปิดใช้สนามบินเบตงคาดว่าน่าจะมีนักท่องเที่ยวบินมาจากกรุงเทพฯและเชียงใหม่เพิ่มมากขึ้น

เพราะแต่ละเที่ยวบินจุคนได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ที่นั่ง ถ้ามีมา 2 เที่ยวบินต่อวันจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 150 คน/วัน เฉลี่ย 4,500 คน/เดือน มีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท/เดือน ซึ่งรัฐบาลน่าจะพิจารณาเปิดสนามบินเบตงเพราะจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในทันที ธุรกิจการท่องเที่ยวจะไปได้ด้วยดีแม้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะยังเข้ามาไม่ได้

“จรูญ” กล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวได้ก้าวเข้าใกล้จุดที่จะกลับมาอยู่ในภาวะปกติแล้ว อย่างจังหวัดพัทลุงปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวในประเทศเฉลี่ย 100,000 คน/เดือน จากช่วงปกติก่อนเกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ 1.8 ล้านคน-2 ล้านคน/ปี

โดยมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพียง 1% เท่านั้น ขณะที่ภาพรวมการใช้จ่ายต่อคนในการท่องเที่ยวประมาณ 800 บาท/วัน หรือประมาณ 80 ล้านบาท/เดือน

“อยากเสนอความคิดเห็นไปยังรัฐบาลว่า การท่องเที่ยวในภาคใต้ตอนล่างน่าจะมีการออกแบบจับคู่การท่องเที่ยวโดยให้บริษัทผู้ประกอบการนำเที่ยว 2 ประเทศ คือไทย-มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ภายใต้มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเข้มข้น

หรือเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวผ่านด่านชายแดนที่มีการควบคุมอย่างเข้มข้นเช่นกัน เพราะคาดว่าจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ธุรกิจการค้าในพื้นที่จังหวัดชายแดนให้ดีขึ้นได้”

“ทรงชัย มุ่งประสิทธิ์ชัย” นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เจ้าของ ผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดนิวเอเชียทัวร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวของภาคใต้ใน 7 จังหวัดเริ่มดีขึ้นพอสมควรหลังจากมีวันหยุดยาว

และมีสกายวอล์กเป็นแลนด์มาร์กชูภาพธรรมชาติใน อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งสภาพอากาศดี โรงแรมที่พักราคาถูกและมีอาหารอร่อย ทำให้นักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาเที่ยวมากพอสมควร

“ในช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาการท่องเที่ยวในเบตงเริ่มฟื้นตัว ธุรกิจการค้าเริ่มดีขึ้น ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมรองจาก จ.นครศรีธรรมราช และ จ.พัทลุง ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างจังหวัดจะเข้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาเป็นอันดับแรก

เพราะหาดใหญ่คือประตูสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นศูนย์กลางธุรกิจการท่องเที่ยว ศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้า การเงิน แต่หาดใหญ่เสมือนเป็นแค่ทางผ่าน นักท่องเที่ยวคนไทยที่เคยมาเที่ยวในสัดส่วนประมาณ 30% หายไปหมดถึงจะมีกิจกรรมการท่องเที่ยวของรัฐบาลมาช่วยสนับสนุนวันหยุดยาวก็ยังเงียบ ยกเว้นแต่มีงานประชุมสัมมนาเท่านั้น”

“ทรงชัย” บอกว่า ปกติการท่องเที่ยวหาดใหญ่จะพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 2 ประเทศเป็นหลัก คือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 นักท่องเที่ยวหายไป 100% กินระยะเวลามานานมากกว่า 10 เดือนแล้ว สมาชิกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลากว่า 30 รายมีข้อมูลตรงกันว่า

ตามปกติก่อนช่วงโควิด-19 มีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 50,000 บาท/ราย/วัน ภาพรวมประมาณ 45 ล้านบาท/เดือน แต่พอเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นทุกคนต้องทบทวนกระบวการต่าง ๆ ใหม่ทั้งหมด

ทั้งนี้ ทางสมาคมได้หารือกันว่าจะต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการท่องเที่ยวหันมาพึ่งพานักท่องเที่ยวภายในประเทศให้มากขึ้น โดยแบ่งเป็นนักท่องเที่ยวในประเทศ 60% และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ 40%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...