โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ : แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (5) การปฏิวัติการแต่งกาย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 02.59 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ

: แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (5)

การปฏิวัติการแต่งกาย

นับแต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาล (2481) เขาเริ่มต้นประกาศแนวทาง “การปฏิวัติทางวัฒนธรรม” ด้วยรัฐนิยมและการสร้างชาติให้เป็นสมัยใหม่ทางวัฒนธรรมที่ตัดขาดจากระบอบเก่าด้วย รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิวัติด้านการแต่งกาย

ขณะนั้น ชายไทยภายหลังการปฏิวัติ 2475 มักนิยมนุ่งกางเกงแพรออกนอกบ้าน รัฐบาลจึงวิงวอนให้ประชาชนไทยแต่งกายสมัยใหม่ตามแบบอย่างสากล โดยเรียกร้องผ่านวิทยุกระจายเสียงให้ชายไทยเลิกนุ่งกางเกงแพรหรือนุ่งผ้าม่วง เปลี่ยนมานุ่งกางเกงขาวยาว หรือขาสั้นแบบไทยที่สั้นแค่เข่าหรือใต้เข่าลงไป 1 ฝ่ามือ รวมทั้งเรียกร้องหญิงไทยให้ไว้ผมยาว เลิกนุ่งโจงกระเบน ให้มานุ่งผ้าซิ่นหรือผ้าถุงแทน เลิกใช้ผ้าคาดอกหรือเปลือยท่อนบน ให้ใส่เสื้อให้เรียบร้อย (กรมศิลปากร, 2525, 95)

กรมโฆษณาการและกระทรวงทบวงกรมออกประกาศมาเป็นระยะๆ ในการวางแนวปฏิบัติการแต่งกายของข้าราชการในเวลาทำงานและเป็นตัวอย่างที่ดี โดยกระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศเชิญชวนให้ชายไทยสวมหมวก ใส่เสื้อนอก นุ่งกางเกงขายาว สวมถุงเท้าและรองเท้าหุ้มส้น สตรีนั้น ให้สวมหมวก สวมกระโปรง มีเสื้อนอกคลุมไหล่ รองเท้ารัดส้นหรือหุ้มส้น จะสวมถุงเท้าหรือไม่ก็ได้ (กรมศิลปากร, 2525, 93-94)

เมื่อจอมพล ป.กำชัยชนะในการใช้วิทยุผ่านรายการ “นายมั่น-นายคง” ชักชวนชายไทยปฏิวัติการแต่งกายด้วยการเปลี่ยนการนุ่งกางเกงแพรจีนมาเป็นกางเกงขายาวแบบสากลออกนอกบ้านแล้ว สังข์ พัธโนทัย หรือ “นายมั่น” เล่าว่า ต่อมา สังข์และพระราชธรรมนิเทศ รับคำสั่งจากจอมพล ป. ให้ใช้วิทยุเปลี่ยนการแต่งกายของหญิงไทยที่ส่วนใหญ่นุ่งโจงกระเบน บ้างนุ่งซิ่นหรือผ้าถุง ให้นุ่งกระโปรงแบบฝรั่งแทนด้วย

เขาทั้งสองใจหายวาบ ด้วยว่า กว่าเขาทั้งสองจะรณรงค์เปลี่ยนการนุ่งกางเกงแพรของชายมาเป็นการนุ่งกางเกงสากลได้ก็แทบเอาตัวไม่รอดจากการโจมตีอย่างหนัก แต่บัดนี้ เขาต้องรับภารกิจครั้งใหม่ในการโน้มน้าวจิตใจหญิงให้มานุ่งกระโปรงแทน ซึ่งสังข์เห็นว่า เป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะชักชวนให้หญิงมานุ่งกระโปรงแทน (สังข์ พัธโนทัย, 2499, 258-259)

ใช้วิทยุโน้มน้าวให้คนไทยสวมรองเท้า

ในระหว่างที่สังข์และพระราชธรรมนิเทศกลุ้มใจในการแสวงหาหนทางในการชักจูงให้หญิงไทยมานิยมนุ่งกระโปรงฝรั่งอยู่นั้น จอมพล ป.มีจดหมายซองเหลืองมาถึงพวกเขาให้รณรงค์ให้คนไทยใส่รองเท้าด้วย

ภายหลังความสำเร็จในการใช้วิทยุในการปฏิวัติการนุ่งกางเกงแพรมาเป็นกางเกงขายาวแบบสากลแล้ว จอมพล ป.ดำริให้รายการนายมั่น-นายคงชักชวนให้คนไทยสวมรองเท้าต่อไป

สังข์เล่าว่า ในช่วงเวลานั้นคนไทยสวมรองเท้าน้อยมาก แม้แต่ข้าราชการชั้นผู้น้อยก็ใม่สวมรองเท้า และหากเป็นราษฎรทั่วไปแล้วไซร้ “เกือบร้อยทั้งร้อยล้วนเดินเท้าเปล่ากันทั้งนั้น”

รายการวิทยุชักชวนให้ประชาชนสวมรองเท้าด้วยอ้างประโยชน์ทางการแพทย์และความสวยงาม เช่น การชี้ชวนว่า เมื่อคนไทยสวมกางเกงสากลแล้วกลับไม่สวมรองเท้าด้วยย่อมจะดูไม่งามตา จึงสมควรสวมรองเท้าเข้าชุดไปด้วยกัน

แต่สังข์เล่าว่า การรณรงค์สวมรองเท้านั้นครั้งถูกหนังสือพิมพ์ต่อต้านน้อยกว่าครั้งชักชวนให้ชายไทยเปลี่ยนมานุ่งกางเกงแบบสากล มีแต่เพียงการเหน็บแนมว่า คนยากจนจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อรองเท้าสวม พร้อมวิจารณ์การดำเนินการของตำรวจและฝ่ายปกครองที่ไปเคี่ยวเข็ญบังคับเอากับราษฎรให้สวมรองเท้าเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การชักชวนคนไทยสวมรองเท้าครั้งนั้นทำให้ร้านขายรองเท้าและช่างรองเท้าต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อผลิตรองเท้าออกมาขายประชาชน (สังข์ พัธโนทัย, 2499, 260-262)

ภายหลังการณรงค์ชักชวนให้สวมรองเท้าแล้ว ไม่นานจากนั้น หนุ่มไทยก็พากันนุ่งกางเกงขายาวและสวมรองเท้ากันหนาตา รวมทั้งเหล่าหญิงไทยสวมรองเท้ามากขึ้น หญิงที่นุ่งโจงกระเบนก็หันมาสวมรองเท้าหุ้มส้นเมื่อออกไปธุระนอกบ้านช่วงเวลานั้น โดยรองเท้ายางเป็นที่นิยมมากกว่าด้วยมีราคาย่อมเยาและไม่ค่อยกัดเท้าคนหัดสวมรองเท้ามือใหม่ (สังข์ พัธโนทัย, 2499, 262)

ช่วงเวลานั้น กระแสความต้องการสวมรองเท้าในสังคมมีสูงขึ้นมาก จนทำให้ในเดือนมกราคม 2486 เกิดภาวะรองเท้าขาดแคลนและมีราคาแพงในพระนคร ด้วยสินค้าขาดแคลน อีกทั้งจอมพล ป.ต้องการให้ประชาชนสวมรองเท้าให้มากที่สุด ดังนั้น เขาจึงสั่งการไปยังรัฐมนตรีอุตสาหกรรมให้ดำเนินการผลิตรองเท้าที่ทำด้วยไม้อย่างเรียบง่าย สามารถผลิตได้อย่างรวดเร็ว และให้มีราคาถูก ทาสีรองเท้าให้สวยงาม ออกแบบให้หุ้มหนังที่ปลายเท้าและส้นเท้าแบบรองเท้าสตรีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายขณะนั้น (อนันต์ พิบูลสงคราม, เล่ม 1, 2540, 277)

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ เขาสั่งการไปยังกองทัพอากาศ ซึ่งมีโรงงานที่ผลิตรองเท้ายางได้ ให้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ผลิตรองเท้ายางสำหรับนักเรียนให้มากกว่าชนิดอื่นเพื่อฝึกหัดให้ยุวชนหัดสวมรองเท้าตั้งแต่อายุน้อยให้คุ้นชินเป็นนิสัยต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่ต้องการเร่งรัดให้ประชาชนสวมรองเท้า (อนันต์ พิบูลสงคราม, เล่ม 1, 2540, 281)

อย่างไรก็ตาม คำพูดของนายมั่น-นายคงมีอิทธิพลสูง ประกอบกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองช่วยบังคับให้ราษฎรเดินตีนเปล่าให้สวมรองเท้า ด้วยเหตุนี้ ภารกิจชักชวนให้ประชาชนสวมรองเท้าจึงได้ผล ชาวพระนครสมัยนั้นจึงต้องหาซื้อรองเท้ามาใส่เพื่อไม่ให้ตำรวจตักเตือน

ในไม่ช้าคนไทยในพระนครก็หันมาสวมร้องเท้ากันทั่วหน้า จากนั้น รายการนายมั่น-นายคงจึงเห็นช่องทางที่จะชักจูงให้หญิงไทยหันมานุ่งกระโปรงฝรั่งตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีได้ โดยอ้างว่าการสวมรองเท้าแต่นุ่งโจงกระเบน หรือผ้าถุงผ้าซิ่นดูแล้วขัดตา หญิงไทยจะดูสวยมีสง่าราศีเพิ่มขึ้นกว่าเดิม หากหญิงไทยเปลี่ยนมาสวมกระโปรงอย่างฝรั่ง

และวิงวอนให้หญิงไทยช่วยเป็นผู้นำในการสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้แก่ชาติไทยให้สมกับเป็นชาติเอกราชมาช้านานต่อไป

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ : แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (5) การปฏิวัติการแต่งกาย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...