ข้าคือฮองเฮาที่ฮ่องเต้ไม่รัก
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นมาตามจินตนาการของนักเขียน อาจมีคำพูดเนื้อหาที่ต่างกันออกไป ไม่เน้นตามความเป็นจริง หรืออาจไม่มีเหตุผล คำราชาศัพท์อาจไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เรื่องที่แต่งเป็นเพียงเรื่องสมมุติเท่านั้น
ฝากกดหัวใจและเก็บเข้าชั้นเพื่อจะได้ไม่พลาดทุกการอัพเดต
อย่าลืมกดติดตามเป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยนะคะ
โปรดคอมเม้นท์ด้วยถ้อยคำสุภาพ ไรท์เป็นนักเขียนมือใหม่หัวใจยังไม่แข็งแรง น้อมรับทุกคำติชม
ขอบคุณค่ะ
ตอนที่1 ความจริงที่พึ่งรู้
ตำหนักคุนหนิง
“ฮองเฮาเพคะอย่าไปเลยนะเพคะ”อี้หงนางกำนัลเอ่ยขึ้น
เย่วลี่อิงหรือเย่วฮองเฮาหันมามองด้วยสายตาที่ไม่พึงพอใจ ทำเอาเหล่าขันทีและนางกำนัลคนอื่นๆขนหลังลุกชัน ต่างก้มหน้าก้มตาตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
“เจ้าอย่าคิดว่าเจ้าคือคนที่สนิทกับข้าแล้วจะปากมากได้ ข้าจะไปใครกล้าห้าม ถ้ามันผู้ใดกล้าห้ามข้าอีก ข้าจะสั่งโบยมันผู้นั้นให้ตาย”
สิ้นคำพูดของเย่วลี่อิงทุกคนต่างนิ่งเงียบ นางสะบัดหน้าเดินออกจากตำหนัก เดินทางไปตำหนักกุ้ยเฟยเพื่อมอบของขวัญให้เนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของหลี่ฟางซินหรือสนมหลี่กุ้ยเฟย
คงมีแต่สนมหลี่กุ้ยเฟยเท่านั้นที่ได้รับความเมตตาจากเย่วฮองเฮา เพราะทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ นอกนั้นไม่มีสนมคนใดที่ได้รับความเมตตาจากเฟยห้าวเทียนหรือห้าวเทียนฮ่องเต้แล้วจะอยู่ได้อย่างเป็นสุข
ตำหนักกุ้ยเฟย
เมื่อมาถึงตำหนักกุ้ยเฟย นางกำนัลประจำตำหนักรีบเข้ามาทำความเคารพเย่วลี่อิงทันที
“ถวายพระพรฮองเฮา”
หญิงสูงศักดิ์ยกมือขึ้นใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากเบาๆเพื่อไม่ให้นางกำนัลและขันทีส่งเสียงดัง ก่อนเดินเข้าไปในตำหนักหวังจะทำให้หลี่ฟางซินแปลกใจที่ตนมาโดยไม่ได้แจ้ง ตอนแรกนางคิดจะจัดงานวันเกิดให้แต่หลี่ฟางซินกลับปฏิเสธ เพราะไม่อยากจะโดดเด่นจนสนมคนอื่นอิจฉาที่ได้รับความเมตตาจากเย่วฮองเฮา เย่วลี่อิงรู้ดีว่านางไม่สามารถปกป้องเพื่อนรักจากเลห์เหลี่ยมกลอุบายของสนมในวังได้ตลอดเวลา จึงยอมทำตามใจหลี่ฟางซินไม่จัดงานวันเกิดให้แก่นาง
เมื่อเดินเข้ามาด้านในตำหนัก เย่วลี่อิงก็ยกมือให้ทุกคนหยุดเดินตามก่อนจะเดินเข้าไป แต่ยังไม่ทันจะเดินเข้าไปก็พบกับนางกำนัลและขันทีประจำตัวเฟยห้าวเทียนยืนอยู่นางจึงบอกให้ทุกคนถอยออกไป นางกำนัลและขันทีประจำตัวเฟยห้าวเทียนมองกันไปมาไม่กล้าออกไปตามคำสั่ง
“พวกเจ้าจะออกไปดีๆหรือไม่”เย่วลี่อิงกล่าวเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยความดุดัน
ถึงคนเหล่านั้นจะเป็นคนรับใช้ของเฟยห้าวเทียนแต่ก็ต้องเกรงกลัวนางอยู่มากเพราะนางคือคนที่ไทเฮาทรงโปรดปรานและหนุนหลังในทุกเรื่องที่นางต้องการ นอกจากนั้นฮ่องเต้องค์ก่อนยังมีราชโองการห้ามปลดเย่วฮองเฮา ไม่ว่าจะทำผิดเรื่องอันใดก็ตาม เหล่าขันทีและนางกำนัลจึงต้องยอมถอยออกไปตามคำสั่ง
เมื่อทุกคนถอยออกไปนางก็เดินเข้าไปด้านใน แต่เพียงไม่กี่ก้าวนางก็ได้ยินเสียงหญิงชายคุยหยอกล้อกันอย่างรักใคร่ ถึงจะเป็นสหายคนสนิทแต่เมื่อได้ยินเสียงเย้าหยอกกับสามีของตนแบบนี้ก็อดรู้สึกเดือดดาลไม่ได้ หากเป็นสตรีนางอื่นนางคงเข้าไปกระชากผมจนหนังหัวแทบหลุดไปแล้ว
เมื่อเย่วลี่อิงรู้ตัวว่าตนอารมณ์ไม่ดีนักจึงยืนอยู่ด้านนอกเพื่อปรับอารมณ์ของตนให้เย็นลงก่อน แต่เนื้อความที่ชายหญิงสนทนากันยิ่งทำให้นางรู้สึกเกรี้ยวกราดมากขึ้น
“กุ้ยเฟย ข้าขอโทษที่ไม่ได้จัดงานวันเกิดให้เจ้า เพราะช่วงนี้เกิดภัยแล้งราษฎรกำลังลำบากข้าจึงสั่งห้ามไม่ให้เหล่าขุนนางจัดงานสังสรรค์หรืองานเลี้ยงใหญ่โต ข้าจึงต้องเป็นตัวอย่างให้เหล่าขุนนาง แต่ถึงอย่างไรความรักที่ข้ามีให้เจ้าก็ไม่ได้น้อยลง”
“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันอยากรู้ว่าฝ่าบาททรงมีใจให้หม่อมฉันตั้งแต่เมื่อไรหรือเพคะ”น้ำเสียงออดอ้อน
เฟยห้าวเทียนฮ่องเต้ อดเอ็นดูในสีหน้าและน้ำเสียงของสนมอันเป็นที่รักของเขาไม่ได้ เขาใช้นิ้วปัดจมูกน้อยๆของนางอย่างแผ่วเบา
“เมื่อ3ปีที่ก่อนตอนที่เจ้าฝากถุงหอมมาให้ข้า จดหมายที่เจ้าฝากมาในครั้งนั้นทำให้ข้ารู้สึกว่าเจ้าเป็นห่วงเป็นใยข้ายิ่งนัก เจ้าไม่เหมือนหญิงสาวทั่วไปที่อยากเข้าหาข้าเพื่ออำนาจ”
เย่วลี่อิงเมื่อได้ยินว่าเพื่อนรักที่ตนไว้ใจและยอมใจกว้างให้มาเป็นสนมใช้สามีคนเดียวกันกับตน คืออสรพิษร้ายที่แทงข้างหลังตนมาอย่างยาวนานก็ทำให้สติของนางขาดสะบั้นทันที เพราะตลอดเวลาที่ผ่านนางก็เล่าเรื่องที่แอบชอบบุรุษผู้นี้ให้หลี่ฟางซินฟัง และยังฝากของที่นางทำเองกับมือให้หลี่ฟางซินฝากพี่ชายมาให้เฟยห้าวเทียน แต่ตอนนั้นหลี่ฟางซินไม่เคยเอ่ยกับนางเลยว่าชอบบุรุษผู้นี้เช่นกัน นางเดินเข้าไปหาหลี่ฟางซินที่นั่งอยู่บนตักของเฟยห้าวเทียนทันที
“ฟางซิน นางแพศยาน่ารังเกียจ เจ้ากล้าดีเช่นไรถึงกล้าอ่อยคนของข้าลับหลังข้า 3ปี 3ปีอย่างนั้นหรือ”
ตอนที่2 ความจริงที่พึ่งรู้2
“ฟางซิน นางแพศยาน่ารังเกียจ เจ้ากล้าดีเช่นไรถึงกล้าอ่อยคนของข้าลับหลังข้า 3ปี 3ปีอย่างนั้นหรือ”
เย่วลี่อิงไม่เพียงแต่ด่าทอหลี่ฟางซินเท่านั้น ยังใช้มือขย้ำมวยผมและกระชากจนตัวปลิวลงไปกองกับพื้น ก่อนจะง้างมือตบใบหน้าหลี่ฟางซินอย่างเต็มแรงจนหน้าหัน เสียงตบนั่นทำให้เฟยห้าวเทียนที่มึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สติ ลุกขึ้นจับข้อมือของเย่วลี่อิงที่กำลังจะทุบตีสนมรักของตน
“เย่วฮองเฮาเจ้าบ้าไปแล้วหรือ”
เย่วลี่อิงเงยหน้ามองสามีที่จับมือตนด้วยสายตาโกรธเคืองดวงตาแดงก่ำแต่กลับมีน้ำใสๆคลออยู่บ่งบอกถึงความโกรธเกลียดปนความเสียใจจนยากจะบรรยาย
“ใช่เพคะ หม่อมฉันบ้าไปแล้วที่คบฟางซินนางอสรพิษเป็นเพื่อน”
เมื่อพูดจบเย่วลี่อิงสะบัดมือของสามีอันเป็นที่รักออกหมายจะเข้าไปตบตีหลี่ฟางซิน เฟยห้าวเทียนพยายามจับตัวนางไว้ไม่ให้เข้าไปทำร้ายสนมที่ตนรักได้อีก แต่ด้วยแรงแห่งความโกรธของเย่วลี่อิงมือไม้ที่ปัดแกว่งไปทั่ว จนเฟยห้าวเทียนหมดความอดทนจึงผลักนางล้มก้นกระแทกกับพื้นแล้วหยิบจอกสุราขึ้นมาเทลงบนศีรษะของนาง
“ข้าว่าสุรานี้คงทำให้ฮองเฮาได้สติขึ้นบ้าง”
เย่วลี่อิงอ้าปากจะกรีดร้องโวยวายออกมาแต่กลับชะงักเมื่อนางนึกถึงบ้างสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้
‘เหตุการณ์นี้เหมือนกับที่ข้าฝันเมื่อคืนนี้เลย ตอนตื่นมาข้าก็คิดว่าเป็นเพียงฝันจึงไม่ใส่ใจ แต่ตอนนี้เหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้วหรือเป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้น’
เย่วลี่อิงเงยหน้ามองบุรุษที่ตนรัก แต่แววตาของเฟยห้าวเทียนนั้นกลับมองมาด้วยความเกลียดชัง นางจึงลุกขึ้นยืนมองหน้าสามีอันเป็นที่รัก
“ใครกันแน่ที่เป็นนางอสรพิษ” เย่วลี่อิงและเฟยห้าวเทียนเอ่ยพร้อมกัน
“นี้เจ้า” เฟยห้าวเทียนอุทานออกมาอย่างตกใจเมื่อได้ยินคำพูดของนางที่พูดเหมือนเขาทุกคำไม่มีตกหล่นราวกับรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะพูดอะไรออกมา
ส่วนทางเย่วลี่อิงก็ตกตะลึงอย่างมากเช่นกัน แต่นางไม่ได้พูดออกมาเพียงแค่คิดอยู่ในใจ ‘เหมือนกับในฝันไม่มีผิด หรือนั้นคือนิมิตบอกเหตุ หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าก็ไม่ควรจะอาละวาดต่อ ควรหยุดไว้เท่านี้ไม่เช่นนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้อาจส่งผลให้ครอบครัวของข้าต้องเดือดร้อนและอับอาย’
เฟยห้าวเทียนยืนพินิจมองสตรีที่ตนรังเกียจแต่ต้องทนอยู่ด้วยมานานถึงสองปีอย่างสงสัย ‘ตั้งแต่เมื่อไรกันที่นางคิดอ่านความคิดของข้าได้ถึงเพียงนี้แม้แต่คำพูดของข้านางยังคาดเดาออก’
แต่ไม่ทันที่เฟยห้าวเทียนจะเอ่ยกล่าวสิ่งใดต่อ เย่วลี่อิงก็คอบกายคารวะเขาแล้วหมุนตัวกลับไปในทันที ปล่อยให้เขายืนสงสัยในการกระทำของนางเพราะปกติแล้วนางจะต้องไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้เป็นแน่
ส่วนหลี่ฟางซินที่นั่งอยู่กับพื้นกลับกำหมัดตนแน่นเพราะไม่เป็นไปอย่างใจตนคิด ตอนแรกที่โดนตบก็คิดว่าดีเช่นกันจะได้เปิดเผยความจริงระหว่างนางกับเย่วลี่อิงเสียที นางก็เบื่อที่ต้องตีหน้าแสดงเป็นเพื่อนที่รักใคร่กันเต็มทนแล้ว และด้วยนิสัยเย่วลี่อิงในตอนนี้ ย่อมอาละวาดจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแน่นอน ที่แล้วมาเย่วลี่อิงจัดการเหล่าสนมลับหลังเฟยห้าวเทียน เขาก็ทำเป็นไม่เห็นปล่อยผ่านไปได้ แต่ครั้งนี้เย่วลี่อิงทำร้ายสนมที่มีใจปฏิพัทธ์ต่อกันต่อหน้าต่อตา จึงทำให้นางมั่นใจว่าการเจ็บตัวของนางครั้งนี้ไม่สูญเปล่าเป็นแน่
นางไม่ได้คาดหวังว่าเย่วลี่อิงจะโดนลงโทษร้ายแรงเพราะรู้ว่าอย่างไรไทเฮาจะต้องช่วยนางเป็นแน่ แต่หวังเพียงขอให้เย่วลี่อิงโดนเฟยห้าวเทียนลงโทษเพียงเล็กไม่ว่าจะกักบริเวณหรือคัดอักษรก็ดี เพราะการลงโทษเช่นนี้ไทเฮาย่อมไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว และยังเป็นการประกาศความโปรดปรานที่เฟยห้าวเทียนมีต่อนางให้คนในวังหลังได้รู้อีกด้วย เพราะที่ผ่านมาเย่วลี่อิงไม่เคยโดนลงโทษเลยสักครั้งไม่ว่าจะทำร้ายสนมมากน้อยเพียงใด
แต่บัดนี้สิ่งที่นางหวังกลับไม่เป็นอย่างที่คิดแถมนางยังเจ็บตัวอีก ความคับข้องใจครั้งนี้นางจึงทำได้แค่อดกลั้นไว้เท่านั้น
เรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกของไรท์ ฝากติดตามผลงานและให้กำลังใจไรท์ด้วยนะคะ หากผิดพลาดอย่างไรต้องขออภัยด้วยนะ
ตอนที่3 เจ้ารออีกหน่อย สนมรักของข้า
เฟยห้าวเทียนย่อตัวลงก่อนจะจับหัวไหล่ทั้งสองของหญิงสาวที่กำลังนั่งก้มหน้าร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัว ในใจยิ่งรู้สึกสงสาร รู้สึกผิดต่อหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านหน้า และรู้สึกโกรธ เกลียด รังเกียจหญิงสาวที่ทำร้ายนางมากขึ้นกว่าเดิม แต่กลับไม่รู้เลยว่าร่างกายที่สั่นเทานั้น มิได้มาจากความหวาดกลัวแต่มาจากความคับแค้นใจ
“ตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้” เฟยห้าวเทียนตะโกนบอกเหล่าบริพารที่อยู่ด้านนอก
“เจ้าเจ็บมากหรือไม่ สนมรักของข้า”
เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบจากสนมที่ตนรักเฟยห้าวเทียนใช้มือจับปลายคางของสนมรักให้เงยหน้าขึ้น แต่นางกลับเบือนหน้าหนีไปแล้วหลับตาลง เพื่อไม่อยากให้เฟยห้าวเทียนได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พึงพอใจ
“เจ้าโกรธข้ามากใช่หรือไม่ที่ไม่สามารถปกป้องเจ้าและให้ความเป็นธรรมกับเจ้าได้”
หญิงสาวได้แต่ก้มหน้านิ่ง ไม่ตอบสิ่งใด ปล่อยให้น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลลงมาจนอาบแก้ม
โอรสสวรรค์เช่นเขาเมื่อเห็นหญิงที่ตนมีใจรักหลั่งน้ำตาก็ยิ่งนึกโมโหสตรีชั่วช้า แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้ หากนางอาละวาดมากกว่านี้อีกสักหน่อย เขาก็คิดจะลงโทษนางให้อับอายคนในวังหลังอยู่บ้าง รวมไปถึงลงโทษพ่อของนางด้วยที่ไม่สั่งสอนบุตรสาวให้ดี
ตอนนี้จะลงโทษนางก็ได้อยู่ แต่อย่างไรไทเฮาก็จะเข้ามาช่วยนางอยู่ดี และเขาเองก็ต้องยอมทำตามผู้เป็นแม่โดยไม่กล้าขัดขืน จากที่จะลดอำนาจนางกลับทำให้คนยิ่งต้องกลัวเกรงนางมากขึ้นเพราะแม้แต่เขาที่เป็นโอรสสวรรค์ก็ยังไม่สามารถลงโทษนางได้
เขาอุ้มสตรีที่นั่งเงียบอยู่ตรงหน้าขึ้นไปวางไว้บนเตียงรอหมอหลวงมาตรวจดูร่างกาย เมื่อหมอหลวงมาตรวจก็พบว่าไม่เป็นไรมาก ให้เพียงยาทาและยาสงบจิตเพื่อให้นางหลับสบายไม่ต้องผวาเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้
ก่อนจะไล่หมอหลวงขันทีและเหล่านางกำนัลออกไปเฟยห้าวเทียนทรงสั่งกำชับให้ทุกคนห้ามแพร่งพรายเรื่องวันนี้ออกไปโดยเด็ดขาด
เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้วเฟยห้าวเทียนก็ขึ้นเตียงไปนอนข้างสนมรักก่อนจะโอบเอวบางเข้ามากอดไว้ เวลาผ่านไปครู่หนึ่งเขาเห็นว่าตั้งแต่เกิดเรื่องนางยังไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดออกมาเลยจึงรู้สึกว้าวุ่นใจไม่น้อย เขาจับคางน้อยให้เงยหน้าขึ้นมามองเขา
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม”
หญิงสาวนิ่งเงียบ ได้แต่น้ำตาคลอ ใบหน้าและแววตาของนางในตอนนี้ไม่ว่าใครเห็นก็สงสารจับใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุรุษที่อยู่ตรงหน้า
“กุ้ยเฟย สนมรักของข้า เจ้ารอข้าอีกหน่อย ข้าจะทำให้เจ้าอยู่เหนือนางให้จงได้”
หลังจากพูดจบเขาก็จุมพิตเบาๆบนเปลือกตาของหญิงสาวที่รักอย่างอ่อนโยนราวกับกลัวว่าจะแตกสลายก่อนจะใช้มือแตะตรงแก้มที่มีรอยมือนูนแดงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อหลี่ฟางซินได้ยินก็รู้สึกว่าการถูกตบครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียเปรียบเสียทีเดียว อย่างน้อยยังเรียกความรักความเมตตาและเพิ่มความเกลียดชังในใจของเฟยห้าวเทียนที่มีต่อเย่วลี่อิงได้อีกด้วย
“เจ้าคงจะเจ็บมากเลยสินะ ข้าจะประทานขอขวัญชิ้นใหญ่ให้เจ้าเพื่อปลอบใจดีหรือไม่”
หลี่ฟางซินนิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด แต่ตากลับมองนันย์ตาของบุรุษที่อยู่ด้านหน้าอย่างอ่อนโยน เมื่อบุรุษเห็นว่าสนมรักมีการตอบสนองเขาแล้ว จึงเอ่ยอย่างแผ่วเบาที่ข้างใบหูของนาง
หญิงสาวตาเป็นประกายเมื่อได้ยินของขวัญอันล้ำค่า แต่นางยังไม่สามารถยกยิ้มได้เพราะความปวดระบมที่แก้ม แต่ในใจกลับชอบอกชอบใจเป็นอย่างมาก ‘เย่วลี่อิงตบนี้ของเจ้าช่างมีราคาตอบแทนสูงจริงๆ’ เมื่อนางคิดได้แบบนี้ใจของนางก็ค่อยๆเย็นลง
“เจ้าไม่ต้องการของขวัญที่ข้าจะประทานให้หรอกหรือ”เฟยห้าวเทียนเห็นว่าสนมรักของตนไม่ตอบสนองจึงเอ่ยถาม
“ต้องการเพคะ”หลี่ฟางซินพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พร้อมพยักหน้าตอบรับ
เสียงหวานแผ่วเบาที่ดังออกมาทำให้เฟยห้าวเทียนใจชื้นขึ้นมา เขารับรู้ได้ว่านางยังคงเจ็บอยู่ไม่น้อยจึงไม่ได้คิดจะเอ่ยถามต่อ เพียงแค่เห็นแววตาและสีหน้าที่พอใจของนาง เขาเองก็ดีใจมากแล้ว
“อย่างนั้นวันนี้เจ้าพักผ่อนเถอะนะ ข้าจะนอนอยู่ข้างๆเจ้าไม่ไปไหน”