โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ไม่แปลกที่จะ "แปลก" เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

Mission To The Moon

เผยแพร่ 27 พ.ย. 2564 เวลา 13.00 น. • Thanwarat Choktapra

 

สรุปหนังสือ “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan

.

.

“ทำไมเราถึงไม่เหมือนคนอื่น แล้วแบบนี้ใครจะอยู่กับเราได้” นี่อาจเป็นคำถามที่เราได้แต่คิดอยู่ในใจ หลายๆ คนอาจเคยโดนปฏิเสธเพราะว่าเรา “แปลก” กว่าคนรอบตัว หลายต่อหลายครั้งเราพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เข้ากับพวกเขาเหล่านั้นได้ และหลายต่อหลายครั้งเราก็รู้สึกท้อใจ ที่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไรก็ยังไม่เหมือนคนอื่นอยู่ดี

.

แต่จริงๆ แล้ว รู้หรือไม่ว่าคนอื่นก็รู้สึกแปลกเหมือนกับเรา การวิจัยพบว่า 54% ของชาวอเมริกันรู้สึกว่าไม่มีใครรู้จักตัวตนพวกเขาได้ดีสักคน

.

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า“Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน

.

.

ทำไมคนอื่นถึงมองว่าเราแปลก?

.

การวิจัยเผยว่า ถ้าเราถามคำถาม 100 ข้อกับเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกัน พวกเขาจะตอบ “เห็นด้วย” ถึง 86% ความเหมือนกันนี้เกิดจากการวิวัฒนาการในอดีต สมัยที่เราออกล่าอย่างเดียว เราเข้าสังคมเพื่อความอยู่รอดตามสัญชาตญาณ เราจึงไม่สนใจเรื่องความแตกต่าง 

.

แต่เมื่อเราเข้าสู่ยุคเพาะปลูก เราต้องเตรียมดินเพื่อปลูกพืชโดยคัดเลือกแล้วกำจัดสิ่งที่แตกต่างออกไป นั่นทำให้สมองเราจดจำว่า “ความแตกต่าง = อันตราย”  

.

การวิวัฒนาการนี้ส่งต่อมาถึงยุคปัจจุบัน ดังนั้นเวลาเราเห็นสิ่งที่แตกต่างไปจากกลุ่มเรา เราจะตีความทันทีว่า “นี่คือภัยคุกคาม!” และเมื่อเรารู้สึกถึงอันตราย เราจะเข้าสู่โหมดพร้อมสู้ คือจะเริ่มจ้องหรือเพิ่มระยะห่างระหว่างเรากับสิ่งนั้น และหัวใจจะเต้นแรงขึ้น

.

.

แปลกแค่ไหนก็ไม่ควรอยู่คนเดียวนะ!

.

ยังจำความรู้สึกแปลกแยกเพราะโดนเพื่อนแบนได้ไหม ตอนนั้นเราไม่ใช่แค่เศร้าอย่างเดียว แต่รู้สึกเสียใจถึงขนาดที่เรามานั่งคิดว่า “ชีวิตนี้จะมีความสุขได้อีกไหม” อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือแปลกแยกนี้ไม่ได้เกิดจากการทะเลาะกับเพื่อนเท่านั้น แค่เราโดนคนแปลกหน้าเมิน หัวเราะเยาะ หรือกีดกันก็ทำให้เราหัวเสียได้ การศึกษาพบว่าเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ ผลกระทบทางด้านอารมณ์จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 3 นาทีเลย

.

ความแปลกแยกไม่ได้ส่งผลเสียด้านอารมณ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วยเพราะร่างกายเราต่อต้านความโดดเดี่ยวเหมือนที่ทำกับเชื้อโรค โดยร่างกายเราจะเกิดการอักเสบนำไปสู่การเกิดคราบพลัค (Plaque) ซึ่งอาจทำให้เราหัวใจวายได้ นอกจากนี้ยังทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งอีกด้วย

.

นักวิจัยพบว่า การขาดการติดต่อทางสังคมอันตรายเท่ากับสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวันเลยทีเดียว!

.

และสิ่งที่หลายคนมักมองข้ามคือ Minority Stress ซึ่งเป็นความกดดันที่กลุ่มคนชายขอบรู้สึกได้จากการถูกทำร้ายทางจิตใจโดยที่ผู้กระทำไม่รู้ตัวจากสังคม (Microaggression) เช่น เหยียดลักษณะภายนอก ใช้สรรพนามเรียกกลุ่ม LGBTQ+ ไม่ถูกต้อง การเหมารวม และอื่นๆ สิ่งนี้ทำให้ผู้ที่เป็น Minority เครียดมากและได้รับผลกระทบมากจนถึงขั้นคลอดลูกก่อนกำหนด ซึ่งดูได้จากจำนวนหญิงผิวดำที่คลอดลูกก่อนกำหนดมีมากกว่าหญิงผิวขาว

.

.

ข้อดีของการเป็นคนแปลก

.

การมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสามารถทำให้คนจดจำเราได้ดีขึ้น เช่น มีไฝที่โดดเด่นหรือชอบใช้สองนิ้วเคาะโต๊ะเวลาอารมณ์ดี นอกจากสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คนจำเราได้ดีแล้ว ยังทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์กว่าคนอื่นด้วย เพราะเมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนคนรอบข้าง เราจะเริ่มหาวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างจากคนทั่วไป

.

จากแนวคิดที่ว่า “ความคิดสร้างสรรค์มาพร้อมกับผู้คนที่สามารถปรับตัวได้ดี” ดังนั้นการที่เราเคยชินกับความแปลกแยกจะทำให้เรารู้จักคุณค่าที่แท้จริงในตัวเราแม้อยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก และนั่นคือสิ่งที่บอกให้เราเชื่อมั่นในตัวเอง

.

.

3 วิธีที่ช่วยให้เราอยู่กับความแปลกได้

.

1. สร้างความมั่นใจในตัวเองด้วยการคิดบวก เช่น เปลี่ยนจากคิดว่า “เราถูกแกล้งเพราะเราเนิร์ด” เป็น “เราถูกแกล้งเพราะความปังของเรามันบดบังคนที่มาแกล้ง”

.

2. สะกดจิตตัวเอง เช่น เราอยากพูดในที่สาธารณะได้ดีขึ้นแต่เราไม่ชอบการพูดต่อหน้าคนเยอะๆ เลย เราจะต้องบังคับตัวเองให้ไปหาโอกาสพูดและบอกตัวเองอยู่เสมอว่า “เราชอบพูดในที่สาธารณะ”

.

3. เลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เช่น มีเพื่อนและครอบครัวที่คอยสนับสนุน จะช่วยให้เราสามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้มากขึ้น นอกจากนี้การเลือกอยู่ในชุมชนที่เปิดกว้าง จะช่วยให้ความแปลกของเราได้เฉิดฉาย ซึ่งเป็นผลดีต่อยอดไปสู่การใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้แบบอิสระ

.

เมื่อเราให้ความแปลกของเรามีตัวตน เราก็สามารถเปลี่ยนความแปลกให้เป็นความคิดสร้างสรรค์ และใช้ความคิดนั้นสรรสร้างพลังในการทำสิ่งต่างๆ ได้

.

มาปรับมุมมองกันใหม่ ที่เราแปลก ไม่ใช่เพราะเราแตกต่าง แต่เราแค่เกิดมาเพื่อสร้างสรรค์ต่างหาก! ดังนั้นจงภูมิใจในแบบที่ตัวเองเป็นนะ

.

.

อ้างอิง

“Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” - Olga Khazan

.

#missiontothemoon

#missiontothemoonpodcast

#inspiration

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...