“รับแม่อุ้มบุญเข้าบ้าน เรท 4.75 แสน” ส่องธุรกิจ ‘อุ้มบุญ’ ในไทยที่กำลังเฟื่องฟู โดยเฉพาะในหมู่จีนเทา
“สนใจรับงานค่ะ ขอเอเจนที่ชัวร์ๆ แนะนำทีค่ะ”
“มีเด็กส่งน้ำหนัก 80 ขอดิวกับเอเจ้นโดยตรงไม่หักหลายต่อค่ะ ขอเคสนอกค่ะไม่ใช่จอร์เจีย”
“รับแม่อุ้มเข้าบ้านจ้า ใส่นอก คลอดนอก กัม ลาว จีน พักไทย เรท 475,000 บาท”
ข้อความข้างต้นเป็นเพียงข้อความบางส่วนที่ปรากฏอยู่ในกรุ๊ปเฟสบุ๊กหนึ่งเท่านั้น เพราะในกรุ๊ปดังกล่าวยังมีข้อความอื่นอีกมาก ที่มักจะเน้นไปที่ ‘การหาคนอุปการะเด็ก’ หรือ ‘การหาเด็กเพื่อมาอุปการะ’ แต่บางครั้งก็มีการหา ‘ผู้หญิงเพื่อมาอุ้มบุญ’ เพราะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ด้วยตัวเอง ด้วยหลากหลายสาเหตุ อาทิ มีภาวะตั้งครรภ์ยาก เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เราเลื่อนอ่านไปเรื่อยๆ ก็มักจะพบเข้ากับโพสต์ ‘การรับแม่อุ้มบุญหลายคน’ ที่มีการกำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไข เช่น “รับแม่อุ้มอายุ 20-30 ปี น้ำหนักไม่เกิน 80 กิโล” “ตั้งครรภ์ในประเทศ คลอดนอกประเทศ” “ตั้งครรภ์นอกประเทศ คลอดในประเทศ” ซึ่งตามที่เราสังเกตนอกประเทศที่ว่ามักจะเป็น กัมพูชา ลาว จีน และ จอร์เจีย และเรทเงินที่ผู้หญิงรับอุ้มบุญจะได้รับอยู่ที่ 400,000-500,000 บาท
The MATTER จึงขอพาทุกคนไปสำรวจธุรกิจอุ้มบุญว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และตลอดที่ผ่านมาไทยมีการรับมือกับธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมายนี้อย่างไรบ้าง
กฎหมาย ‘อุ้มบุญ’ ในไทย
ก่อนที่จะเข้าประเด็นหลัก เราขอพาไปดู พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ หรือ ‘กฎหมายอุ้มบุญ’ ในประเทศไทยกันก่อน เพราะหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าในเนื้อหาในกฎหมายดังกล่าวมีอะไรบ้าง
เริ่มต้นที่ การอุ้มบุญทำได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2015 แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแพทยสภา เช่น คู่สมรสตามกฎหมายที่มีความจำเป็นเท่านั้น ถึงจะสามารถดำเนินการขออุ้มบุญ และแม่อุ้มบุญก็ต้องเป็นญาติร่วมสายเลือดของคู่สามี หรือภรรยาที่ต้องการมีบุตร
ซึ่งการอุ้มบุญเป็น ‘การใช้มดลูกของหญิงอื่นเพื่อช่วยตั้งครรภ์แทน’ คล้ายกับการทำเด็กหลอดแก้ว คือการนำเชื้ออสุจิของฝ่ายชายและนำไข่ของฝ่ายหญิง ที่เป็นคู่สมรสกันมาผสมกันภายนอก หลังจากนั้นจึงจะฉีดไข่ที่ได้รับการผสมแล้วเข้าไปฝังตัวในมดลูกของแม่อุ้มบุญ
คุณสมบัติของแม่อุ้มบุญ
เพศหญิง สัญชาติไทย อายุระหว่าง 20-35 ปี จะต้องเป็นญาติกับคู่สามีหรือภรรยาเท่านั้น ห้ามเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน หากไม่สามารถหาแม่อุ้มบุญตามคุณสมบัติดังกล่าวได้ ต้องขออนุญาตจากแพทยสภาเป็นกรณีพิเศษ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวหรือภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ ต้องเคยผ่านการมีบุตรมาก่อน และหากมีคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวด้วย
ฉะนั้นแล้ว การอุ้มบุญทำได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแพทยสภา หรือพูดง่ายๆ คือต้องขออนุญาตก่อนเท่านั้น
ปรับกฎหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับคนที่ต้องการมีลูก
แม้ว่ากฎหมายอุ้มบุญจะถูกบังคับใช้เข้าปีที่สิบแล้ว แต่ก็มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงนี้ เนื่องจากกฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่าน พร้อมกันนั้นประเทศไทยกำลังประสบวิกฤตเด็กเกิดน้อย
ส่งผลให้เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวถึงการแก้ไขกฎหมายอุ้มบุญ เพื่อรองรับการมีบุตรตาม พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ว่า
เนื้อหาสาระที่มีการปรับแก้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอนุญาตให้คู่สมรส ที่เป็นชาวต่างชาติสามารถเข้ามาใช้วิธีตั้งครรภ์แทนหรืออุ้มบุญในประเทศไทยได้ แต่คนที่ตั้งครรภ์แทนจะต้องเป็นคนสัญชาติเดียวกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดของคู่สมรส รวมถึงคู่สมรสเพศหลากหลายก็สามารถใช้วิธีการมีบุตร ด้วยการตั้งครรภ์แทนได้เช่นกัน
ทว่ากฎหมายดังกล่าวยังคงกำหนดว่า หญิงที่จะตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติสืบสายโลหิตกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ส่วนกรณีที่ไม่มีญาติสืบสายโลหิต อาจให้ผู้อื่นตั้งครรภ์แทนได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ดังนั้น ก่อนที่จะมีการอนุญาตให้ตั้งครรภ์แทนได้ จะมีการพิจารณาตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ เพื่อป้องกันกระบวนการทางการค้าหรือจ้างตั้งครรภ์
“การตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติหรือคนรู้จัก และไม่สามารถใช้ไข่ของผู้ตั้งครรภ์แทนได้ เพื่อลดปัญหาความผูกพันทางสายเลือด จะต้องใช้ไข่ของผู้หญิง–ไข่ของตัวเอง ไข่ของผู้หญิงที่บริจาค หรืออสุจิที่บริจาคเท่านั้น ส่วนการจ้างผู้หญิงมาตั้งครรภ์แทนถือว่าผิดกฎหมาย” อธิบดี สบส. ระบุ
ดังนั้น กระบวนการในการอุ้มบุญต้องได้รับการอนุญาตและคำแนะนำจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน เพราะต้องเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ การเลือกแม่อุ้มบุญ การทำสัญญาข้อตกลงต่างๆ เช่น ระหว่างตั้งครรภ์แทนจะมีค่าบำรุงครรภ์ให้ตามตกลง
การอุ้มบุญเชิงพาณิชย์
ข้อความจากโพสต์ที่เรานำมายกตัวอย่าง จะเห็นว่ามีการรับแม่อุ้มบุญพร้อมกับให้ค่าตอบแทน
ซึ่งกระบวนการสอดคล้องกับ ‘การอุ้มบุญเชิงพาณิชย์’ (commercial surrogacy) คือ แม่อุ้มบุญได้รับค่าจ้างจากการตั้งท้องแทนผู้อื่น ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษแห่งราชอาณาจักรไทย (DSI) เคยให้ข้อมูลว่า
“ราคาว่าจ้างหญิงอุ้มบุญในอดีตและปัจจุบันจะไม่ต่างกันมากนัก เอเย่นต์หรือนายหน้าจะดูแลครบวงจร ตั้งแต่เริ่มจัดหาสเปคหญิงรับจ้างอุ้มบุญ ฝังตัวอ่อน ทุกขั้นตอนตามกระบวนทางการแพทย์จนคลอดเด็ก”
DSI เสริมว่า สำหรับราคาการอุ้มบุญอยู่ที่ 3 ล้านบาท ผู้ว่าจ้างจะจ่ายให้กับเอเย่นต์ชาวจีนและนายหน้าชาวไทย โดยหญิงอุ้มบุญได้ค่าจ้างประมาณ 430,000-500,000 บาท สอดคล้องกับข้อมูลที่เราไปพบในกรุ๊ปดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม The MATTER ขอเจาะจงไปที่ขบวนการกลุ่มทุนจีน เพราะเมื่อปี 2023 เกิดประเด็นที่เรียกว่า ‘อุ้มบุญกลืนชาติโดยกลุ่มจีนเทา’ ที่รายงานโดย PPTV
เด็กที่เกิดมา กลายเป็นนอมินีทางสายเลือด
ย้อนไปเมื่อปี 2020 ขบวนการอุ้มบุญผิดกฎหมายโดยชาวจีน กลายเป็นข่าวครึกโครมในไทย ซึ่งขณะนั้นขบวนการชาวจีนจะมีพฤติการณ์รับเป็นนายหน้า จัดหาหญิงไทยมาอุ้มบุญ ให้กับลูกค้าชาวจีนที่ไม่สามารถมีลูกเองได้ และพอหญิงไทยคลอดเด็ก ลูกค้าที่รับซื้อก็จะบินมารับเด็กกลับไปยังประเทศจีน และทำการขอสัญชาติจีนให้กับเด็กคนดังกล่าว
โดยหลังจากเหตุการณ์นี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายทั้งหมด ทำให้กระบวนการอุ้มบุญผิดกฎหมาย ถูกย้ายไปทำที่ประเทศเพื่อนบ้านแทน อาทิ กัมพูชา
ทว่าเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจพบเข้ากับขบวนการ ‘อุ้มบุญกลืนชาติ’ เพราะชาวจีนมีวัตถุประสงค์ต้องการให้ลูกที่มาจากการอุ้มบุญเป็น ‘นอมินีทางสายเลือด’ เพื่อสานต่อธุรกิจที่ทำที่ไทย
โดยกระบวนการหลักๆ ที่เกิดขึ้นคือ หญิงที่รับการอุ้มบุญต้องไปทำเด็กหลอดแก้วนอกประเทศไทย เมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้วอาจจะอาศัยอยู่ที่ประเทศนั้นๆ หรือกลับมาอยู่ที่ไทยก็ได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละเอเจนซี่
แต่อย่างไรก็ตาม ตอนคลอดเด็กต้องกลับมาคลอดที่ไทยเท่านั้น เพื่อให้ ‘เด็กที่เกิดมาได้รับสัญชาติไทย’ และหลังจากนั้นพ่อแม่ชาวจีนจะไปจดทะเบียนรับรองบุตร ทำให้เดิมทีที่ชาวจีนเหล่านี้อาศัยและเข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างผิดกฎหมาย จะได้รับ ‘วีซ่าอุปการะบุตร’ (Non-Immigrant O) ที่ต่ออายุทีละปี โดยวีซ่านี้ถือเป็นผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น
เนื่องจากผลประโยชน์ระยะยาวคือ เมื่อเด็กคนนี้อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็จะสามารถถือครองธุรกิจ ทรัพย์สิน และอสังหาริมทรัพย์ของพ่อแม่ชาวจีนได้อย่างถูกกฎหมาย นอกจากนี้ ณ ตอนนั้น หากพ่อแม่ชาวจีนของเด็กมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ก็จะได้รับ ‘[วีซ่าเกษียณอายุ](https://www.knightvisahelppoint.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4/#:~:text=%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%20(%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2%20Non%2DImmigrant,%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99)’ (Non-Immigrant O-A) ที่ทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยจนแก่เถ้า
ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ให้ข้อมูลกับ Thai PBS ว่า การรับจ้างอุ้มบุญจะทำเป็นขบวนการและมีความซับซ้อน อีกทั้งยังมีบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนมากทั้งผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้างอุ้มบุญ บุคลากรทางการแพทย์
“คนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ เอเจนซี่ หญิงที่รับตั้งครรภ์แทน คนที่จ้างวาน ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทั้งหมดเลย เขาก็จะไม่มาแจ้งความ ไม่มาร้องเรียนที่เรา”
ธุรกิจอุ้มบุญเจริญเติบโตทั่วโลก
สำนักข่าว CNBC เปิดเผยข้อมูลการเจริญเติบโตของธุรกิจการตั้งครรภ์แทน (surrogacy industry) ว่า ผู้หญิงจํานวนมากในหลายประเทศกําลังหันมาทํางานด้านนี้ เช่น ในจอร์เจีย และเม็กซิโก เนื่องจากรายได้ดี
ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการตั้งครรภ์แทนหรืออุ้มบุญเชิงพาณิชย์ทั่วโลกจะเติบโตถึง 129 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2032 เพราะความต้องการที่จะมีลูกจากคู่รักเพศหลากหลาย คนที่มีลูกไม่ได้ เป็นต้น
ทั้งนี้ กฎหมายเกี่ยวกับการอุ้มบุญในแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกันอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาอนุญาตการอุ้มบุญในบางรัฐเท่านั้น ในขณะที่ในแคนาดาและสหราชอาณาจักร อนุญาตให้มีการอุ้มบุญที่ไม่รับผลตอบแทนเท่านั้น ตรงกันข้ามกับจอร์เจีย ยูเครน และรัสเซีย ที่การอุ้มบุญทุกรูปแบบถูกกฎหมาย
โดยเอเจนซี่ในกรุ๊ปที่เราหยิบยกยกมาไม่ได้หาผู้หญิงอุ้มบุญสำหรับลูกค้าชาวจีนเท่านั้น เพราะมีการโพสต์หาผู้หญิงชาติอื่นในกลุ่มด้วย อาทิ ลาว พม่า หรือการกำหนดกฎเกณฑ์ให้ผู้ที่สนใจอุ้มบุญไปพำนักที่อื่น หรือทำคลอดที่อื่นที่ไม่ใช่ไทย
ต่างเป็นการตอกย้ำว่า ธุรกิจอุ้มบุญในไทยขณะนี้ไม่ได้ทำเพื่อจีนเทาเท่านั้น แต่อาจเป็นธุรกิจที่ใหญ่กว่านั้น และสามารถสร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ให้กับผู้ที่อยู่ในกลไกของอุตสาหกรรมดังกล่าว
Graphic Designer: Phitsacha Thanawanich
Editor: Thanyawat Ippoodom