โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"น้ำมันเมล็ดชา" เชียงรายดังไกล "ชาแนล-ลาแมร์" บุกขอซื้อไม่อั้น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ต.ค. 2563 เวลา 04.13 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2563 เวลา 04.30 น.

น้ำมันเมล็ดชาถือว่าเป็นที่รู้จักในประเทศจีนมานานกว่า 1000 ปี มีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่าเป็นน้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก เนื่องจากองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันทรานส์ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี และสารคาเทชิน ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของน้ำมันให้นานขึ้น รวมถึงใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์“มาริสา มณีจรัสแสง” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ถึงความเป็นมาและการพัฒนาน้ำมันเมล็ดชาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จนกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาด

สารพัดคุณสมบัติน้ำมันเมล็ดชา

“มาริสา” เล่าว่า ในปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมันสายพันธุ์ Camelliao leifera จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อผลิตน้ำมันเมล็ดชาในประเทศไทย

โดยมีมูลนิธิชัยพัฒนาได้ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงดำเนินงานโครงการศึกษา และพัฒนาการปลูกต้นชาน้ำมันตั้งแต่ปี 2548 นำเมล็ดพันธุ์ และต้นอ่อนของต้นชาน้ำมันจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาทดลองปลูกในพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ เช่น พื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง พื้นที่บ้านปางมะหัน และบ้านปูนะ จังหวัดเชียงราย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

ต่อมาปี 2554 มีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันขึ้นและเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 เพื่อเป็นโรงงานผลิตน้ำมันจากเมล็ดชาและพืชน้ำมันซึ่งศูนย์วิจัยชาน้ำมันจะผลิตน้ำมันคุณภาพสูง สำหรับการบริโภคและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่น ๆ เช่น เครื่องสำอาง เป็นต้น

สำหรับคุณสมบัติของน้ำมันเมล็ดชา มีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำกว่า 10-15% มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง 81-87% แบ่งเป็น กรดโอเลอิก (กรดโอเมก้า 9) 72-78% กรดไลโนเลอิก (โอเมก้า 6) และกรดแอลฟาไลโนเลอิก (กรดโอเมก้า 3) 1-10%

ซึ่งกรดไขมันไม่อิ่มตัวจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (แอลดีแอล) และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (เอชดีแอล) ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โรคอัมพาต โรคความดัน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ จึงดีต่อสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ผู้สูงอายุ และผู้รักสุขภาพทั่วไป

นอกจากนี้ เมล็ดชาน้ำมันชายังสามารถนำไปเป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางด้วยเช่น ครีมกันแดด โลชั่นน้ำมันบำรุงผิว ยาสระผม หรือผสมกับน้ำมันหอมระเหย ส่วนกากเมล็ดชาที่เหลือจากการหีบน้ำมันสามารถใช้เป็นยากำจัดศัตรูพืช เช่น กำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว และปลาในบ่อกุ้ง

แบรนด์ดังบุกซื้อผลผลิต

นางมาริสากล่าวต่อไปว่า จะเห็นได้ว่าน้ำมันเมล็ดชานั้นมีคุณสมบัติมากมาย เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้ผลิตเครื่องสำอางระดับโลก เช่น ชาแนล และลาแมร์ ที่ได้ส่งตัวแทนมาติดต่อขอทำสัญญาการส่งมอบน้ำมันชาให้กับบริษัท เพื่อนำไปผสมเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง และพร้อมรับซื้อในจำนวนไม่จำกัด แต่ทางศูนย์ไม่สามารถรับได้เพราะมีวัตถุดิบจำนวนจำกัด

เนื่องจากสามารถผลิตน้ำมันเมล็ดชาได้เพียง 1 ปีต่อ 1 ครั้ง ซึ่งต้นชาน้ำมันจะให้ผลผลิตปริมาณมากน้อยในแต่ละปีไม่เท่ากัน ทำให้ยากในการทำตลาดแบบมีพันธสัญญา เช่น ปี 2561 สามารถผลิตน้ำมันเมล็ดชาได้ประมาณ 190 ตันต่อปี ส่วนปี 2562 ได้ประมาณ 90 ตันต่อปี

ทั้งนี้ การเก็บผลผลิตจากต้นชาน้ำมัน หลังจากมีการเก็บแล้ว ต้องพักต้นไปนานประมาณ 9-10 เดือน จึงจะเก็บผลผลิตใหม่ได้อีกครั้ง

สกัดพืชตัวอื่นทดแทน

ดังนั้น ทางศูนย์จึงนำพืชอื่น ๆ มาสกัดน้ำมันควบคู่กันไปด้วย เช่น น้ำมันมะรุม ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด มีทั้งวิตามินซีและวิตามินอี ช่วยลดเลือนริ้วรอยจุดด่างดำและฟื้นฟูสภาพผิว นิยมนำไปเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เช่น โลชั่นทาผิว ครีมนวดผม สบู่ รวมทั้งยังใช้ในการรักษาสิวปรับสมดุลของผิวหน้าได้อีกด้วย ปัจจุบันมีกำลังการผลิตได้ประมาณ 12 ตันต่อปี

ส่วนน้ำมันงาม้อน มีกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 มีบทบาทต่อระบบประสาทและสมองที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ และความจำ ทั้งยังพบสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและภูมิแพ้ รวมถึงช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อระบบประสาท มีกำลังการผลิต 3-4 ตันต่อปี

และน้ำมันไนเจอร์ เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่อุดมไปด้วยวิตามินอี กลุ่มไทโคฟิรอสและไคโตรอีนอส ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอุดตันของไขมันในหลอดเลือดได้ประมาณ 3-4 ตันต่อปี ถึงแม้จะมีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ออกมาจำหน่ายตลอดทั้งปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

ปัจจุบันมีช่องทางการจำหน่ายทั้งที่ร้านค้าของศูนย์วิจัยและส่งไปจำหน่ายที่ร้านภัทรพัฒน์ สาขาต่าง ๆ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง และผลผลิตด้านการเกษตรจากโครงการของมูลนิธิชัยพัฒนาในการประกอบอาหารและจัดทำร้านขายของที่ระลึกจำหน่ายสินค้าโครงการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค เช่น น้ำมันชา น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าอื่น ๆ เช่น เครื่องสำอาง และน้ำสลัด เป็นต้น

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...