"น้ำมันเมล็ดชา" เชียงรายดังไกล "ชาแนล-ลาแมร์" บุกขอซื้อไม่อั้น
น้ำมันเมล็ดชาถือว่าเป็นที่รู้จักในประเทศจีนมานานกว่า 1000 ปี มีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่าเป็นน้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก เนื่องจากองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันทรานส์ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี และสารคาเทชิน ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของน้ำมันให้นานขึ้น รวมถึงใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์“มาริสา มณีจรัสแสง” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ถึงความเป็นมาและการพัฒนาน้ำมันเมล็ดชาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จนกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาด
สารพัดคุณสมบัติน้ำมันเมล็ดชา
“มาริสา” เล่าว่า ในปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมันสายพันธุ์ Camelliao leifera จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อผลิตน้ำมันเมล็ดชาในประเทศไทย
โดยมีมูลนิธิชัยพัฒนาได้ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงดำเนินงานโครงการศึกษา และพัฒนาการปลูกต้นชาน้ำมันตั้งแต่ปี 2548 นำเมล็ดพันธุ์ และต้นอ่อนของต้นชาน้ำมันจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาทดลองปลูกในพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ เช่น พื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง พื้นที่บ้านปางมะหัน และบ้านปูนะ จังหวัดเชียงราย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ต่อมาปี 2554 มีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันขึ้นและเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 เพื่อเป็นโรงงานผลิตน้ำมันจากเมล็ดชาและพืชน้ำมันซึ่งศูนย์วิจัยชาน้ำมันจะผลิตน้ำมันคุณภาพสูง สำหรับการบริโภคและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่น ๆ เช่น เครื่องสำอาง เป็นต้น
สำหรับคุณสมบัติของน้ำมันเมล็ดชา มีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำกว่า 10-15% มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง 81-87% แบ่งเป็น กรดโอเลอิก (กรดโอเมก้า 9) 72-78% กรดไลโนเลอิก (โอเมก้า 6) และกรดแอลฟาไลโนเลอิก (กรดโอเมก้า 3) 1-10%
ซึ่งกรดไขมันไม่อิ่มตัวจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (แอลดีแอล) และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (เอชดีแอล) ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โรคอัมพาต โรคความดัน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ จึงดีต่อสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ผู้สูงอายุ และผู้รักสุขภาพทั่วไป
นอกจากนี้ เมล็ดชาน้ำมันชายังสามารถนำไปเป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางด้วยเช่น ครีมกันแดด โลชั่นน้ำมันบำรุงผิว ยาสระผม หรือผสมกับน้ำมันหอมระเหย ส่วนกากเมล็ดชาที่เหลือจากการหีบน้ำมันสามารถใช้เป็นยากำจัดศัตรูพืช เช่น กำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว และปลาในบ่อกุ้ง
แบรนด์ดังบุกซื้อผลผลิต
นางมาริสากล่าวต่อไปว่า จะเห็นได้ว่าน้ำมันเมล็ดชานั้นมีคุณสมบัติมากมาย เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้ผลิตเครื่องสำอางระดับโลก เช่น ชาแนล และลาแมร์ ที่ได้ส่งตัวแทนมาติดต่อขอทำสัญญาการส่งมอบน้ำมันชาให้กับบริษัท เพื่อนำไปผสมเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง และพร้อมรับซื้อในจำนวนไม่จำกัด แต่ทางศูนย์ไม่สามารถรับได้เพราะมีวัตถุดิบจำนวนจำกัด
เนื่องจากสามารถผลิตน้ำมันเมล็ดชาได้เพียง 1 ปีต่อ 1 ครั้ง ซึ่งต้นชาน้ำมันจะให้ผลผลิตปริมาณมากน้อยในแต่ละปีไม่เท่ากัน ทำให้ยากในการทำตลาดแบบมีพันธสัญญา เช่น ปี 2561 สามารถผลิตน้ำมันเมล็ดชาได้ประมาณ 190 ตันต่อปี ส่วนปี 2562 ได้ประมาณ 90 ตันต่อปี
ทั้งนี้ การเก็บผลผลิตจากต้นชาน้ำมัน หลังจากมีการเก็บแล้ว ต้องพักต้นไปนานประมาณ 9-10 เดือน จึงจะเก็บผลผลิตใหม่ได้อีกครั้ง
สกัดพืชตัวอื่นทดแทน
ดังนั้น ทางศูนย์จึงนำพืชอื่น ๆ มาสกัดน้ำมันควบคู่กันไปด้วย เช่น น้ำมันมะรุม ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด มีทั้งวิตามินซีและวิตามินอี ช่วยลดเลือนริ้วรอยจุดด่างดำและฟื้นฟูสภาพผิว นิยมนำไปเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เช่น โลชั่นทาผิว ครีมนวดผม สบู่ รวมทั้งยังใช้ในการรักษาสิวปรับสมดุลของผิวหน้าได้อีกด้วย ปัจจุบันมีกำลังการผลิตได้ประมาณ 12 ตันต่อปี
ส่วนน้ำมันงาม้อน มีกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 มีบทบาทต่อระบบประสาทและสมองที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ และความจำ ทั้งยังพบสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและภูมิแพ้ รวมถึงช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อระบบประสาท มีกำลังการผลิต 3-4 ตันต่อปี
และน้ำมันไนเจอร์ เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่อุดมไปด้วยวิตามินอี กลุ่มไทโคฟิรอสและไคโตรอีนอส ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอุดตันของไขมันในหลอดเลือดได้ประมาณ 3-4 ตันต่อปี ถึงแม้จะมีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ออกมาจำหน่ายตลอดทั้งปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า
ปัจจุบันมีช่องทางการจำหน่ายทั้งที่ร้านค้าของศูนย์วิจัยและส่งไปจำหน่ายที่ร้านภัทรพัฒน์ สาขาต่าง ๆ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง และผลผลิตด้านการเกษตรจากโครงการของมูลนิธิชัยพัฒนาในการประกอบอาหารและจัดทำร้านขายของที่ระลึกจำหน่ายสินค้าโครงการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค เช่น น้ำมันชา น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าอื่น ๆ เช่น เครื่องสำอาง และน้ำสลัด เป็นต้น