ราชทัณฑ์ จัดแดนแรกรับ คุกพิเศษกรุงเทพ รับ ทักษิณ ปัด สร้างแดนพิเศษ
ราชทัณฑ์ จัดแดนแรกรับ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ รับ ทักษิณ กลับไทย กำชับ 3 มาตรการ เน้นความปลอดภัย ปัดสร้างแดนพิเศษเป็นที่คุมขัง เปิดระเบียบรับตัวผู้ต้องขังใหม่
จากกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้าครอบครัว พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ชื่อ @ingshin21 พร้อมระบุข้อความยืนยันการเดินทางกลับประเทศไทยของบิดา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า อังคารที่ 22 สิงหาคม 09.00 น. ณ ดอนเมือง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดวันที่ 19 ส.ค.2566 นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงมาตรการรับตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ได้มอบหมายให้ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นผู้ดำเนินการเป็นหลัก เนื่องจากต้องมีหน้าที่รับตัวโดยตรง ซึ่งในวันที่มาถึงนั้นทางเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษ จะรับตัวนายทักษิณ มาจากศาลฎีกา ตามคำสั่งของศาลเรื่องการควบคุมตัว
- อ่านข่าว : เปิดขั้นตอนนับโทษคดีสิ้นสุด 'ทักษิณ' 3คดีศาลฎีกานักการเมือง คุกสูงสุด5ปี
- อ่านข่าว : ทักษิณ เปิดใจสื่อนอก ยันกลับไทยแน่ 22 ส.ค. มั่นใจ ‘เศรษฐา’ ฉลุยนั่งนายกฯ
สำหรับขั้นตอนการรับตัว กรมรามราชทัณฑ์ จะปฏิบัติตามนโยบายของผู้บริหาร ซึ่ง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และรักษการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มอบตัว 3 เรื่องเป็นพิเศษ คือ 1.เรื่องความปลอดภัย เรื่องนี้อาจทำให้นายทักษิณถูกปฏิบัติแตกต่างจากนักโทษคนอื่นเพราะนักโทษคนอื่นไม่มีปัจจัยเสี่ยง
2.ให้มีความสะดวกตามสมควรแต่ไม่ถึงขนาดสะดวกมากจนได้รับอภิสิทธิ์อะไร แต่ต้องสะดวกเพราะต้องมีคนเข้าเยี่ยม คาดว่าจะมีองค์กรระหว่างประเทศ นักสิทธิมนุษยชน แฟนคลับหรือมวลชน เข้าเยี่ยม ฉะนั้นจึงต้องมีความสะดวกพอสมควร และ 3.ให้มีความสบายตามสมควรแต่ต้องไม่สบายมากนักเพราะว่าอายุเกิน 70 ปี และป่วยซึ่งก็อาจจะไม่เหมือนคนที่มีอายุ 20-30 ปี
นายอายุตม์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นทางกรมราชทัณฑ์ได้กำชับไปยังผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษฯ ให้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยในช่วงที่ต้องเข้ามาสู่การกักโรคของเรือนจำ อาจจะไม่สามารถไปอยู่รวมกับผู้ต้องขังรายอื่นได้ จากนั้นจะต้องดูเรื่องอาหาร รวมถึงการจัดระเบียบเยี่ยมญาติที่ต้องมีสถานที่รองรับบุคคลที่จะมาเยี่ยม ไม่ให้ไปกระทบกับการเยี่ยมญาติของผู้ต้องขังรายอื่น ๆ แต่คงไม่ได้สิทธิพิเศษมากมายจนเกินตามความเหมาะสม
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะย้ายไปทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในช่วงไหน นายอายุตม์ กล่าวว่า การพิจารณาย้ายผู้ต้องขังไปยังโรงพยาบาลนั้นต้องดูเรื่องการเจ็บป่วย ซึ่งทราบก็ต่อเมื่อเข้าสู่ระบบการตรวจร่างกายในวันแรกรับเข้าเรือนจำว่าป่วยเป็นโรคอะไรบ้าง จากนั้นแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะต้องรักษาตัวอย่างไร จากนั้นทางเรือนจำก็ดำเนินการตามความเหมาะสม เป็นหลักการปกติโดยทั่วไป
เมื่อถามต่อว่า มีกระแสข่าวว่า ทางกรมราชทัณฑ์ได้จัดสถานที่เป็นแดนพิเศษเฉพาะนายทักษิณไว้เพียงคนเดียวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ นายอายุตม์ กล่าวว่า ไม่มีหรอก ก็พูดกันไป มันคงไม่ถึงขนาดจัดทำห้องพิเศษ หรือะไรขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับ เพียงแค่จัดสัดส่วนให้เหมาะสมดูแลเรื่องความปลอดภัยเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการตรวจร่างกายผู้ต้องขังเข้าใหม่และผู้ต้องขังเข้า-ออกเรือนจำ พ.ศ. 2561 เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะดำเนินการควบคุมตัวจากศาลไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยพบข้อมูลว่า "ผู้ต้องขังเข้าใหม่" หมายความว่า ผู้ต้องขังที่ยังไม่ผ่านการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังขั้นพื้นฐาน มาตรา 36 ในวันที่รับตัวผู้ต้องขังเข้าไว้ใหม่ในเรือนจำ ให้เจ้าพนักงานเรือนจำจัดทำทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง โดยอย่างน้อยมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้
(1) ชื่อและนามสกุลของผู้ต้องขัง เลขประจำตัวประชาชน หรือเอกสารแสดงตนของผู้ต้องขังเท่าที่ทราบ (2) ข้อหาหรือฐานความผิดผู้นั้นได้กระทำ (3) บันทึกลายนิ้วมือหรือสิ่งแสดงลักษณะเฉพาะของบุคคล และตำหนิรูปพรรณ (4) สภาพของร่างกายและจิตใจ ความรู้และความสามารถ (5) รายละเอียดอื่นตามที่กำหนดในระเบียบกรมราชทัณฑ์
ให้กรมราชทัณฑ์นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดทำทะเบียนประวัติผู้ต้องขังตามวรรคหนึ่ง รวมทั้งใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์และประมวลผลด้วย เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำร้องขอให้เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนหรือสอบสวนคดีอาญาหรือเจ้าพนักงานผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลประวัติผู้ต้องขังส่งรายงานแสดงประวัติของผู้ต้องขังนั้นให้แก่เจ้าพนักงานเรือนจำ
มาตรา 37 ในวันที่รับตัวผู้ต้องขังเข้าไว้ใหม่ในเรือนจำ ให้แพทย์ พยาบาลหรือเจ้าพนักงาน เรือนจำที่ผ่านการอบรมด้านการพยาบาลทำการตรวจร่างกายของผู้ต้องขัง ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการตรวจร่างกายภายในวันที่รับตัวเข้าไว้ได้ ให้เจ้าพนักงานเรือนจำเป็นผู้ตรวจร่างกายของผู้ต้องขังนั้นในเบื้องต้นก่อนได้ แต่ต้องจัดให้มีการตรวจโดยเร็ว
นอกจากนี้ หมวด 1 การตรวจร่างกายผู้ต้องขังเข้าใหม่ ยังระบุด้วยว่า ในกรณีตรวจพบว่าผู้ต้องขังเข้าใหม่รายใดมีอาการเจ็บป่วย หรือพบบาดแผลก่อนถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ ให้เจ้าพนักงานเรือนจำบันทึกปากคำผู้ต้องขังเกี่ยวกับกับอาการเจ็บป่วยหรือลักษณะบาดแผลที่พบ โดยให้ผู้ต้องขังนั้นลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานพร้อมพยาน และถ่ายรูปบาดแผลไว้ด้วย
ส่วนกรณีที่ตรวจพบว่าผู้ต้องขังเข้าใหม่รายใดมีอาการเจ็บป่วย หรือมีบาดแผล ให้เจ้าพนักงานเรือนจำแจ้งให้ญาติหรือบุคคลที่ผู้ต้องขังร้องขอ ทราบถึงอาการเจ็บป่วยหรือเหตุแห่งการมีบาดแผลนั้นด้วย อย่างไรก็ตาม หากพบว่าผู้ต้องขังเข้าใหม่คนใดเจ็บป่วย มีอาการมึนเมา มีอาการส่อว่าจิตไม่สมประกอบ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ มีประวัติการติดสุรา หรือมีโรคติดต่อซึ่งจะลุกลามเป็นภัยแก่ผู้อื่น ให้จัดแยกผู้ต้องขังเข้าใหม่นั้นแยกจากผู้ต้องขังอื่น
และให้แพทย์ พยาบาลหรือเจ้าพนักงานเรือนจำที่ผ่านการอบรมด้านพยาบาล ชี้แจงแนะนำการปฏิบัติแก่เจ้าพนักงานเรือนจำ และถ้าจำเป็นต้องส่งตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่นั้นไปรักษายังสถานพยาบาลภายนอกเรือนจำ ให้ดำเนินการเพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับการตรวจรักษา
ส่วนเกณฑ์เยี่ยมผู้ต้องขังเข้าใหม่นั้น ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบเอกสาร ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการเข้าดูแลกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561 พบว่า หมวด 1 บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมหรือติดต่อผู้ต้องขัง ข้อ 6 บุคคลภายนอกจะเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังได้ มีดังนี้
(1) เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจำหรือผู้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการเรือนจำในการเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง ต้องนำบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรที่ออกโดยทางราชการที่ปรากฏภาพถ่ายไปแสดงต่อเจ้าพนักงานเรือนจำ และให้เจ้าพนักงานเรือนจำจดบันทึกข้อมูลบุคคลภายนอกผู้เข้าเยี่ยมหรือติดต่อไว้เป็นหลักฐาน โดยเฉพาะความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้ต้องขัง กิจธุระ หรือประโยชน์ในการเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังนั้น (2) เฉพาะผู้ต้องขังที่ได้รับโอกาสให้ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อจากบุคคลภายนอก
(3) ต้องเข้าเยี่ยมหรือติดต่อในวันและเวลาตามที่เรือนจำได้กำหนดไว้ หากมีเหตุพิเศษจำเป็นต้องพบผู้ต้องขังนอกวันและเวลาที่กำหนด ให้ขออนุญาตต่อผู้บัญชาการเรือนจำ แต่ต้องไม่ใช่ระหว่างเวลาที่เรือนจำได้นำผู้ต้องขังเข้าห้องขังแล้ว และยังมิได้นำออกจากห้องขัง เว้นแต่ผู้บัญชาการเรือนจำเห็นเป็นการจำเป็นที่สมควรจะอนุญาต
และในข้อ 7 ยังระบุด้วยว่า เพื่อประโยชน์ด้านการควบคุมหรือความมั่นคงของเรือนจำ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำ กำหนดให้ผู้ต้องขังแจ้งรายชื่อบุคคลภายนอกที่จะให้เข้ามาพบหรือติดต่อกับตนภายในเรือนจำไว้ล่วงหน้า รายชื่อบุคคลภายนอกนั้นให้มีจำนวนไม่เกิน 10 คน และหากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็ให้สามารถดำเนินการได้โดยต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ในกรณีมีเหตุพิเศษ ผู้บัญชาการเรือนจำอาจพิจารณาอนุญาตให้บุคคลภายนอกนอกเหนือจากที่ได้แจ้งไว้ตามวรรคก่อน เข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังก็ได้