โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนองโสน จุดพบ “สังข์ทักษิณาวัตร” พื้นที่สำคัญยุคกำเนิดกรุงศรีอยุธยา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 ส.ค. 2566 เวลา 13.30 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2566 เวลา 07.38 น.
หนองโสนหรือบึงพระราม ศูนย์กลางแรกเริ่มของกรุงศรีอยุธยา

หนองโสน เป็นพื้นที่สำคัญหนึ่งของตัวเมืองกรุงศรีอยุธยา จุดก่อกำเนิดราชธานีสมัยแรกเริ่ม มีซากโบราณสถานเก่าแก่หลายแห่ง

พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ นิทาน ตำนาน และบันทึกชาวต่างชาติ พอจะประมวลได้ว่า พระเจ้าอู่ทองได้ตัดสินพระราชหฤทัยย้ายเมืองข้ามฟากแม่น้ำจาก “เวียงเหล็ก” (หรือเวียงเล็ก) ไปตั้ง ณ ศูนย์กลางแห่งใหม่ที่ “หนองโสน” โปรดให้สร้างพระราชวัง พระที่นั่งต่างๆ ริมหนองโสน

ขณะกำลังก่อร่างสร้างเมืองอยู่นั้นได้ขุดพบสังข์ทักษิณาวัตร (หอยสังข์ที่มีก้นเวียนขวาเป็นของมงคลหายาก) อยู่ใต้ต้นหมันที่เกาะกลางหนองโสน ถือเป็นฤกษ์ดีมีชัย หลังจากนั้นก็ยกวังเก่าของท่านที่ “เวียงเหล็ก/เวียงเล็ก” สร้างวัดหลวงชื่อ “วัดพุทไธศวรรย์” (ภายหลังตราประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาใช้รูปสังข์ใต้ต้นหมันนี้ด้วย)

พงศาวดารของนายฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet) (หรือ วันวลิต) ชาวฮอลันดาที่ฟังเรื่องเล่าชาวกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้นมา กลับเสนอเรื่องออกแนวอภินิหารว่า พระเจ้าอู่ทองทรงต่อสู้กับ “มังกร” หรือ “พระยานาคราช” ที่เฝ้าบ่อน้ำกลางเมืองอยุธยา เมื่อมังกรโมโหจะพ่นพิษใส่น้ำทำให้ผู้คนเจ็บป่วยล้มตาย จึงต้องปราบมังกร ถมบ่อน้ำเสียเลย จากนั้นสร้างเมืองใหม่ขึ้นนามว่ากรุงศรีอยุธยา

หนองโสนของพระเจ้าอู่ทองผ่านสมัยการใช้งานต่างๆ มาทำให้มีสภาพเปลี่ยนไปบ้าง แรกเริ่มคงเป็นหนองน้ำธรรมชาติกว้างใหญ่ มีเกาะแก่งกระจายอยู่ภายในหนอง เพราะเป็นจุดลุ่มต่ำที่อยู่กึ่งกลางแม่น้ำอ้อมโค้งมาเจอกันหลายสาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก (ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชัยภูมิที่อยุธยาถูกเลือกเป็นเมือง)

มองไปรอบๆ หนองโสน เจออะไร?

ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หนองโสนคงมีชุมชนบ้านเรือนและวัดวาอารามตั้งอยู่หนาแน่น เพราะเป็นใจกลางเมืองหลวง ครั้นพอราชธานีร่วงโรยลงหลัง พ.ศ. 2310 หนองโสนก็กลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้งในสภาพป่าพง

พ.ศ. 2500 มีโครงการบูรณะพระนครศรีอยุธยา หนองโสนก็พลิกฟื้นสภาพเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาในความดูแลของกรมศิลปากร

ขอบเขตของหนองโสนมีดังนี้ทิศเหนือของหนองโสนมีวัดธรรมิกราช วัดญาณเสน วัดชุมแสง เป็นวัดขนาดใหญ่เรียงต่อกัน ทิศใต้นั้นก็มีแนวถนนโบราณคั่น (ปัจจุบันเป็นโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย) ทิศตะวันออกเป็นวัดมหาธาตุ ทิศตะวันตกประชิดกับพระราชวังหลวงและวัดพระราม วัดขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเป็นแห่งแรกๆ ของอยุธยา หนองโสนจึงมีชื่อเรียกขึ้นมาอีกว่า “บึงพระราม” ซึ่งเชื่อว่าย่อมาจาก “บึงริมวัดพระราม” และยังมีอีกชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นคือ “บึงชีขัน” หรือ “บึงยี่ขัน”

ขอบเขตของหนองโสนไม่กว้างมากนัก ปัจจุบันมีสะพานเชื่อมเกาะเล็กๆ ในพื้นที่โบราณสถานที่เป็นวัดเก่าแก่สำคัญที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยาในอดีต เช่น

วัดโพง วัดเล็กๆ ที่มีเจดีย์ประธาน เรียกว่า “เจดีย์ทรงปราสาทยอด” องค์ประกอบนั้นคือส่วนฐานบัวลูกฟักซ้อนลดหลั่นกันรองรับเรือนธาตุที่มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป 4 ด้าน เหนือขึ้นไปเป็นชั้นซ้อน ก่อนจะเป็นองค์ระฆังกลม ส่วนยอดหักหายไปแล้ว

เจดีย์ทรงปราสาทยอดนี้ไม่ใช่รูปแบบศิลปะอยุธยา แต่เป็นอิทธิพลจากล้านนาและสุโขทัยในช่วงประมาณ พ.ศ. 1900-2000 การพบเจดีย์ที่มีอิทธิพลสุโขทัยในพื้นที่แรกเริ่มอย่างหนองโสนนั้น แสดงความสัมพันธ์ของกรุงศรีอยุธยากับรัฐทางตอนเหนือในด้านเครือญาติและศาสนามาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น

วัดสังขปัต ที่มีเพียงเจดีย์ทรงปราสาทแปดเหลี่ยมตั้งเป็นประธาน กับชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายวางกองอยู่ เจดีย์แบบนี้มีผังพื้นแปดเหลี่ยมฐานซ้อนสูง เจาะคูหาเป็นโพรงเข้าไปในฐานคล้ายจะเป็นห้อง ด้านบนนั้นคือเรือนธาตุ ที่มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 8 ทิศ (แต่หลุดร่วงลงมาเกือบหมด) แต่เดิมย่อมมีองค์ระฆังต่อด้วยยอดทรงกรวยแหลมขึ้นไป แต่ได้หักหายไปเสียแล้ว

หากอธิบายด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลปะจะพบว่า เจดีย์วัดสังขปัตนี้มีความเกี่ยวข้องด้านรูปแบบกับเจดีย์ในศิลปะหริภุญชัยทางภาคเหนือ คือ “รัตนเจดีย์” ที่วัดจามเทวีเมืองลำพูน ก่อนจะลงมานิยมสร้างกันในแถบเมืองสุพรรณบุรีและสรรคบุรี อันเป็นเมืองโบราณทางฝั่งตะวันตกของกรุงศรีอยุธยามาก่อน แสดงถึงอายุที่ค่อนข้างเก่าแก่ขึ้นไปถึงช่วงอยุธยาตอนต้น

มันจึงเป็นพยานหลักฐานของความสัมพันธ์ของผู้คนที่กรุงศรีอยุธยายุคแรกเริ่มกับรัฐสุพรรณภูมิ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดของกรุงศรีอยุธยา และต่อสายโยงใยขึ้นไปยังดินแดนทางเหนือเช่นกัน

นอกจากนี้ชื่อวัด “สังขปัต” ยังอาจมีความหมายถึง “หอยสังข์ทักษิณาวัตร” ที่ในตำนานการสร้างกรุงศรีอยุธยาว่าขุดพบที่หนองโสนแห่งนี้ ตำแหน่งที่ตั้งของวัดสังขปัตจึงน่าจะย้อนให้เรากลับคืนสู่จุดกำเนิดของแรกเริ่มสุดก็เป็นได้ว่า เป็นวัดซึ่งสร้างขึ้นเป็นนิมิตสำคัญในการสถาปนากรุงศรีอยุธยาได้หรือเปล่า?

ข้ามจากเกาะวัดสังขปัตมาจะเจอวัดหลังคาดำ มีเจดีย์ทรงระฆังฐานแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่กับวิหารเล็กๆ ถ้ามองจากวัดนี้ไปทางเหนือกลางสนามหญ้าที่เป็นขอบหนองโสนทางทิศเหนือ จะพบกับวัดที่มีหน้าตาถอดแบบกันมาเลยเหมือนพี่น้องกัน นั่นคือวัดหลังคาขาว

เจดีย์ทรงระฆังแปดเหลี่ยมของวัดหลังคาขาว-วัดหลังคาดำ เป็นรูปแบบที่นิยมกันสืบมาจากวัดของกลุ่มชาวสุพรรณภูมิ อันเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่ปกครองกรุงศรีอยุธยายาวนานนับร้อยปี ประมาณว่า พ.ศ. 1912 จนถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกใน พ.ศ. 2112 เจดีย์แปดเหลี่ยมแบบนี้จึงสันนิษฐานกันว่า เป็นของที่ราชวงศ์สุพรรณภูมินำพาเอามาจากลุ่มน้ำทางตะวันตกของกรุงศรีอยุธยาในสมัยอยุธยาตอนต้น

วัดนก ในพระราชพงศาวดารชื่อวัดนกเคยปรากฏว่า เป็นย่านที่สมเด็จพระนเรศวรโปรดให้ครัวเรือนชาวมอญที่ติดตามพระองค์กลับมาจากเมืองหงสาวดี เมื่อราว พ.ศ. 2127 พร้อมทั้งพระสงฆ์องค์สำคัญคือ พระมหาเถรคันฉ่อง มาตั้งบ้านเรือนอยู่ท้ายวัดนกนี้ ดังนั้น เมื่อถึงสมัยอยุธยาตอนปลายจึงมีบันทึกว่า มี “ตลาดมอญ” อยู่ระหว่างวัดนกกับวัดโพง ขายของจำพวกเครื่องทองเหลืองต่างๆ เช่น ถาด พาน ฯลฯ

ปรางค์ของวัดนกทรวดทรงป้อมเตี้ย มีคูหาทางเข้าด้านหน้ายื่นออกมาและมีปรางค์องค์เล็กๆ ตั้งเหนือมุข, งานปูนปั้นประดับที่เหลือบางจุดยังเห็นลวดลายแบบอยุธยาตอนต้น เช่น ลายกรวยเชิง-เฟื่องอุบะ นักประวัติศาสตร์ศิลปะวิเคราะห์ได้ไม่ยากว่า เป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น

วัดนกตั้งอยู่แทบประชิดกำแพงวัดมหาธาตุ สันนิษฐานว่า น่าจะมีมาก่อนวัดมหาธาตุที่สร้างขึ้นใน พ.ศ. 1917 อันเป็นหมุดหมายได้ว่า บริเวณนี้คงจะเก่าแก่ขึ้นไปถึงสมัยแรกที่สถาปนากรุงศรีอยุธยา เช่นเดียวกับวัดแห่งอื่นๆ ที่กระจายอยู่รอบหนองโสนหรือบึงพระรามที่กล่าวมาก่อนแล้ว การสร้างวัดมหาธาตุขึ้นภายหลังใกล้วัดนก คงพอจะชี้ให้เห็นได้ว่า คนรุ่นแรกเริ่มของอยุธยามองบริเวณนี้เป็นศูนย์กลางของตัวเมืองนั่นเอง

ต้นกำเนิดของเมืองใหญ่ๆ พงศาวดารและนิทานการสร้างกรุงศรีอยุธยา โดยพระเจ้าอู่ทองนั้นพยายามบอกเรื่องราวบางอย่างที่สำคัญกับพื้นที่ลุ่มต่ำหนองบึงใจกลางพระนครแห่งนี้เอาไว้ แม้ปริศนาว่า “มังกร” ที่คอยเฝ้าบ่อน้ำ หรือการค้นพบ “สังข์” บนเกาะใจกลางหนองโสนที่สุดท้ายแล้วอาจเป็นที่มาของชื่อวัดโบราณที่เรียกสืบกันมา และมีร่องรอยศิลปกรรมที่เก่าแก่ไปถึงสมัยแรกสถาปนากรุงศรีอยุธยาได้จริง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนเก็บความจาก ประภัสสร์ ชูวิเชียร. “หนองโสน บึงพระราม กำเนิดกรุงศรีอยุธยากลางหนองบึง” ใน, ศิลปวัฒนธรรม มกราคม 2566.

เผยแพร่ในระบบออนลไน์ครั้งแรกเมื่อ 25 สิงหาคม 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...