เคล็ดกายานวดารา
ข้อมูลเบื้องต้น
九星霸体诀
Author: Pingfan Moshushi
Chinese edition copyright © ChineseAll Digital publishing Group Co.,Ltd
ALL RIGHTS RESERVED
เรื่องย่อ
เป็นจักพรรดิโอสถกลับเกิดใหม่งั้นหรือ ? เป็นการผสานจิตวิญญาณกันหรือ ? หลงเฉิน—— เด็กหนุ่มที่ถูกช่วงชิงรากปราณ โลหิตปราณ กระดูกปราณทั้งสามสิ่งไป ได้หยิบยืมวิชาการหลอมโอสถระดับเทวะภายใต้ความทรงจำ ฝึกปรือวิชาเคล็ดกายานวดาราอันลี้ลับ แหวกม่านหมอกที่หนาทึบออก ปลดปล่อยโชคชะตาครอบครองพลังวงแหวนเทวะแห่งฟ้าดิน เหยียบย่างชั้นดาราตะวันจันทรา พบพานสาวงามต่างๆ กำราบมารร้ายเทพแห่งความชั่วจนกลายเป็นที่เลื่องลือก้องแดนเจียงหนาน
: หลงเฉินมาถึง สวรรค์คำรนพสุธาคำราม หลงเฉินไปจาก ภูตผีหลั่งน้ำตาเทพร่ำไรจนเป็นที่ตำนานแห่งยุทธ์ภพ
: หลงเฉินปรากฎ ฟ้าดินสั่นสะเทือน หลงเฉินเดินจาก ภูตผีหลั่งน้ำตาเทพยดาร้ำไห้
ลิขสิทธิ์ต้นฉบับ: 17k
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย:Novel Kingdom
-----------------------------------------
ระดับพลัง
1.ขอบเขตก่อรวม
2.ขอบเขตก่อโลหิต
3.ขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็น
4.ขอบเขตปรือกระดูก
5.ขอบเขตเชื่อมชีพจร
6.ขอบเขตแห่งการก่อฟ้า
ระดับโอสถ
1.โอสถสามัญ
2.โอสถปัญญา
3.เชี่ยวชาญโอสถ
4.ราชาโอสถ
5.ราชันโอสถ
6.จ้าวโอสถ
7.เซียนโอสถ
8.ปราชญ์โอสถ
9.จักรพรรดิ์โอสถ
ติดตามนิยายเรื่องอื่น ๆ ของเราได้โดยการคลิกเลือกเรื่องที่ชอบด้านล่างได้เลยจ้า
กลุ่มคอมมูนิตี้หลงเฉิน: https://www.facebook.com/NineStartyrant
หากสนใจ Ebook สามารถซื้อได้ที่ลิงก์ด้านล่าง
ความทรงจำของจักรพรรดิโอสถ (Rewrite)
“ข้าเป็นใครกัน? …ข้าคือหลงเฉิน!”
“ผู้ที่มองโลกหล้าด้วยความเย้ยหยัน จักรพรรดิโอสถผู้หยิ่งทรนง—หลงเฉิน? หรือผู้ที่ใครได้พบเจอก็มีแต่จะเกลียดชัง คนขลาดเขลาไร้ความสามารถ ไร้ซึ่งหนทางในการฝึกยุทธ์—หลงเฉิน?”
ทะเลแห่งความคิดอันวุ่นวายต่างหลั่งไหลเข้ามามากมายดุจความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไปทั่วทั้งร่าง หลงเฉินมิอาจที่จะหยุดความทรงจำที่ผ่านเข้ามาได้ จึงส่งเสียงคร่ำครวญออกมาด้วยความเจ็บปวด
“เฉินเอ๋อ (ลูกเฉิน) ในที่สุดเจ้าก็ได้สติแล้ว? ดียิ่งนัก มารดาเป็นห่วงเจ้าแทบแย่แล้ว เจ้าอยู่ของเจ้าดีดี เหตุใดเจ้าถึงต้องไปประลองกับชาวบ้านด้วย?”
เสียงอันอบอุ่นเสียงหนึ่งกล่าวขึ้นมา น้ำเสียงนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีและอบอุ่น แต่ทว่าพอเอ่ยถึงประโยคหลังกลับกลายเป็นเสียงถอนหายใจออกมา
หลงเฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งรอบด้านเลือนราง ไม่นานนักภาพเบื้องหน้าก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ปรากฏเป็นใบหน้าของหญิงสาวนางหนึ่ง
หญิงสาวนางนี้ดูไปแล้วน่าจะมีอายุประมาณสามสิบกว่า แต่กลับงดงามอย่างไร้ที่ติ ทว่าตรงบริเวณขอบตาของนางเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นซึ่งไม่เหมาะกับช่วงวัยของนางเอาเสียเลย
ดวงตาของนางเต็มไปด้วยคราบน้ำตา นางจ้องมองไปที่หลงเฉินด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความเอ็นดูทำให้หลงเฉินเกิดความอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
“ลูกเอ๋ย เจ้าทำให้มารดาตกใจแทบแย่” เมื่อกล่าวจบ ดวงตาทั้งคู่ของนางก็แดงก่ำยิ่งกว่าเดิมพร้อมหยาดน้ำตาที่เริ่มไหลรินออกมา
“มารดา?”
หลงเฉินมองดูนางด้วยความรู้สึกเหมือนคุ้นเคย แต่อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกเหมือนกับคนแปลกหน้า แล้วก็ขานคำพูดนั้นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย
“ลูกเอ๋ย อย่าได้ทำให้มารดาของเจ้าตกใจไปมากกว่านี้เลย แม้แต่มารดา…เจ้าก็ยังจำไม่ได้อย่างนั้นหรือ?” บนใบหน้าของหญิงสาวปรากฏอาการตกใจขึ้น
ที่ด้านข้างของหญิงสาวในตอนนี้ได้ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งขึ้น เขามองไปที่หลงเฉินแล้วกล่าว “ฮูหยินหลง คุณชายหลงเฉินได้รับการกระทบกระเทือนที่ท้ายทอย เป็นไปได้ที่อาจจะมีผลกระทบต่อสมองจึงจำเป็นที่จะต้องให้เวลาพักฟื้นอีกสักระยะ ท่านอย่าได้ร้อนรนไปเลย เมื่อครู่ข้าได้ให้ยาแก่นายน้อยแล้ว ฤทธิ์ยาคงยังไม่ออกฤทธิ์ ฉะนั้นให้นายน้อยพักผ่อนสักครู่เถอะ”
ฮูหยินหลงมองหลงเฉินด้วยความห่วงใยอย่างเต็มเปี่ยม นางพยักหน้าน้อยๆ อย่างไม่เต็มใจ และไม่อาจปฏิเสธที่จะต้องติดตามชายชราออกจากห้องไป
หลงเฉินได้ยินวาจาของชายชราผู้นั้นกล่าวอยู่ห่างๆ ต่อหญิงสาวผู้นั้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ฮูหยินหลง ในครั้งนี้นายน้อยหลงได้รอดพ้นวิกฤติจนมีชีวิตกลับมาได้ ถือได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์นับหมื่นแล้ว”
ฮูหยินหลงถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ความหมายของท่านหมอคือบุตรข้า เขา…”
ชายชราที่ถูกเรียกว่าเย่าซื่อได้ถอนหายใจออกมาแล้วกล่าว “คุณชายได้รับการกระทบกระเทือนที่ท้ายทอยอย่างรุนแรง หากกล่าวตามตรง ที่สามารถกลับมามีสติได้ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์นับหมื่นแล้ว แต่ทว่าภาวะแทรกซ้อนกลับสาหัสยิ่งนัก ถึงกับทำให้สูญเสียความทรงจำ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าอยู่ในช่วงการพักฟื้นนั่นเอง…”
จากนั้นทั้งสองคนก็ได้เดินห่างออกไปเรื่อยๆ หลงเฉินไม่อาจฟังแล้วจับใจความได้อีก เขาได้ยินเพียงเสียงสะอึกสะอื้นของฮูหยินหลงเท่านั้น
หลงเฉินมองไปที่เพดานเหนือศีรษะ เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างโดยเฉพาะบริเวณท้ายทอยที่เจ็บปวดขึ้นเป็นระยะ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ข้าคือหลงเฉิน ฮูหยินหลงก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของข้า เหตุใดข้าจึงได้รู้สึกกับนางราวกับเป็นคนแปลกหน้าได้?”
ความทรงจำอันแสนวุ่นวายเหล่านี้มาจากที่ใดกัน? ข้าคล้ายกับเป็นบุคคลที่ร้ายกาจยิ่ง หาสิ่งใดเปรียบมิได้ เหตุใดถึงได้เกิดความรู้สึกขลาดเขลาไร้ความสามารถเช่นนี้ได้?
จักรพรรดิโอสถหลงเฉิน? เจ้าคนไร้ประโยชน์หลงเฉิน? แท้จริงแล้วสิ่งใดคือตัวตนที่แท้จริงของข้า? เป็นจักรพรรดิโอสถชิงร่างกลับมาเกิดใหม่ หรือว่าเป็นเจ้าคนไร้ประโยชน์ที่ได้รวมเข้ากับจิตวิญญาณของจักรพรรดิโอสถกันแน่?
ภายในสำนึกความทรงจำของหลงเฉินก็ได้เกิดคำถามมากมาย “แต่ก็ช่างมันเถอะ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ตัวข้าก็คือหลงเฉิน จะเป็นเจ้าคนไร้ประโยชน์หลงเฉินก็ดี จะเป็นจักรพรรดิโอสถก็ช่าง ท้ายที่สุดแล้วในตอนนี้ข้าก็ยังมีชีวิตอยู่”
ในเมื่อสองความทรงจำได้รวมเข้าด้วยกันและไม่อาจจะแบ่งแยกได้ ดังนั้นข้าจะไปนึกถึงคำถามโง่เขลาเหล่านี้ไปทำไมกัน สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้คือกลับมาแข็งแกร่งให้ได้โดยเร็วที่สุด
เมื่อได้ลองสำรวจร่างกายของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พบว่ากระดูกทั่วทั้งร่างแตกหัก กระดูกซี่โครงหักไปสามซี่ บริเวณหัวไหล่หักเป็นสองส่วน โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอย กระดูกกะโหลกก็ยังทรุดลงไป เรียกได้ว่าเป็นฝีมือที่โหดเหี้ยมอย่างแท้จริง
“ในเมื่อข้าไม่สามารถที่จะรวมพลังได้ แต่พลังแห่งจิตวิญญาณของข้ากลับดูแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก สามารถรับรู้บริเวณโดยรอบในระยะสิบฟุตได้”
หลงเฉินไม่อาจเก็บความยินดีเหล่านี้เอาไว้ได้ จากความทรงจำที่ยุ่งเหยิงของเขา เขาทราบว่าพลังแห่งจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่ล้ำค่าอย่างยิ่งกับผู้หลอมโอสถ
ช่างเถอะ ช่างเถอะ ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิโอสถกลับมาเกิดใหม่ หรือว่าจะเป็นเจ้าคนไร้ประโยชน์ที่รวมเข้ากับความทรงจำของจักรพรรดิโอสถ ยังไงเสียข้าก็มีแต่ได้กับได้
ต่อให้เป็นผู้อาวุโสชิงร่างกลับมาเกิดก็ดีแค่ไหนแล้วที่ยังสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง นับจากนี้ไปข้าก็เหมือนกับผู้ที่มีจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งเพิ่มเข้ามา นี่มันเป็นเรื่องที่สุดยอดขนาดนี้เชียวหรือ
แต่ทว่าในช่วงเวลาที่กำลังตรวจสอบร่างกายของตัวเองอย่างละเอียด สีหน้าของหลงเฉินก็เปลี่ยนไป
“รากปราณ (灵根) ถูกชิงไป กระดูกปราน (灵骨) ตรงทรวงอกก็หายไป แล้วเหตุใดหัวใจถึงมีรูอยู่ด้วย? ผู้ใดที่โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ปราณจิต กระดูกปราณ ปราณโลหิต (灵血) ทั้งหมดก็ได้ถูกชิงไป ไม่แปลกใจเลยที่ข้าทำการฝึกยุทธ์ไม่ได้?” หลงเฉินเกิดความโกรธแค้นขึ้น
จิตวิญญาณของเขาตอนนี้ถือได้ว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก สามารถมองเข้าไปดูภายในร่างได้เลย เพียงแค่ครู่เดียวตัวเองก็ได้กลายเป็นสิ่งลี้ลับของเจ้าคนไร้ประโยชน์
ปราณจิตถือเป็นรากฐานของพลังกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในจุดตันเถียน (丹田ท้องน้อย) และเป็นรากฐานของการฝึกยุทธ์ หากไม่มีปราณจิตก็แทบจะไม่สามารถสัมผัสถึงพลังจิตแห่งฟ้าดินได้ ยิ่งไปกว่านั้นการจะดูดซับพลังปราณมาเพื่อฝึกยุทธ์ก็จะยิ่งเป็นเรื่องยาก
ปราณโลหิตถือเป็นต้นกำเนิดมาจากโลหิตแห่งฟ้าดิน ผู้คนโดยส่วนมากต่างก็มีอยู่กัน เพียงแต่ผู้ฝึกยุทธ์โดยส่วนมากไม่ทราบกันเท่านั้น
จิตกระดูกนั้นอยู่ในตำแหน่งทรวงอกของมนุษย์เรา เป็นบริเวณที่เกิดการนูนขึ้นมา หากเป็นคนปกติจะไม่มีจิตกระดูก แต่เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ควรจะมีเพราะจะเกิดขึ้นเพียงหนึ่งในหมื่นเท่านั้น นั่นถือเป็นเครื่องบ่งชี้ของการมีพรสวรรค์อันสูงส่ง
บริเวณจิตกระดูกตรงทรวงอกของหลงเฉินเห็นได้ชัดว่าหายไปซีกหนึ่ง นั่นก็เป็นสิ่งที่บอกได้แล้วว่าถูกช่วงชิงไปอย่างอำมหิต
สีหน้าหลงเฉินดูตกใจเป็นอย่างมาก ถ้าหากไม่ใช่ความทรงจำถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันแล้ว เขาก็คงไม่อาจทราบได้ว่าร่างกายของตนเองถูกผู้คนลงมือทำร้ายมาก่อน
กล่าวตามเหตุและผลทั้งสามสิ่งนี้ ถึงแม้จะมีค่ามากมายมหาศาล แต่เมื่อถูกนำออกไปจากร่างกายแล้วก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต้องมานั่งคิดมากเกี่ยวกับมัน คิดไปก็มีแต่จะทำร้ายตัวเอง และยังเสียเวลาทำการใหญ่อีกมิใช่หรือ?
ภายใต้ความโกรธโมโหนั้นก็ไม่ได้นำพาให้ทั้งสามสิ่งกลับมา จะโมโหไปก็ไม่มีประโยชน์
“ทางที่ดีอย่าให้ข้ารู้ว่าผู้ใดเป็นคนทำ”
หลงเฉินกัดฟันกรอดและอดคิดไม่ได้ว่าหากตนเองมีปราณกระดูกจะต้องเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน
ที่เป็นเฉกเช่นทุกวันนี้ก็เพราะเจ้าเลวทรามบัดซบผู้นั้นที่ทำให้ตนเองกลายเป็นคนไร้ประโยชน์และไม่อาจที่จะทำได้แม้แต่การฝึกยุทธ์ มีแต่สร้างอัปยศและถูกดูแคลน
ในขณะที่ความโกรธของหลงเฉินปะทุขึ้นมาไม่หยุด ที่ประตูห้องก็มีเสียงเปิดออกเบาๆ จากนั้นก็ปรากฏร่างของเด็กสาวหน้าตาดีคนหนึ่งอายุสิบสามสิบสี่ปีเดินเข้ามา นางคือสตรีรับใช้ข้างกายของหลงเฉิน มีนามว่าเป่าเอ๋อ
“นายน้อย ได้เวลาทาโอสถแล้ว”
“โอสถ? ในมือของเจ้าถือโอสถอะไรเอาไว้รึ?” หลงเฉินสูดหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ แล้วจึงถามออกไป
“นี่เป็นโอสถที่ฮูหยินใช้เงินก้อนโตเพื่อให้ได้มา เป็นโอสถกระดูกพยัคฆ์สามารถบรรเทาพิษบาดแผลภายนอกของคุณชายให้หายเร็วขึ้น” เป่าเอ๋อตอบ
เมื่อกล่าวจบ นางก็ได้เปิดกล่องอันสวยงามที่อยู่ในมือออก เผยให้เห็นโอสถที่อยู่ด้านใน “กล่าวกันว่าโอสถเม็ดนี้มาจากปรมาจารย์ผู้หลอมโอสถ อาจารย์หวินฉีลงมือหลอมขึ้นมาด้วยตนเอง ฤทธิ์โอสถจึงแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ให้เป่าเอ๋อทาให้ท่านนะนายน้อย”
หลงเฉินมองไปยังสิ่งที่อยู่ในมือของเป่าเอ๋อด้วยความประหลาดใจ ของชิ้นนี้ก็สามารถเรียกว่าโอสถได้ด้วยอย่างงั้นหรือ? แลดูแล้วไม่ต่างอะไรจากลูกชิ้นเนื้อเลย
ในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผิวของมันเป็นสีดำอีกทั้งยังไม่มีประกายทอออกมาแม้แต่น้อย ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะยังคงสาดกลิ่นหอมของสมุนไพรออกมาอย่างเข้มข้น หลงเฉินก็คงจะสงสัยว่าเป็นมูลแพะก้อนหนึ่งแล้ว
เมื่อได้ดูอยู่ครู่หนึ่ง หลงเฉินก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ความสามารถที่พอจะเรียกได้ว่าโอสถที่มีคุณสมบัติที่ดีได้สูญไปแล้วอย่างน้อยก็แปดส่วน นี่ยังเรียกว่าเป็นสิ่งที่ถูกหลอมขึ้นมาจาก 'ชนชั้นปรมาจารย์' ได้อีกหรือ หลงเฉินพยายามสูดดมว่าแท้จริงแล้วมันถูกหลอมขึ้นมาได้อย่างไร? มันเหมือนกับเน่าเสียแล้วยังไงอย่างนั้น
โอสถถูกแบ่งเป็นห้าระดับ : ระดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูง ระดับขีดสุด และระดับชั้นเลิศ ซึ่งเจ้าลูกชิ้นที่อยู่ในมือชิ้นนี้ไม่น่าจัดอยู่ในหมวดหมู่ทั้งห้าเลย หลงเฉินบอกได้ทันทีว่าความจริงแล้วโอสถชิ้นนี้ก็คือโอสถไร้ประโยชน์ ตามปกติแล้วผู้หลอมโอสถย่อมไม่นำโอสถเช่นนี้มาปล่อยขายแน่นอนเพราะมีแต่จะขายหน้า และจะนำโอสถนี้ไปบดให้ละเอียดจนกลายเป็นยาเหลวหรือไม่ก็ทิ้งไป
“นายน้อยอย่าได้สงสัยอีกเลย กว่าจะได้โอสถล้ำค่าชิ้นนี้มาฮูหยินได้นำเครื่องประดับของท่านเองไปขายเพื่อซื้อมันมา ท่านรีบใช้เถอะ” เป่าเอ๋อกล่าวขึ้นมาอย่างรีบเร่ง
หลงเฉินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาในใจ ในความทรงจำของเขา มารดาทั้งรักและเอ็นดูเขายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด นางตามใจเขามาโดยตลอด ไม่ว่าเขาจะทำอะไร มารดาของเขาก็ไม่เคยบอกปัดและปฏิเสธเลย
ในช่วงที่ฮูหยินหลงยังอยู่ในวัยสาวสะพรั่งถือได้ว่าเป็นหญิงงามแห่งยุคเลยทีเดียว และเวลานี้ที่นางพึ่งจะมีอายุได้เพียงสามสิบกว่า แต่บริเวณขอบตากลับเปรอะไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น แค่นี้ก็พอจะทราบได้แล้วว่านางได้ทุ่มเทสิ่งต่างๆ ให้แก่หลงเฉินมากมายเพียงใด
เมื่อมองไปที่ก้อนโอสถในมือ ถึงมันจะจัดอยู่ในระดับไร้ประโยชน์ แต่ตัวสมุนไพรก็ถือว่าไม่เลวร้าย แม้จะมีสิ่งปนเปื้อนไปแล้วกว่าแปดส่วน แต่เพียงเพื่อใช้รักษาอาการบาดเจ็บของเขาก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อได้ทาโอสถแล้ว หลงเฉินก็ได้กำชับเป่าเอ๋อว่าอย่าบอกใครเรื่องที่ตนเองกล่าวออกมา รวมทั้งมารดาของเขาด้วย
ถึงแม้เป่าเอ๋อจะค่อยไม่เข้าใจในการกระทำเหล่านั้น แต่ด้วยความเชื่อมั่นที่มีต่อหลงเฉิน นางก็พยักหน้าไปมาอย่างว่าง่าย
ถึงแม้ตอนนี้หลงเฉินไม่อาจที่จะใช้พลังในการหลอมโอสถได้ แต่เขาก็สามารถใช้พลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งที่ตนมีอยู่ช่วยดูดซับฤทธิ์โอสถเข้าไปสู่บริเวณที่บาดเจ็บทำให้การฟื้นฟูเพิ่มพูนอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ในวันที่สอง เมื่อหลงเฉินได้ลืมตาขึ้นมาช้าๆ มุมปากของเขาก็ได้ปรากฏรอยยิ้มขึ้นเมื่อเขาได้ลองขยับเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ครู่หนึ่ง
ยอดมาก ถึงเจ้าโอสถก้อนนั้นจะไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ แต่ตัวสมุนไพรก็ถือได้ว่าเป็นของที่มีคุณภาพไม่น้อย นอกจากท้ายทอยแล้ว อาการบาดเจ็บทั่วร่างก็ได้ฟื้นคืนไปกว่าครึ่งหนึ่งเลย
หลงเฉินค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินไปที่หน้ากระจก เขามองเห็นใบหน้าที่มีขนคิ้วคมเข้มดุจกระบี่ ดูไปคล้ายกับเด็กหนุ่มที่กล้าหาญไม่ธรรมดาเลยทีเดียว หลงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้า…หลงเฉินจะไม่ใช่หลงเฉินคนก่อนอีกแล้ว ข้าจะลุกขึ้นสู้”
ถึงแม้ตามร่างกายจะยังมีส่วนที่โทรมอยู่บ้าง แต่การเดินเหินกลับไม่มีปัญหาแต่อย่างใด หลงเฉินเดินออกไปจากห้อง ที่ด้านนอกนั้นมีแสงยามรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามาจากทิศตะวันออก
หลงเฉินครุ่นคิดกับตนเองอยู่ครึ่งชั่วยาม ก่อนจะเรียกเป่าเอ๋อให้เข้ามา เขาให้นางจดรายชื่อสมุนไพรที่ต้องการเอาไว้เพื่อให้นางไปจับจ่ายซื้อมา
แต่ทว่าสีหน้าของเป่าเอ๋อกลับแสดงออกถึงความลำบากใจอยู่ไม่น้อย จู่จู่หลงเฉินก็เกิดความคิดหนึ่งวูบเข้ามา ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจขึ้นมาได้ว่าตระกูลหลงในเวลานี้เรียกได้แร้นแค้นเป็นอย่างยิ่ง เป่าเอ๋อจึงไม่มีทางนำเงินมาจากห้องเสมียนได้
หรือไม่เช่นนั้น มารดาของเขาก็คงจะต้องนำเครื่องประดับของตนเองไปทอดขายอีกแน่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสินสอดที่นางได้รับเมื่อยามที่แต่งเข้ามา ตระกูลหลงในตอนนี้ถือได้ว่าแร้นแค้นจนเกินไป
เมื่อเขาลูบมือไปที่กระเป๋าหน้าอกและพบว่าภายในยังมีเหรียญเงินอยู่แปดสิบกว่าเหรียญ ถึงแม้มันจะไม่มากแต่คงจะเพียงพอสำหรับซื้อสมุนไพรได้แน่นอน
เป่าเอ๋อเองก็ขยันยิ่งนัก หลงเฉินหลับไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม นางก็ซื้อสมุนไพรกลับมาแล้วเรียบร้อย ทันทีที่เขาได้สมุนไพรก็ลงมือใช้มันกับส่วนผสมต่างๆ ผสมเข้าด้วยกัน แล้วก็นำไปบดเพื่อใช้ต้ม
หลังจากผ่านไปสามชั่วยาม โอสถเหลวอันเข้มข้นก็โชยกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว เมื่อหลงเฉินมองไปที่โอสถเหลวชามนั้น มุมปากของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นอีกครั้ง
“ข้า…หลงเฉินจะลุกขึ้นสู้ เริ่มต้นจากยาถ้วยนี้นี่ล่ะ”
.
.
.
คนถ่อยที่น่ารังเกียจ (Rewrite)
เมื่อโอสถเหลวไหลผ่านเข้าไปถึงกลางท้อง หลงเฉินก็ใช้พลังแห่งจิตวิญญาณเพื่อชี้นำจนทำให้ยาเหลวแตกซ่าน ซึมผ่านเข้าไปถึงปลายมือและปลายเท้าทั้งสี่ที่เต็มไปด้วยเส้นโลหิตนับร้อย
ตามปกติผู้ฝึกยุทธ์ที่คิดจะดูดซับฤทธิ์โอสถต่างก็ต้องปล่อยให้มันไหลเข้าไปจนถึงใจกลางของจุดตันเถียนก่อน จากนั้นจึงค่อยกระจายฤทธิ์โอสถไปให้ทั่วร่าง แต่ว่าหลงเฉินไม่มีรากปราณ จุดตันเถียนเองก็ว่างเปล่า ไม่มีวิธีใดที่จะสามารถกักเก็บพลังเอาไว้ได้เลย
มีเพียงแต่การชักนำฤทธิ์โอสถให้กระจายไปทีละส่วนทั่วร่างกาย ถึงแม้ว่าโอสถเหล่านี้จะเป็นเพียงสมุนไพรธรรมดาสามัญ แต่เมื่อผ่านการหลอมจากหลงเฉินก็จะสามารถกระตุ้นผลลัพธ์ของมันให้มีประสิทธิภาพได้สูงสุด
เมื่อฤทธิ์โอสถได้ไหลเวียนเข้าสู่ร่าง รูขุมขนนับไม่ถ้วนก็ได้เปิดกว้างขึ้นอย่างช้าๆ ทุกๆอณูราวกับว่ามีคนเกิดการสำลักออกมา และดูดซับพลังปราณระหว่างฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง
ตูม!
ภายในร่างกายของหลงเฉินเกิดเสียงปะทุดังขึ้น เส้นลมปราณเดิมที่ถูกผนึกเอาไว้ก็ได้ตื่นขึ้นมา หลงเฉินส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่
เมื่อคนอื่นๆทำการฝึกยุทธ์ต่างก็ต้องกระตุ้นพลังจากจุดตันเถียนก่อน หลังจากนั้นจะเบิกสู่เส้นลมปราณแล้วค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ ซึ่งจะไม่มีความเจ็บปวดแต่อย่างใด
แต่หลงเฉินกลับทำเช่นนั้นไม่ได้ เขาจำเป็นที่จะต้องหยิบยืมพลังจากภายนอกประดุจการเคลื่อนย้ายน้ำในมหาสมุทรเข้ามายังท้องนา ทั้งยังมีพลังมหาศาลและรุนแรงซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนปกติโดยทั่วไปจะสามารถทนได้
“เจ็บเหลือเกิน ความเจ็บปวดนี้ข้าจะขอจดจำเอาไว้!”หลงเฉินกัดฟันแน่น หากมิใช่เพราะมีคนช่วงชิงรากปราณของตนไปเขาคงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการที่บ้าบิ่นเช่นนี้
โครมโครมโครม…
ภายในร่างกายของหลงเฉินคล้ายจะระเบิดออกมา เส้นลมปราณถูกเบิกขึ้นทีละเส้นทีละเส้น ทุกครั้งที่มีการเบิกขึ้นมันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้ทุกครั้ง
เมื่อเส้นลมปราณทั่วทั้งร่างถูกเบิกขึ้นจนหมด หลงเฉินก็สลบไป มันใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามเต็มๆ จากนั้นหลงเฉินก็ค่อยๆมีสติกลับมา
ความเจ็บปวดค่อยๆ จางหายลงไป หลงเฉินรู้สึกได้ว่ารูขุมขนทั่วร่างต่างก็ถูกเปิดออก เมื่อเขาลองหายใจเข้าออกดู พลังปราณฟ้าดินก็ค่อยๆที่จะถูกดูดซับเข้าไปในตัวเขาเอง
“ยอดมาก เส้นลมปราณถูกเบิกขึ้นมาแล้ว ในที่สุดข้าก็จะสามารถฝึกยุทธ์ได้เสียที”
หลงเฉินตรวจสอบร่างกายอยู่อีกครู่หนึ่ง เส้นลมปราณเมื่อถูกเบิกขึ้นมาแล้วก็จะสามารถดูดซับพลังปราณฟ้าดินได้ด้วยตัวของมันเอง จนทำให้ร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์แข็งแกร่งมากขึ้น
ถึงแม้จะเพิ่งเปิดเส้นลมปราณไปได้ไม่นาน แต่เมื่อได้ใช้มันเพื่อช่วยปรับสภาพร่างกาย ทั่วทั้งร่างของหลงเฉินก็รู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอย่างมหาศาล
ซูม
เมื่อเขาพุ่งหมัดออกไป ก็เกิดเสียงสายลมพวยพุ่งไปพร้อมกัน บนใบหน้าของหลงเฉินปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาราวกับความเจ็บปวดก่อนหน้านี้ไม่ได้สูญเปล่า
คนธรรมดาทั่วไปที่ได้ฝึกยุทธ์จะต้องเข้าสู่การสัมผัสขอบเขตของพลังให้ได้ก่อน หลังจากที่สัมผัสถึงพลังปราณได้แล้วจึงจะสามารถเข้าสู่ขอบเขตขั้นก่อรวมได้
หลงเฉินเองยังไม่อาจผ่านขีดจำกัดนั้นไปได้ จึงมีแต่ต้องใช้อีกวิธีคือการใช้ฤทธิ์โอสถเพื่อทำการเบิกรูขุมขน ชักนำพลังปราณแห่งฟ้าดินเข้ามาอย่างฉับพลันให้ทะลวงผ่านเส้นลมปราณไป หากทำเช่นนี้ก็จะสามารถเข้าสู่ขอบเขตขั้นก่อรวมได้แล้ว
ทว่าขอบเขตขั้นก่อรวมนี้เป็นเหมือนกับการเพาะสร้างร่างกายของหลงเฉินให้แข็งแกร่งขึ้น แต่เนื่องจากไม่มีจุดตันเถียน เขาจึงไม่อาจที่จะรวมพลังขึ้นมาได้ ฉะนั้นเขาจึงไม่ใช่ขอบเขตขั้นก่อรวมอย่างแท้จริง
“ถึงแม้ว่าวันนี้จะเบิกเส้นลมปราณได้ แต่ว่าภายในจุดตันเถียนกลับมิอาจที่จะคงสภาวะของพลังที่แท้จริงเอาไว้ได้ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้ก็คงทนได้ไม่นาน”
หลงเฉินได้ทำการระลึกนึกถึงความทรงจำกว่าครึ่งวัน ทันใดนั้นภายใต้วิชาการหลอมโอสถนับไม่ถ้วน เขาก็ได้พบวิทยายุทธ์แขนงหนึ่งภายในความทรงจำของเขา——เคล็ดกายานวดารา
หลงเฉินเกิดความดีอกดีใจขึ้นมาทันทีเพราะเคล็ดกายานวดาราเรียกได้ว่ามีไว้เพื่อควบคุมสภาวะร่างกายของเขาในตอนนี้เลยก็ว่าได้ ถือได้ว่าเป็นวิชาลับอย่างหนึ่งที่สามารถเบิกความลับที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายของมนุษย์ได้ นี่เป็นการฝึกยุทธ์ที่ไม่ใช้จุดตันเถียนแต่ใช้เพียงนว(เก้า)ดาราเท่านั้น
นวดาราก็คือสิ่งเร้นลับภายในของมนุษย์ สมบัติลับทั้งเก้าที่ถูกซ่อนเร้นไว้ หากเปิดความลับทั้งเก้าออกมาก็คล้ายกับการเบิกจุดตันเถียนขึ้นมา เมื่อคิดได้เช่นนั้นหลงเฉินก็สะดุ้งขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่าเมื่อได้ลองนึกถึงภายหลังจากนี้ไปแล้ว พริบตาเดียวจิตใจของหลงเฉินก็เย็นวาบ นั่นก็คือการฝึกยุทธ์เคล็ดกายานวดาราจำเป็นที่จะต้องใช้โอสถจำนวนนับไม่ถ้วน
ดาราดวงที่หนึ่ง —— ดารากักวายุ การก่อรวมดวงดารานี้จำเป็นที่จะต้องใช้พลังมากมายมหาศาล พลังอันมหาศาลที่ว่าหากใช้เพียงแค่การดูดซับพลังจากภายนอก แม้จะใช้เวลาเป็นร้อยปีก็อย่าได้หวังที่จะรวมมันขึ้นมาได้
หากคิดที่จะก่อรวมดาวดวงที่หนึ่งจำเป็นต้องใช้โอสถปริมาณมากมายเกินกว่าที่ผู้คนจะสามารถพรรณนาถึงจำนวนของมันได้ ไม่เช่นนั้นก็แทบจะมิอาจฝึกยุทธ์ได้เลย
อีกทั้งในตอนนี้สถานภาพของตระกูลหลงถือได้ว่าแร้นแค้นจนถึงจุดต่ำสุดจึงไม่อาจที่จะมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะไปสรรหาโอสถมากมายเหล่านั้นมาได้ ยิ่งไปกว่านั้นโอสถชิ้นที่เขาได้ใช้ไปก่อนหน้านั้นยังไม่อาจเรียกว่าเป็นโอสถได้เลยด้วยซ้ำไป
“ต้องคิดวิธีหาเงินเสียหน่อยแล้ว”
หลงเฉินครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็ได้จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากประตูห้องไปจนบัดนี้ก็ได้ผ่านพ้นไปจนถึงเวลากลางวันแล้ว จวนขุนนางขนาดใหญ่แห่งหนึ่งก็ยังมีเพียงเงาของผู้คนเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่วังเวงเป็นอย่างยิ่ง
บิดาของหลงเฉินคือขุนนางเจิ้งหยวนโหว เขารักษาการณ์อยู่แนวชายแดนมาโดยตลอด หลายปีมานี้หลงเฉินสองแม่ลูกแทบไม่ได้รับการเหลียวแลจากจักรวรรดิเลย แม้ว่าจะมีบรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใดแต่ก็ประสบกับความลำบากอย่างที่สุด ทั่วทั้งจวนมีเพียงผู้รับใช้สิบกว่าคนเท่านั้นเพราะว่าหากมีคนเยอะก็เลี้ยงดูไม่ไหว
กล่าวคือในบรรดาชนชั้นขุนนางทั้งหมดตระกูลหลงถือได้ว่าเป็นตระกูลที่แร้นแค้นมากที่สุด และในบรรดาบุตรขุนนางหลงเฉินก็เป็นผู้ที่น่าเวทนาเสียยิ่งกว่าใครทั้งปวง
จักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงเฟื่องฟูในด้านวิทยายุทธ์เป็นอันมากผู้คนต่างก็มีวิทยายุทธ์ติดตัว แต่หลงเฉินกลับมีร่างกายที่พิเศษอยู่ นั่นก็คือไม่อาจที่จะฝึกยุทธ์ได้และยังกลายเป็นตัวตลกที่น่าขบขันของผู้คนเหล่านั้นอีกด้วย
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือบิดาของหลงเฉินอันมีนามว่าเทียนเซียว ผู้ซึ่งเป็นถึงยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิ เขารักษาการณ์แนวชายแดนที่มักจะต้องเผชิญกับชนเผ่าแสนร้ายกาจมากมาย ซึ่งเขาก็ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนบังอาจย่างกรายเข้ามายังจักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงแม้เพียงครึ่งก้าว
หลงเทียนเซียวคือยอดแม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งยุคของจักรวรรดิเมืองเฟิงหมิง แต่หลงเฉินกลับกลายเป็นเจ้าคนไร้ประโยชน์ที่ไม่อาจเข้าถึงพลังได้จนทำให้ผู้คนกล่าวขานว่าบิดาพยัคฆ์ที่มีบุตรสุนัข
ผู้คนมากมายต่างเย้ยหยันและประนาม หลงเฉินก็ไม่เคยเก็บมาคิดใส่ใจ แต่เมื่อหลายวันก่อนบุตรชายของขุนนางฝ่ายการคลังโจวเย้าหยางกลับเยาะเย้ยหลงเฉินว่าเป็นลูกชู้ของหลงเทียนเซียว
หลงเฉินในเวลานั้นได้เกิดโมโหโกรธาขึ้นมา นั่นก็เหมือนเป็นการบ่งชี้ทางอ้อมว่ามารดาของเขาคบชู้สู่ชาย หลงเฉินจึงถูกโทสะเข้าครอบงำจิตใจชั่ววูบหนึ่ง แม้ว่าจะต้องสู้กับอีกฝ่ายก็ตาม
ฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงยอดฝีมือที่มีพลังก่อรวมถึงขั้นที่เจ็ดแล้ว แต่เขากลับเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่แม้แต่การรวมพลังขึ้นมาก็ยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
หลงเฉินถูกทุบตีจนสะบักสะบอมแล้วสลบคาที่ ข่าวถูกส่งกลับไปยังตระกูลหลง นับตั้งแต่ช่วงเวลานั้นหลงเฉินก็ได้กลายเป็นประเด็นให้ผู้คนเยาะเย้ยไปทั่วทั้งจักรวรรดิ
เมื่อได้ออกมาจากจวน หลงเฉินก็วิ่งตะบึงไปที่ตรอกร้อยสมุนไพร ที่นั่นนับได้ว่าเป็นแหล่งที่มีสมุนไพรอันทรงคุณค่ามากมายหลายชนิด เขาจำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจถึงสภาพการณ์โดยรวมของแหล่งสมุนไพรก่อน
ตลอดรายทางมีผู้คนไม่น้อยที่เมื่อเห็นหลงเฉินเดินผ่านก็พากันซุบซิบนินทาตามหลัง แต่หลงเฉินกลับรู้สึกชินชากับท่าทางเหล่านั้นไปเสียแล้ว
ในเวลาเดียวกันก็อดที่จะหัวเราะอย่างเย็นชาภายในใจไม่ได้ บิดาของตนเองเป็นถึงขุนนางเจิ้งหยวนที่รักษาการณ์แนวชายแดนก็เพื่อจะให้ทั่วทั้งจักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงไม่ได้รับผลกระทบจากข้าศึก
แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมานั้นเล่า? พวกเขาสองแม่ลูกถูกดูแคลนอยู่บ่อยครั้ง ตนเองถูกทุบตีจนเกือบปางตาย นี่หรือคือการตอบแทน? กลุ่มคนที่บิดาคอยปกป้องคุ้มครองอยู่กลับดูถูกตน นี่มันคือการตอบแทนอย่างนั้นหรือ?
หลงเฉินรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น แม้ว่าเขาจะไม่หวั่นเกรงต่อการถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้ แต่ก็ยังรู้สึกไม่ชอบใจอยู่ดี แต่ว่าในเวลานี้เส้นทางที่เขากำลังตรงไปกลับถูกกลุ่มคนขวางทางเอาไว้
“เอ๊ะ นี่มิใช่คุณชายหลงเฉินหรอกหรือ? ได้ยินมาว่าถูกทุบตีจนแม้แต่มารดาของตัวเองก็ยังจำไม่ได้ เหตุใดวันนี้ถึงได้กระโดดโลดเต้นออกมาได้กันนะ”
ที่ด้านหน้าของหลงเฉินมีเด็กหนุ่มสวมชุดหรูหรา อายุสิบหกสิบเจ็ด นำพาผู้คุ้มกันมาสองคน เขามองไปทางหลงเฉินด้วยใบหน้าเย้ยหยัน
คนผู้นี้เป็นบุตรของตระกูลขุนนางเช่นกัน นามว่าหลี่เฮ่า ทว่าตำแหน่งกลับมิได้สูงอะไรมากนัก ทางด้านสถานะก็มิอาจเทียบกับหลงเฉินได้ แต่ว่าในจักรวรรดิเมืองเฟิงหมิง เรื่องของบรรดาศักดิ์กับสถานะภาพกลับไม่ได้มีความสำคัญเช่นนั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือพลังนั่นเอง
ขณะนี้หลี่เฮ่ายืนขวางอยู่ตรงกลางของถนนพอดิบพอดี ถ้าหากหลงเฉินมุ่งหมายที่จะผ่านไปก็จำเป็นที่จะต้องหลบไปทางด้านข้างของชายผู้นี้
ถ้าหากเขาเป็นหลงเฉินคนก่อนนั้นคงจะสะบัดหน้าแล้วเดินจากไปแล้ว แต่ว่าหลงเฉินในวันนี้ที่กำลังยืนมองดูหลี่เฮ่าได้เพียงแค่ส่ายหน้าไปมาแล้วถอนหายใจก่อนกล่าวว่า
“เขาว่ากันว่าสุนัขที่ดีจะไม่ขวางทาง ดูเหมือนว่าเจ้าคงจะมิใช่สุนัขตัวนั้นนะ”
“หลงเฉิน ดูเหมือนว่าครั้งก่อนเจ้ายังถูกสั่งสอนไม่พอสินะ ยังอยากจะถูกทุบตีจนปางตายถึงขั้นหามลงมาจากสนามประลองอีกอย่างนั้นหรือ?” หลี่เฮ่ามีสีหน้าเปลี่ยนไปก่อนจะกล่าววาจาเย้ยหยันออกมา
“ดังนั้นถึงได้บอกว่าเจ้าเป็นได้แค่สุนัขตัวหนึ่งไง ก็เหมาะแล้วที่จะตามติดสูดดมกลิ่นผายลมของโจวเย้าหยางไง” หลงเฉินส่ายหน้าช้าๆ อย่างรู้สึกละอายกับคนผู้นี้ เขาไม่ต้องการที่จะเสียเวลาด้วย เขาจำเป็นที่จะต้องไปทำเรื่องที่สำคัญกว่า อย่างไรก็ดีต้องเดินผ่านเขาไปให้ได้
“หลงเฉิน เจ้ารนหาที่ตาย”
หลี่เฮ่าอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าเกรี้ยวกราด เขาคิดไม่ถึงว่าคนอ่อนแออย่างหลงเฉินจะดื้อด้านถึงเพียงนี้ แทบจะไม่เห็นเขาอยู่เลยสายตาเลยแม้แต่น้อย เขาได้ยื่นมือขวางหลงเฉินเอาไว้
หลงเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขากำลังเปิดปากจะกล่าววาจา จู่ๆ ก็มีเงาหนึ่งปรากฏขึ้นทางด้านข้างของหลี่เฮ่าแล้วด่าทอเสียยกใหญ่ “หลี่เฮ่า เจ้าก็รนหาที่ตาย เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกันถึงได้หาญกล้ามาข่มเหงพี่น้องของข้าเยี่ยงนี้”
ผู้ที่เพิ่งมาใหม่เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ลักษณะคล้ายคนอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปด แต่ว่ากลับมีร่างกายที่สูงยาวราวเก้าฉื่อ (ฟุต) เมื่อเทียบกับทั้งสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็สูงกว่าถึงหนึ่งศีรษะ
“ซือเฟิง นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ทางที่ดีเจ้าอย่าเข้ามายุ่งเสียจะดีกว่า”
หลี่เฮ่าเมื่อเห็นซือเฟิงก็ร้องตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว ซือเฟิงก็เป็นบุตรขุนนางผู้หนึ่ง และมีบรรดาศักดิ์เทียบเท่ากับเขา แต่ว่าซือเฟิงกลับสามารถเป็นยอดฝีมือขั้นก่อรวมระดับที่แปดแล้ว แต่หลี่เฮ่าเป็นเพียงผู้ที่อยู่ในขั้นก่อรวมระดับที่สามเท่านั้น
นอกจากนี้ซือเฟิงเองก็ยังมีพลังมหาศาลมาตั้งแต่กำเนิด โดยส่วนมากถ้าพูดถึงระดับเดียวกันแล้ว น้อยนักที่เหมาะสมที่จะเป็นคู่ต่อสู้กับเขาได้ เขาจึงไม่มีความหาญกล้าพอที่จะท้าทายซือเฟิง
“หลงเฉิน ได้ยินมาว่าเจ้าถูกเจ้าลูกเต่าโจวเย้าหยางคนนั้นทุบตี สหายอย่างข้าจะช่วยเจ้าล้างแค้นเอง” ซือเฟิงมองไปที่หลงเฉินแล้วกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเคียดแค้น
หลงเฉินมองไปยังชายหนุ่มร่างใหญ่ผู้นี้ก็เกิดบังเกิดความอบอุ่นขึ้นมาในจิตใจ ท่ามกลางทั่วทั้งจักรวรรดิแห่งนี้ซือเฟิงถือเป็นเพียงคนเดียวที่ปฏิบัติกับเขาเฉกเช่นพี่น้องในสายโลหิตของเขาเอง
“ไม่เป็นไร ความแค้นของข้า ข้าต้องชำระด้วยตัวข้าเอง เจ้าวางใจเถอะ” หลงเฉินฉีกยิ้มเล็กน้อย เขาตบไปที่หัวไหล่ของซือเฟิง
ซือเฟิงเมื่อได้ยินหลงเฉินกล่าวออกมาเช่นนั้นก็รู้สึกว่าหลงเฉินน่าจะกลัวขายหน้า เขาจึงไม่ได้คิดที่จะเอ่ยถึงประเด็นดังกล่าวขึ้นมาอีก
“ไปกันเถอะ ไปเดินเล่นกับข้ากัน” หลงเฉินยิ้มกว้างขึ้นแล้วพาซือเฟิงเดินจากไป
หลี่เฮ่าเห็นว่าทั้งสองคนทำเหมือนเขาเป็นเพียงแค่อากาศธาตุก็เกิดโทสะจนโพล่งคำด่าออกมา “หลงเฉิน เจ้าลูกชู้ ถ้าเจ้าแน่จริงก็ไปสู้กับข้าที่สนามประลองกันสักรอบสิ”
หลงเฉินที่เพิ่งจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดเท้าลงกะทันหัน ใบหน้าชาซ่าน ดวงตาเปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิต เขาหันศีรษะกลับมาช้าๆ
“เจ้าคิดที่จะท้าประลองกับข้าอย่างนั้นหรือ?” หลงเฉินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุจดั่งน้ำแข็งจากขั้วโลกก็มิปาน ทำให้ผู้คนรอบข้างที่ได้ยินรู้สึกหนาวสั่นเข้ากระดูกดำไปตามกัน
หลี่เฮ่าถึงขั้นต้องกระตุ้นพลังปราณขึ้นเพื่อต่อต้านพลังอันเย็นยะเยือกนั้น เขารู้สึกได้ว่าหลงเฉินในวันนี้มีหลายอย่างที่ดูแปลกไปจากแต่ก่อน แต่ในเมื่อเอ่ยวาจาพล่อยๆ แสนใหญ่โตออกไปแล้ว หากขลาดเขลาขึ้นมาในเวลานี้ เขาคงจะกลายเป็นตัวตลกไปทั่วทั้งจักรวรรดิเป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้นที่ผ่านมาเขาเป็นฝ่ายรังแกหลงเฉินมาตลอด เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความเคยชิน ตอนนี้เองความหวาดกลัวกลับบังเกิดขึ้นภายในจิตสำนึกขึ้นมาทีละนิดทีละน้อยอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ถูกแล้ว เจ้าจะกล้ารับคำท้าของข้าไหมล่ะ?” หลี่เฮ่าตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
หลงเฉินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบกลับไป “ไม่มีปัญหา แต่ว่าข้าต้องการวางเดิมพันด้วย”
“วางเดิมพันอย่างนั้นหรือ? ฮ่าฮ่า ตระกูลหลงของเจ้าแทบจะไม่มีอะไรกินอยู่แล้วมิใช่หรือ เจ้าจะเอาสิ่งใดมาเดิมพันกับข้ากันล่ะ? ใช้บ้านตระกูลหลงของเจ้า หรือไม่ก็ถ้าเจ้าพ่ายแพ้ต่อข้า จะมาเป็นข้ารับใช้ของข้าแทน ข้าก็ไม่ว่านะ” หลี่เฮ่าพูดพร้อมกับหัวเราะเย้ยหยัน
แต่ทว่าเขากลับไม่ได้สังเกตเห็นมุมปากของหลงเฉินที่กำลังปรากฏรอยยิ้มขึ้น รอยยิ้มที่แอบแฝงไปด้วยความเย็นชาอยู่ไม่น้อย
“ซือเฟิง ให้ข้ายืมดาบล้ำค่าของเจ้าได้หรือไม่?” หลงเฉินถาม
“เอาไปสิ”
ถึงแม้ซือเฟิงจะนึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ว่าก็ยอมยื่นดาบยาวส่งให้ไป
หลงเฉินพยักหน้าและจดจำน้ำใจในครั้งนี้เอาไว้ เขากล่าวต่อหลี่เฮ่าว่า “ดาบล้ำค่าเล่มนี้ ถึงแม้จะมิใช่สมบัติที่สูงส่ง แต่ก็น่าจะมีราคาค่างวดกว่าแปดพันตำลึงทอง วันนี้ข้าขอใช้มันแทนห้าพันตำลึงทอง ถ้าเจ้าชนะก็เอาดาบล้ำค่าเล่มนี้ไปได้เลย แต่หากเจ้าแพ้ก็ต้องให้ข้าห้าพันตำลึงทองเช่นกัน ว่าอย่างไรล่ะ?”
หลี่เฮ่าแสดงสีหน้าหวาดหวั่นขึ้นมาทันที ดาบของซือเฟิงถูกตีขึ้นมาจากเหล็กกล้าบริสุทธิ์ ทั้งยังมาจากช่างฝีมือชื่อดังของจักรวรรดิ แปดพันตำลึงทองนั้นย่อมต้องถือว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน
เจ้าคนโง่งมอย่างหลงเฉินถึงกับกล้าใช้สิ่งของล้ำค่าเยี่ยงนั้นมาเดิมพัน เมื่อคิดเช่นนั้นในใจของเขาจึงบังเกิดความรู้สึกเบิกบานขึ้น
เขากล่าววาจาเย้ยหยันต่อ “ข้าอยากจะรู้ว่าหลังจากที่สหายของเจ้าได้พ่ายแพ้ต่อข้าแล้ว จะมีการกลับคำมิยินยอมชำระบัญชีหรือไม่?”
“วางใจเถอะ ข้า…ซือเฟิง พูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้นมาโดยตลอดอยู่แล้ว” ซือเฟิงหัวเราะอย่างเยือกเย็นแล้วกล่าว
“ได้ เช่นนั้นก็ไปลงชื่อนัดประลองกันเถิด วันนี้ถ้าไม่ได้ทุบตีเจ้าจนฟันร่วงหมดปาก อย่าได้เรียกข้าว่าหลี่เฮ่าอีกเลย” หลี่เฮ่าแทบจะเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่และเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทีดีอกดีใจ
หลงเฉินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ภายในแววตาเต็มไปด้วยความเย็นชา หลี่เฮ่าเป็นแค่เพียงสุนัขข้างกายของโจวเย้าหยางเท่านั้น หลงเฉินไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ทว่าแท้จริงแล้วที่พวกเขาเจาะจงมุ่งเป้ามาที่ตนนั้นเพื่อแผนการร้ายอันใดกันแน่?
แต่ไม่ว่าจะเป็นแผนการร้ายอันใดก็คงต้องมีสักวันที่เหมือนหยาดน้ำกัดเซาะหิน หลงเฉินได้เดินมุ่งหน้าไปทางเวทีต่อสู้ที่อยู่นอกเมือง
…
ช่องทางการจัดจำหน่าย : https://novelrealm.com/detail.php?novel=22
ฝากแฟนๆกดติดตามหรือกดLikeเพจเคล็ดกายานวดาราด้วยครับ >>> 9 ดารา
https://www.facebook.com/NineStartyrant
ความเด็ดเดี่ยวที่แสดงออกมา (Rewrite)
ณ จักรวรรดิเมืองเฟิงหมิง อันเจริญเฟื่องฟูในด้านวิทยายุทธ์ การถูกท้าประลองถือเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธได้ ดังนั้นที่นอกเมืองจักรวรรดิจึงมีเวทีสำหรับประลองอยู่แห่งหนึ่ง เป็นพื้นที่ที่มีไว้เพื่อสะสางความแค้นส่วนตัวกัน
เวทีแห่งนี้ขอเพียงทั้งสองฝ่ายยินยอมลงนามเพื่อทำการประลองเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อการประลองบนเวทีได้เริ่มต้นขึ้นต่อให้อีกฝ่ายถูกสังหารก็ไม่อาจใช้กฎบ้านกฎเมืองของจักรวรรดิในการตัดสินลงโทษได้
ตามปกติจะมีผู้คนจำนวนมากเข้าชมเพื่อความสนุกสนานครื้นเครง ในวันนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยที่มาชมจนการต่อสู้ในแต่ละรอบจบลง รอบต่อมามีเด็กหนุ่มสองคนก้าวขึ้นเวที ซึ่งถูกจับตามองและได้รับเสียงฮือฮาจากผู้คนที่อยู่ด้านล่างเวทีเป็นอย่างมาก
“นั่นไม่ใช่หลงเฉินหรอกหรือ? เขามาได้อย่างไรกัน?“
“นั่นคือเขา เมื่อวานที่ถูกทุบตีจนปางตาย แล้ววันนี้ทำไมยังมาอีก? “
“เหอะ คิดว่าคงจะไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว จึงได้มายังที่แห่งนี้เพื่อให้คนทุบตีจนตายอีก”
หลงเทียนเซียวเป็นถึงขุนนางเจิ้งหยวน อีกทั้งยังเป็นถึงแม่ทัพอันดับหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วคนที่เรียกเขาว่าแม่ทัพใหญ่ก็มีแต่เพียงสามัญชนอายุมากที่สนทนาเกี่ยวกับการรบระหว่างเวลาน้ำชาเท่านั้น
แต่เหล่าบุคคลที่มั่งมีทั้งเงินทองและยศถาบรรดาศักดิ์ในจักรวรรดิกลับไม่เห็นหลงเทียนเซียวที่เคยมีฐานะเป็นเพียงสามัญชนอยู่ในสายตาเลย หากพูดถึงหลงเฉินแล้ว ผู้ที่เห็นเขาอยู่ในสายตานั้นกลับยากยิ่งกว่า
“หลงเฉิน เจ้ามันก็แค่คนไร้ประโยชน์ ยังจะมาอีกทำไม มีแต่จะเสียเวลาเปล่าไม่ใช่หรือ? ใครมันจะไปอยากดูเจ้าประลองอีก รีบไสหัวกลับไปซะ”
“ใช่แล้ว ถ้าอยากจะฆ่าตัวตายก็ไปที่ที่ไม่มีผู้คน ไม่มีผู้ใดอยากดูคนไร้ประโยชน์อย่างเจ้า เสียเวลาจริงๆ”
ในเวลานี้มีผู้ชมอยู่ในสนามต่อสู้นับร้อย เมื่อเห็นหลงเฉินขึ้นเวที ทางด้านล่างเวทีที่คึกคักมาได้ช่วงหนึ่งก็อดที่จะด่าทอออกมาไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อหลงเฉินเอามากๆ
ทว่าในบริเวณไม่ไกลมากนักที่มุมหนึ่งของสนามประลอง มีเด็กสาวสองคนปิดบังใบหน้าด้วยผ้าคลุมหน้ากำลังจ้องมองไปยังด้านบนเวทีอย่างใจจดใจจ่อ
“นั่นไม่ใช่คู่หมั่นของเจ้าหรอกหรือ? เหตุใดสารรูปถึงดูไม่ได้เลยเล่า ทั่วทั้งร่างไม่มีความสง่าเลยแม้แต่น้อย” เด็กสาวผู้หนึ่งละสายตาจากเวทีพร้อมกับกล่าวขึ้นมา
“เหอะ ยังไม่ใช่เสียหน่อย เป็นท่านพ่อตัดสินใจด้วยตัวเองต่างหาก จัดการหมั้นหมายขึ้นให้ข้าแต่งกับเขา ช่างน่าโมโหยิ่งนัก” หญิงสาวอีกนางหนึ่งได้โต้กลับมาอย่างโกรธเคือง
ด้านบนเวทีต่อสู้ หลงเฉินไม่ทราบเลยแม้แต่น้อยว่าตอนนี้กำลังถูกหญิงสาวสองนางจ้องมองมาที่เขาอยู่ ส่วนเสียงกรนด่าที่ดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น เขากลับรู้สึกเมินเฉย ไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย สายตาเอาแต่จ้องมองไปที่หลี่เฮ่าอย่างเย็นชา
หลี่เฮ่าชี้ไปยังกลุ่มคนที่กำลังปั่นป่วนอยู่ เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งแล้วพูดขึ้นว่า “เห็นหรือยัง? เจ้าก็เป็นได้แค่คนไร้ประโยชน์ที่ไม่มีผู้ใดอยากจะต้อนรับเลยด้วยซ้ำ จงยอมรับชะตากรรมแล้วเอาหัวโขกกำแพงตายไปเสียจะดีกว่า”
หลงเฉินเพียงแต่มองไปที่เขาอย่างนิ่งเฉย ไม่ส่งเสียตอบกลับใดๆ
เคร้ง
เสียงระฆังดังขึ้น นั่นเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต่อสู้ เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นแปลว่าทั้งคู่เข้าสู่เส้นทางแห่งความเป็นความตายแล้ว
กลุ่มคนที่ปั่นป่วนวุ่นวายก็สงบลงได้เพราะเสียงระฆัง ถึงอย่างไรก็ตามการต่อสู้นี้อาจจะไม่ได้ตัดสินเพียงผลแพ้ชนะ ไม่แน่ว่าในบางเวลาก็อาจจะหมายถึงตัดสินชีวิตคนได้เลย
“คู่หมั้นของเจ้าดูไม่เหมือนกับผู้มีวิทยายุทธ์เลย และที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่ก็เป็นผู้ที่อยู่ในขั้นก่อรวมในระดับที่สามเลยนะ เจ้าไม่เป็นห่วงบ้างเลยหรือ?” เด็กสาวผู้นั้นถามออกมาอีกครั้ง
“เหอะ มีอะไรน่าเป็นห่วงกัน ตายไปเสียได้ก็ดี เกี่ยวอะไรกับข้ากัน” หญิงสาวอีกคนก็ส่งเสียงอย่างแผ่วเบา ทว่าแม้ปากจะกล่าวเช่นนั้นแต่บนฝ่ามือกลับได้มีพลังประหลาดคล้ายร่างแหหนึ่งปรากฏขึ้นมา
“ฮิฮิ เจ้าบอกว่าไม่สนใจเขา แต่ก็เตรียมอุปกรณ์ยุทธ์เอาไว้ ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังเป็นห่วงเขาอยู่ และถึงแม้เขาจะฝึกยุทธ์ไม่ได้ แต่ด้านรูปร่างหน้าตาถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ถ้าเจ้าไม่ต้องการเขาก็ยกให้ข้าเถอะนะ” เด็กสาวผู้นั้นพูดเสียงใสพร้อมหัวเราะร่าออกมา
“อย่าพูดเหลวไหล เรื่องเช่นนี้สามารถยกให้กันไปมาได้อย่างนั้นหรือ? หากเจ้าชมชอบเขาก็รอให้ถึงวันที่ข้าถอนหมั้นกับเขาก็แล้วกัน จากนั้นก็ตามแต่เจ้าจะเห็นควรเถอะ” หญิงสาวอีกคนกล่าวขึ้นมาคล้ายกับมีความขุ่นเคืองเล็กน้อย
“ฮิฮิ”
บนเวทีต่อสู้ขณะนี้หลงเฉินได้เริ่มที่จะเยือกเย็นดุจสายน้ำ ต่างจากเมื่อวานที่ได้แต่กัดฟันด้วยความโกรธแค้น เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย
“หลงเฉิน ความตายได้กล้ำกรายเข้าไปหาเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ถึงกับนิ่งเงียบไปเลยหรือ? วางใจเถิด ข้าจะเห็นแก่การเดิมพันของเจ้า วันนี้ข้าจะไม่ทุบตีเจ้าจนตายก็แล้วกัน” หลี่เฮ่ากล่าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มเยาะสะใจ
“วาจาผายลมเยอะเสียจริงนะ รีบลงมือเถิด อีกเดี๋ยวข้ามีเรื่องที่จะไปทำต่อ” หลงเฉินทนไม่ไหวจนต้องกล่าวออกมาด้วยความรำคาญ
เพราะรอบสนามเงียบสงัด ดังนั้นคำพูดที่หลงเฉินกล่าวจึงดังกระทบโสตประสาทของผู้คนทั้งหมดโดยไม่ตกหล่นเลยแม้แต่คำเดียว พริบตาเดียวผู้คนทั่วทั้งด้านล่างเวทีต่อสู้ก็ได้ระเบิดเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมากลบความเงียบงันเมื่อครู่ก่อนหน้า
“หลี่เฮ่า เจ้ายังจะรออะไรเล่า รีบไปทุบตีเจ้าคนบัดซบผู้นี้ให้ตายเร็ว ช่างทำตัวน่ารังเกียจยิ่งนัก”
แล้วคนที่รู้จักของหลี่เฮ่าก็ได้ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
สีหน้าของหลี่เฮ่าปรากฏรอยยิ้มเยาะขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่ลังเลอีกต่อไปและเริ่มระเบิดพลังขั้นก่อรวมระดับสามทั้งหมดออกมา แค่ก้าวเท้าเหยียบลงด้านบนของเวทีต่อสู้เพียงเล็กน้อย เขาก็พุ่งตัวออกไปถึงด้านหน้าของหลงเฉินแล้วพุ่งหมัดออกไป
หลี่เฮ่าออกกระบวนท่าไปทำให้ด้านล่างเวทีเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นมา ท่วงท่าของหลี่เฮ่านั้นอ่อนช้อยสวยงาม ทั้งยังให้ความรู้สึกที่ชวนหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง
“กระบวนเยี่ยม หมัดต้นสนหยกต้านสายลม”
ทว่าเด็กสาวสองคนในบริเวณที่ห่างออกไปนั้นมองกระบวนท่านี้ออก ต่างก็อุทานร้องเพ่ยออกมา แล้วมุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้น
หลงเฉินก็ได้ยิ้มเยาะที่มุมปากเช่นเดียวกัน กระบวนท่าที่เต็มไปด้วยช่องโหว่นับร้อยคงจะมีแต่คนโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้นที่จะใช้มันออกมา มีหรือที่จะสามารถนำมาต่อกรกับศัตรูได้?
หมัดได้พุ่งตรงเข้ามาที่ใบหน้าของตนราวกับหอบสายลมเข้ามาด้วยกัน แต่หลงเฉินทำเหมือนกับมองไม่เห็น เหมือนจะขยับและเหมือนจะไม่ขยับในคราเดียวกัน
“ฮ่าฮ่า เจ้าคนไร้ประโยชน์ แม้จะหลบก็ยังหลบไม่เป็นเลยนะ” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มคนด้านล่างเวที
แต่ทว่าขณะที่พวกเขาส่งเสียงออกมาไม่ทันจะสุดประโยค หมัดของหลี่เฮ่าก็ได้หยุดลงก่อนจะปะทะใบหน้าของหลงเฉินราวสามนิ้ว
จากที่ส่งเสียงโห่ดังสนั่นรอบบริเวณเวทีกลับเงียบลงราวป่าช้าเพียงชั่วครู่เดียว พวกเขาเห็นว่าหลงเฉินได้ยื่นเท้าออกไปข้างหนึ่ง ฝ่าเท้าได้เตะเข้าไปที่กึ่งกลางหว่างขาของหลี่เฮ้าอย่างรุนแรง
เดิมทีใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเบิกบานก็ได้มลายหายไปจากใบหน้าของหลี่เฮ่า ในเวลานี้กลับกลายเป็นสีหน้าที่ไม่ต่างจากมะเขือม่วงเลย เห็นได้ชัดว่าเท้าข้างหนึ่งของหลงเฉินได้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายขึ้นมา ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงนี้ทำให้ไม่อาจจะขยับเขยื้อนร่างกายได้เลยแม้แต่น้อย
เขาขยับไม่ได้ แต่หลงเฉินยังคงขยับได้ ในขณะที่เขาได้หยุดลงเสี้ยววินาทีนั้น มือทั้งสองข้างของหลงเฉินก็ได้คว้าไปที่ผมบนศีรษะของหลี่เฮ่า เขาออกแรงดึงกลับมาแล้วใช้หัวของเขาเองกระแทกเข้าไปเต็มๆ
ปึกปึกปึก
การเคลื่อนไหวของหลงเฉินประหนึ่งการได้ชมความงามของทิวทัศน์ เปิดเผยและชัดเจนทั้งการเคลื่อนไหวของท่วงท่าและซุ่มเสียงที่ให้ความรู้สึกลื่นหูเป็นจังหวะ
ผู้คนโดยรอบเกิดอาการเสียวฟันขึ้นพร้อมกันหลังจากได้ยินเสียงของกระดูกหัก หลี่เฮ่าได้ถูกโจมตีเข้าอย่างหนักหน่วงติดต่อกันถึงสามครา สันจมูกยุบลงจนผิดรูปทรงไปจากเดิม สายโลหิตนองเต็มใบหน้า เขาสลบเหมือดทรุดลงกับพื้นไปในทันที
ทั่วทั้งสนามในเวลานี้กลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดก็คิดว่ายอดฝีมือขั้นก่อรวมระดับสามผู้นั้นจะถูกเจ้าคนไร้ประโยชน์ที่ไม่มีแม้แต่พลังยุทธ์ทำให้พ่ายแพ้ไปอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
อีกทั้งยังได้เลือกใช้วิธีที่สมบูรณ์แบบอย่างหมดจดที่สุด ที่สำคัญยังพ่ายแพ้โดยที่ไม่อาจทำอันใดโต้กลับอีกฝ่ายได้เลย ผู้คนกลุ่มใหญ่รู้สึกเฉกเช่นเดียวกันว่าผลลัพธ์เช่นนี้ราวกับมีเสียงอื้ออึงดังขึ้นมาอย่างแรงเหมือนดั่งตบเข้าที่ใบหน้าของพวกเขาฉาดใหญ่
หรือแม้แต่หญิงสาวสองคนที่อยู่ในที่ห่างไกลก็ยังต้องทอสีหน้าประหลาดใจขึ้นมา หลี่เฮ่าผู้นั้น ถึงแม้เมื่ออยู่เบื้องหน้าพวกนางก็ถือว่าไม่มีตัวตนอันใด อีกทั้งพวกนางยังสามารถฆ่าได้ด้วยการพลิกฝ่ามือเท่านั้น
แต่ว่ากับหลงเฉินกลับรู้สึกต่างกันออกไป ตั้งแต่เริ่มจนจบเขายังไม่ได้ใช้พลังปราณออกมาเลยแม้แต่น้อย กลับใช้เพียงวิชาการต่อยตีของคนธรรมดาเท่านั้นก็ยังล้มหลี่เฮ่าจนพ่ายแพ้ไปได้
“หลงเฉินชนะ!”
เสียงเสียงหนึ่งได้ตะโกนดังออกมาจากทางด้านล่างเวที ต้นเสียงคือชายชราผู้หนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมการของเวทีต่อสู้ เขามีหน้าที่ในการจดบันทึกและควบคุมดูแล
หลงเฉินหอบหายใจออกมาอยู่หลายครา เขาเองก็ได้ใช้พลังแห่งความแน่วแน่อย่างถึงที่สุดเพื่อคอยกดรังสีสังหารภายในจิตใจ ตอนนี้ยังไม่ใช่โอกาสที่จะฆ่าคนแต่อย่างใด
เพียงเพราะถูกข่มเหงมาเป็นเวลานาน การระเบิดออกมาจึงยากที่จะรั้งกลับไปได้ หากเป็นสายตาจากคนภายนอกที่มองเข้ามาอาจคิดว่าหลงเฉินมือไม้อ่อนเพราะความตื่นเต้น และต้องการพักผ่อนอย่างมากก็มิปาน
กฎของสถานที่แห่งนี้ก็คือ ก่อนการประลองทั้งสองฝ่ายต่างต้องส่งมอบสิ่งของเดิมพันเอาไว้ที่ส่วนกลางก่อนเพื่อความยุติธรรม เช่นนี้ก็ไม่อาจที่จะกลับคำได้
เมื่อได้หยิบดาบล้ำค่ากลับคืนมาแล้ว หลงเฉินก็ส่งคืนให้ซือเฟิง แล้วก็นำบัตรใสใส่เข้าไปยังเสื้อของตนเอง ภายในใจก็อดที่จะรู้สึกโล่งใจไม่ได้
ถึงแม้ว่าห้าพันตำลึงทองจะไม่ได้มากมาย แต่ก็ใช้จัดการกับเรื่องที่จวนเจียนได้อยู่บ้าง ส่วนทางราชสำนักเองก็ไม่ได้ให้เงินเดือนแก่ตระกูลหลงมานานแล้ว ไม่เช่นนั้นมีหรือที่ตระกูลหลงจะขัดสนถึงเพียงนี้ได้
ท่ามกลางสายตาผู้คนนับไม่ถ้วนที่มองเข้ามา ชายหนุ่มทั้งสองก็ได้เดินจากไปอย่างช้าๆ เด็กสาวทั้งสองคนเมื่อพบว่าหลงเฉินได้จากไปแล้วก็ได้ติดตามจนหายลับไป
ข่าวลือที่หลงเฉินทำให้หลี่เฮ่าพ่ายแพ้กระจายออกไปทั่วสารทิศดุจดั่งมีขางอกเงยขึ้นมาก็มิปาน พริบตาเดียวก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งจักรวรรดิ ทั้งยังต้องให้ผู้คนนับไม่ถ้วนเสียเวลาอธิบาย ว่าเหตุใดเจ้าคนไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถใช้วิทยายุทธ์อันใดได้เลยถึงกลายเป็นผู้ที่ร้ายกาจได้ถึงเพียงนั้นกัน?
หลังจากที่หลงเฉินและซือเฟิงจากไปแล้ว เดิมทีหลงเฉินคิดที่จะแบ่งรางวัลให้กับซือเฟิง ทว่าซือเฟิงถึงจะถูกตีให้ตายก็ไม่ยอมรับเอาไว้ สุดท้ายจึงหาข้ออ้างว่าตนเองยังมีเรื่องที่จะต้องสะสางจึงรีบกลับไปก่อน แม้แต่จะถามว่าเหตุใดหลงเฉินถึงได้เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ก็ยังไม่ได้ถามออกไป
แต่หลงเฉินก็ยังคงจดจำน้ำใจนี้เอาไว้ เขามุ่งหน้าไปยังตรอกร้อยสมุนไพรทันที หลังจากที่ได้เข้าไปยังเรือนร้อยสมุนไพรแล้ว หลงเฉินจึงได้ขอรายการของสมุนไพรในที่แห่งนี้เอาไว้ชุดหนึ่ง
ที่ด้านบนก็ได้จดบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจนทั้งรายชื่อสมุนไพรแต่ละชนิดพร้อมกับราคา หลงเฉินได้มองไล่ไปตามสมุนไพรที่คิดว่าพอจะนำมาหลอมโอสถกักวายุขึ้นมาได้ โชคยังดีที่สมุนไพรของการหลอมโอสถกักวายุยังไม่ใช่สิ่งที่หาได้ยากจนเกินไป
ทว่าเมื่อดูไปที่ราคาแล้ว หลงเฉินรู้สึกราวกับเลือดลมตีบตัน เงินตำลึงทองเหล่านั้นของตนอาจเพียงพอแค่ซื้อส่วนผสมมาได้แค่สามชุดเท่านั้น
เขากลับไม่สามารถที่จะซื้อสมุนไพรไปได้ทั้งหมด ทั้งยังจำเป็นที่จะต้องซื้อเตาหลอมโอสถมาอีกหนึ่งเตา และยิ่งไปกว่านั้นยังจำเป็นที่จะต้องซื้อสมุนไพรตัวอื่นอีกส่วนหนึ่งด้วย ตำลึงทองที่มีอยู่น้อยนิดก็เป็นเหมือนน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ
แต่ว่าถ้าไม่ซื้อก็ไม่ได้ หลงเฉินกัดฟันกรอดแล้วจับจ่ายไปทั้งหมดหนึ่งพันสองร้อยตำลึงทองเพื่อที่จะได้เตาหลอมทองเหลืองมาหนึ่งเตา
จากนั้นก็ซื้อสมุนไพรที่จะใช้หลอมโอสถกักวายุด้วยชุดหนึ่ง ในเวลาเดียวกันก็ได้ซื้อสมุนไพรอื่นอีกจำนวนมหาศาล หลังจากที่หลงเฉินออกจากตึกร้อยสมุนไพร บนบัตรใสของเขาก็เหลือเพียงแค่ห้าร้อยตำลึงทองเท่านั้น
หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน หลงเฉินรีบตรงดิ่งมายังห้องของตนเองทันที เขาปิดประตูใหญ่ลงกลอน ทั้งยังให้เป่าเอ๋อไปแจ้งต่อผู้คนทั้งหมดว่าห้ามมารบกวนเขาเด็ดขาด
เขาทราบว่ามารดาจะต้องทราบเรื่องที่ตนออกไปประลองยุทธ์มาอย่างแน่นอนจึงเกรงว่ามารดาจะเป็นห่วง เขาเลยจงใจให้เป่าเอ๋อไปขัดขวางมารดาเอาไว้ ในเมื่อตัวเขาเองก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร มารดาก็ไม่ควรเป็นห่วงจนเกินไป
ในวันนี้เขาได้จัดสรรเวลาเอาไว้เป็นอย่างดี เขาจำเป็นที่จะต้องเร่งเพิ่มพลังฝีมือให้เร็วที่สุด ตอนนี้ตระกูลหลงอยู่ในช่วงลำบากแร้นแค้นมากที่สุด ไม่ได้ดูสมถะอย่างที่เห็นกันภายนอก หลงเฉินสัมผัสได้ถึงวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้
ฮูม
ภายในร่างของหลงเฉินเกิดการไหลเวียนพลังปราณขึ้น ใจกลางฝ่ามือปรากฏเป็นเพลิงกาฬขึ้นกลุ่มหนึ่ง นี่ก็คือเพลิงโอสถของผู้หลอมโอสถ ทว่าเมื่อมองไปยังกลุ่มเพลิงกาฬนั้นแล้วทำให้หลงเฉินแทบอดกลั้นหัวเราะทั้งน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพลิงกาฬกลุ่มนี้ช่างแผ่วเบาเกินไปแล้ว
เพลิงโอสถก็คือการใช้พลังปราณจากร่างกายของผู้หลอมโอสถผ่านการไหลเวียนจากเส้นลมปราณ การก่อรวมพลังแห่งเพลิงทั้งหมดจำเป็นที่จะต้องใช้พลังปราณ แต่ว่าเพลิงโอสถที่หลงเฉินรวมขึ้นมาจนกลายเป็นเพลิงกาฬในตอนนี้กลับมีอุณหภูมิที่ต่ำเตี้ยเป็นอย่างยิ่ง แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากเปลวไฟธรรมดาสักเท่าไหร่
อีกทั้งหลงเฉินก็พบว่าเมื่อไม่มีจุดตันเถียนคอยประคับประคอง เพลิงโอสถของตนก็ไม่อาจที่จะใช้ติดต่อกันได้ยาวนาน เรียกได้ว่าไม่เพียงพอต่อการหลอมโอสถได้ในเวลานี้
หลงเฉินหัวเราะอย่างขมขื่นให้กับพลังของตนเอง ยังดีที่เขายังมีแผนสำรองอยู่ หลงเฉินยังไม่ได้ทำการหลอมโอสถ เพียงแต่นำสมุนไพรยัดกลับเข้าไปภายในเตาหลอมก่อน แล้วจึงค่อยๆ หลอมขึ้นทีละขั้น ทว่าเขานั้นกลับไม่ได้ใช้เพลิงโอสถ แต่กลับเป็นไม้ฟืนในการก่อไฟ
หลังจากที่หลอมสมุนไพรทั้งหมดเสร็จแล้ว ด้านข้างของหลงเฉินมีไหใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยของเหลวโชยกลิ่นออกมา เมื่อวางพักไว้สักครู่หนึ่งหลงเฉินสูดลมหายใจเข้าไปแรงๆ ฟอดหนึ่ง
คงจะสมควรแก่เวลาแล้วที่จะเริ่มต้นหลอมโอสถกักวายุกันเสียที …
ช่องทางการจัดจำหน่าย : https://novelrealm.com/detail.php?novel=22
ฝากแฟนๆกดติดตามหรือกดLikeเพจเคล็ดกายานวดาราด้วยครับ >>> 9 ดารา
https://www.facebook.com/NineStartyrant