จัดพอร์ตประกันสำหรับวัย 50+ คุ้มครอง-ออม-อุบัติเหตุ-สุขภาพ
คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน (ฉบับที่ 516)
บริษัทประกันชีวิต ส่งประกันตลอดชีพ สะสมทรัพย์ บำนาญช่วยวางแผนการออม ดันประกันอุบัติเหตุ สุขภาพ ดูแลค่ารักษาพยาบาล เจาะกลุ่มวัยอิสระ 50 อัพ จัดพอร์ตวางแผนการเงินดูแลสุขภาพทางการเงินและสุขภาพทางกาย
จากข้อมูลสมาคมประกันชีวิตไทย พบว่า ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตปี 2567 เบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 653,923 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.23% เมื่อเทียบกับปี 2566 ในขณะที่เบี้ยรับรวมของสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพและโรคร้ายแรง (Health + CI) อยู่ที่ 124,786 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 13.66% สะท้อนถึงความใส่ใจเรื่องสุขภาพของประชาชนที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการตระหนักถึงผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 8-10% และคาดว่าจะสูงถึง 14% ในปี 2568
สำหรับประชาชนวัย 50 ปีขึ้นไป ก็มีความต้องการทำประกันชีวิตและสุขภาพที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับสถิติดังกล่าวด้วย โดยประกันชีวิตแบบบำนาญก็เป็นอีกแบบประกันที่ได้รับความสนใจในช่วงอายุนี้เพิ่มมากขึ้นด้วย
50 พลัสไม่สายที่จะทำประกัน
[caption id="attachment_168389" align="aligncenter" width="750"]
นางสาวอุมาพันธุ์ เจริญยิ่ง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)[/caption]
นางสาวอุมาพันธุ์ เจริญยิ่ง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) แนะนำว่า การวางแผนลดความเสี่ยงกับประกันชีวิตสำหรับวัย 50 ปีขึ้นไป ควรจะทำประกันชีวิตแบบบำนาญหรือกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุนแนบด้วยสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ เพื่อบริหารความเสี่ยงของการมีอายุยืนยาวและค่ารักษาพยาบาล และเพิ่มเติมด้วยประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เพื่อปิดหนี้ก้อนสุดท้ายหรือเก็บไว้เป็นมรดกให้กับลูกหลาน
เนื่องจากปัจจุบันอายุในการรับประกันมีการขยายเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับสังคมสูงวัย บางแบบประกันสามารถรับทำประกันได้จนถึงอายุ 90 ปี ซึ่งในวัย 50 ปีขึ้นไป ยังเป็นช่วงอายุที่สามารถทำประกันได้ เพราะช่วงวัยที่ภาระต่างๆ เริ่มลดลง หากไม่เคยมีประกันชีวิตและสุขภาพมาก่อน อาจจะเริ่มมองหาประกันชีวิตแนบด้วยความคุ้มครองสุขภาพทั้งค่ารักษาพยาบาล หรือความคุ้มครองโรคร้ายแรง
ทั้งนี้ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บก็มากขึ้นตามไปด้วย การทำประกันชีวิตพ่วงด้วยความคุ้มครองสุขภาพ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการป้องกันความเสี่ยง โดยผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตสามารถเป็นเครื่องมือช่วยวางแผนทางการเงินสำหรับวัยใกล้เกษียณในหลายมิติ เช่น สร้างความคุ้มครองสุขภาพ ช่วยวางแผนมรดก และการวางแผนเกษียณ
สำหรับเทคนิคการเลือกความคุ้มครองสุขภาพนั้น ขึ้นอยู่กับสวัสดิการที่ต้องการได้รับหลังเกษียณ และรูปแบบไลฟ์สไตล์ในการเลือกโรงพยาบาลในการรักษาพยาบาล โดยวัยใกล้เกษียณอาจเลือกความคุ้มครองโรคร้ายแรง หรือความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่าย เช่น Elite Health Plus, D Health Plus หรือ โครงการเหมาจ่าย เอ็กซ์ตร้า ของบริษัท เป็นต้น
ส่วนการวางแผนมรดกนั้น สามารถช่วยในการปิดหนี้ก้อนสุดท้าย ช่วยจัดการทรัพย์สิน รวมถึงการสร้างมรดกก้อนใหญ่ให้กับคนที่เรารัก ผ่านการวางแผนในประกันชีวิตตลอดชีพ เช่น เมืองไทยสมาร์ทโพรเทคชั่น 99/20 เมืองไทยแฮปปี้ รีเทิร์น 99/7 หรือคุ้มครองตลอดชีพ 99/99 (พรีเมียร์) เป็นต้น
นางสาวอุมาพันธุ์อธิบายว่า สำหรับเทคนิคการเลือกแบบประกันเพื่อการวางแผนเกษียณนั้น สามารถพิจารณาได้ตามความต้องการ เช่น ถ้าชอบความแน่นอน วางแผนแล้วว่าจะมีเงินบำนาญออกมาใช้ปีละเท่าไร มีการันตีจำนวนเงิน ประกันชีวิตแบบบำนาญก็จะตอบโจทย์ เช่น แบบประกันเมืองไทย 9960 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) รับบำนาญพร้อมใช้หลังเกษียณ ปีละ 12% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย สามารถเลือกรับเงินบำนาญเป็นรายปีหรือรายเดือนก็ได้ สมัครได้ตั้งแต่อายุ 20-55 ปี ให้ลูกค้ามีรายได้ประจำสม่ำเสมอหลังเกษียณ เสมือนเป็นการสร้างบำนาญได้ด้วยตนเอง
ส่วนคนที่ชอบลงทุน สามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนได้ ประกันชีวิตควบการลงทุนหรือยูนิตลิงค์จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า ก็จะตอบโจทย์มากกว่า เพราะมีส่วนที่นำไปลงทุนในกองทุนรวม สามารถวางแผนถอนเงินออกมาใช้ตามแผนเกษียณที่ตั้งใจ หรือเมื่อมีความต้องการฉุกเฉินก็ถอนได้ ส่วนที่เหลือก็ยังคงลงทุนต่อตามกองทุนรวมที่เลือก โดยแบบประกันที่แนะนำ ได้แก่ mDesign และ mOnePlus เพราะสามารถเลือกแนบสัญญาเพิ่มเติมที่ให้ความคุ้มครอง ทั้งในเรื่องค่ารักษาพยาบาล โรคร้ายแรง ค่าชดเชยรายได้และทุพพลภาพได้ โดยเบี้ยประกันรวมที่ต้องชำระคงที่ ทำให้ไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีบริการ MTL Portfolio Management บริการบริหารพอร์ตการลงทุนโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ที่บริษัทจะดูแลพอร์ตการลงทุนตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า ทั้งการคัดเลือกกองทุนรวม กำหนดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ ติดตามผลการดำเนินงานรวมถึงปรับเปลี่ยนการลงทุนโดยอัตโนมัติให้ทันตามสถานการณ์
นางสาวอุมาพันธุ์แนะนำต่อว่า สำหรับวัยใกล้เกษียณสิ่งสำคัญที่ควรต้องคำนึงคือ ความคุ้มครองสุขภาพ เนื่องจากเมื่อเกษียณแล้ว สิทธิและสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ได้รับจะหมดลง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิรักษาพยาบาลจากประกันสังคม และประกันกลุ่มจากบริษัท ควรสำรวจสวัสดิการรักษาพยาบาลว่าตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์หรือไม่ ถ้ายังไม่เพียงพอ จึงควรเพิ่มความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล โรคร้ายแรง และอุบัติเหตุ เพราะผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาหกล้ม ซึ่งในบางครั้งอาจต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้กรณีเจ็บป่วย จะไม่กระทบการเงินของครอบครัว
นอกจากนี้ ควรสำรวจและประเมินว่า เงินที่จะใช้จ่ายหลังเกษียณมีเพียงพอหรือไม่ หากยังไม่เพียงพอแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการออมผ่านกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อเป็นทางเลือกในการบริหารเงินก้อนที่จะได้รับเมื่อเกษียณ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะอาชีพใด อย่าลืมวางแผนการจัดการทรัพย์สิน วางแผนมรดกด้วยประกันชีวิต เพื่อปิดหนี้ก้อนสุดท้าย หรือสร้างมรดกก้อนใหญ่ไว้ให้กับคนที่เรารัก ผ่านกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ กรมธรรม์แบบบำนาญ ซึ่งอาจแนบสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพได้ในคราวเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับวัย 50 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ และมีผลกระทบอย่างมีนัยในการดำเนินชีวิต เช่น ความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้จ่ายเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ ความเสี่ยงจากรายได้หรือผลตอบแทนจากการลงทุนลดลง ความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายไม่คาดฝันหรือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในการดูแลรักษาตนเอง ความเสี่ยงจากการมีอายุยืนยาวมากกว่าที่วางแผน (Longevity Risk) ทำให้ไม่สามารถที่จะดำรงมาตรฐานการใช้ชีวิต (Standard of living) ได้ดังเดิม และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่ออกโดยภาครัฐ (Public Policy Risk) เช่น การเลื่อนระยะเวลารับเบี้ยบำนาญ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการสูญเสียบุคคลในครอบครัว ซึ่งการเจ็บป่วยเรื้อรังของสมาชิกในครอบครัวรวมไปจนถึงการสูญเสีย อาจส่งผลกระทบถึงภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หรือการสูญเสียรายได้สวัสดิการที่เคยได้รับจากคู่สมรส
“ทั้งนี้ ในช่วงก่อนเกษียณ การบริหารความเสี่ยงจะให้ความสำคัญกับโอกาสในการเกิด (Probability Risk) เพราะโอกาสเกิดเหตุการณ์นั้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าของพอร์ตโฟลิโอ หรือเงินออมของครอบครัว แต่ในช่วงวัยหลังเกษียณจะให้ความสำคัญกับหลักการ Safety First คือการกระจายความเสี่ยงและบริหารพอร์ตอย่างระมัดระวัง เนื่องจากความสามารถในการหารายได้ลดลงเมื่อเกษียณ และระยะเวลาในการออมและลงทุนลดลง”
จัดพอร์ตประกันวัย 50+
[caption id="attachment_168390" align="aligncenter" width="314"]
นายจัน เฮา ชอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ Chief Risk Officer บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)[/caption]
นายจัน เฮา ชอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ Chief Risk Officer บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับวัย 50 ปีขึ้นไป ถือเป็นวัยที่มีความเสี่ยงเป็นพิเศษในด้านปัญหาสุขภาพหรือโรคประจำตัว ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวนี้ มีผลต่อการพิจารณารับประกันภัยของบริษัท ทำให้วัย 50 ปีขึ้นไปอาจจะไม่สามารถทำประกันชีวิต สุขภาพ หรือโรคร้ายแรงได้ ดังนั้น จึงควรมีการเตรียมความพร้อมหรือวางแผนในการทำประกันตั้งแต่อายุน้อยๆ เพื่อให้สามารถเลือกแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไทยประกันชีวิตมีแบบประกันที่เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยจะเป็นแบบประกันที่ไม่ต้องแถลงสุขภาพและไม่ต้องตรวจสุขภาพ ได้แก่ แบบไทยประกันชีวิต สูงวัยมีทรัพย์ (เพื่อผู้สูงอายุ) และเสริมด้วยแบบประกันอุบัติเหตุเพิ่มเติม ได้แก่ ประกันอุบัติเหตุ โบรกเกน โบน หรือประกันอุบัติเหตุ โบรกเกน โบน รีฟันด์ แอ็ดวานซ์ เป็นต้น
นายจัน เฮา ชอง แนะนำว่า สำหรับผู้ที่จะเริ่มทำประกันในวัย 50 ปีขึ้นไปนั้นยังสามารถทำได้ แต่จะต้องพิจารณาในหลายๆ ปัจจัย เช่น ปัจจัยด้านสุขภาพที่อาจมีโรคประจำตัวหรือประวัติการเจ็บป่วย ซึ่งอาจส่งผลต่อเบี้ยประกันภัยที่บริษัท สามารถปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยได้ หรือมีข้อยกเว้นความคุ้มครองสำหรับโรคที่เป็นมาก่อนการทำประกัน
โดยแบบประกันที่เหมาะกับมือใหม่ที่ต้องการวางแผนทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ สำหรับวัยนี้ ควรจะเป็นแบบประกันที่มีความคุ้มครองพื้นฐานที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ครบทุกด้าน โดยมีความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ หรือโรคร้ายแรง เช่น แบบไทยประกันชีวิต สูงวัยไร้กังวล (เพื่อผู้สูงอายุ), แบบประกันสุขภาพ เฮลท์ ฟิต ดีดี หรือแบบประกันเฮลท์ ฟิต ซีเนียร์ ซีไอ เป็นต้น ซึ่งแบบประกันเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระทางการเงินในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด และให้ความคุ้มครองการรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย รวมถึงมีความคุ้มครองโรคร้ายแรงสำหรับผู้สูงอายุอีกด้วย
ส่วนในกรณีที่เคยทำประกันชีวิตหรือสุขภาพอยู่แล้ว และต้องการทำประกันเพิ่ม ก็สามารถเลือกพิจารณาแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุ และความคุ้มครองโรคร้ายแรงสำหรับการรักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคมะเร็ง, โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน, โรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเสริมความคุ้มครองในกรณีที่มีความความเสี่ยงจากโรคประจำตัวหรือโรคร้ายแรงที่พบได้บ่อยในวัยนี้
โดยแบบประกันที่แนะนำ ได้แก่ แบบประกันอุบัติเหตุ โบรกเกน โบน, แบบประกันพร้อมเพย์ 108 โรคร้าย, หรือแบบประกันเฮลท์ ฟิต ซีเนียร์ ซีไอ ซึ่งเป็นแบบประกันให้ความคุ้มครองครอบคลุมอุบัติเหตุและโรคร้ายแรงได้อย่างครบถ้วน
ปั้นประกันสูงวัยตอบโจทย์
[caption id="attachment_168391" align="aligncenter" width="750"]
นางสาวชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย[/caption]
นางสาวชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย เปิดเผยว่า สำหรับกลุ่มลูกค้าวัย 50 ปีขึ้นไปนั้น เอไอเอ ได้พัฒนา แบบประกันเพื่อผู้สูงอายุซึ่งเป็นแบบประกันที่ลูกสามารถทำประกันเพื่อให้ความคุ้มครองพ่อแม่ หรือกลุ่มวัยอิสระที่ต้องการสร้างความคุ้มครอง การออมให้กับตนเองได้ อย่างประกันชีวิต 50 อัพ (เพื่อผู้สูงอายุ) ซึ่งเป็นประกันชีวิตแบบตลอดชีพ รับประกันตั้งแต่อายุ 50-70 ปี ให้ความคุ้มครองชีวิตถึงอายุ 90 ปี จ่ายเบี้ยประกันเริ่มต้นวันละ 9 บาท
สำหรับประกันชีวิต 50 อัพ (เพื่อผู้สูงอายุ) จุดเด่นคือ การจ่ายเบี้ยประกันคงที่ตลอดระยะเวลาสัญญา เริ่มต้นวันละ 9 บาท เพิ่มความคุ้มครองให้ปีละ 10% ตั้งแต่ปีที่ 4 จนความคุ้มครองสูงสุดถึง 150% ในปีที่ 8 วงเงินสูงสุด 450,000 บาท โดยผู้หญิงจะจ่ายเบี้ยถูกกว่าผู้ชาย 11% คุ้มครองตลอดชีวิต หรืออายุครบ 90 ปี ไม่ตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ กรณีเสียชีวิต หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตระหว่างอายุ 50-90 ปี ผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินเอาประกันเต็มจำนวน
“อย่างไรก็ตาม แบบประกันชีวิต 50 อัพ (เพื่อผู้สูงอายุ) จะให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว โดยในกรณีเสียชีวิตภายใน 2 ปีแรก บริษัทจะคืนเบี้ยที่ชำระ พร้อมเงินเพิ่ม 2% แต่หากเสียชีวิตในปีที่ 3 เป็นต้นไป จะได้รับความคุ้มครองเต็มทุนประกัน”
นอกจากนี้ เอไอเอได้นำเสนอแบบประกันบำนาญ ได้ชัวร์ ที่สามารถเลือกแผนการชำระเบี้ยได้ 2 แบบ คือ ชำระเบี้ย 9 ปี รับประกันตั้งแต่อายุ 20-50 ปี ตัวอย่างเช่น เพศชาย อายุ 50 ปี ทุนประกัน 100,000 บาท จ่ายเบี้ยประกันปีละ 32,800 บาท เพศหญิงจ่ายเบี้ยประกันปีละ 34,000 บาท หากเลือกชำระเบี้ยประกันไปจนถึงอายุ 60 ปี จะรับประกันตั้งแต่อายุ 20 ปีไปถึงอายุ 55 ปี ตัวอย่างเช่น เพศชายอายุ 50 ปี ทุนประกัน 100,000 บาท จ่ายเบี้ยประกันปีละ 29,200 บาท เพศหญิงจ่ายเบี้ยประกันปีละ 30,400 บาท
โดยจะได้รับผลประโยชน์ ดังนี้ กรณีเสียชีวิตในช่วงก่อนรับเงินบำนาญ จะได้รับเงิน 110% ของเบี้ยประกันภัยหลักที่บริษัทได้รับชำระมาแล้วทั้งหมด หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตระหว่างปีกรมธรรม์บริษัทจะคำนวณเบี้ยประกันภัยดังกล่าวให้เต็มปีกรมธรรม์ หรือรับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ส่วนกรณีเสียชีวิตในช่วงรับเงินบำนาญ บริษัทจะจ่ายผลประโยชน์ ดังนี้ 1.เบี้ยประกันภัยหลักที่บริษัทได้รับชำระมาทั้งหมด หักด้วยเงินบำนาญที่บริษัทได้จ่ายให้ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว 2.หากเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับเงินบำนาญครบ 15 ปี บริษัทจะจ่ายมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญ ตามตารางมูลค่าปัจจุบัน ของเงินบำนาญ และเงินบำนาญที่ยังไม่ได้จ่ายในปีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า
นางสาวชลิดาแนะนำต่อว่า การทำประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุเป็นอีกหนึ่งที่สำคัญ ดังนั้น เอไอเอ จึงได้นำเสนอ แบบประกันอุบัติเหตุ ผู้สูงอายุ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ และยังช่วยในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุด้วย เนื่องจากเบี้ยประกันภัยของประกันอุบัติเหตุจะต่ำกว่าประกันสุขภาพมาก ทำให้ผู้เอาประกันสามารถเข้าถึงความคุ้มครองได้ง่ายขึ้น
“อย่างไรก็ตาม ประกันอุบัติเหตุยังมีข้อจำกัด คือจะให้ความคุ้มครองเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น แต่จะไม่ครอบคลุมถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ดังนั้น หากมีงบประมาณที่เพียงพอก็ควรจะทำประกันสุขภาพให้ครอบคลุมทั้งค่ารักษาจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุด้วย”
โดย กองบรรณาธิการ การเงินธนาคาร
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงประกันภัย ทั้งหมด ได้ที่นี่
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2568 ฉบับที่ 516 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/