โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เฟรเซอร์สฯ มองภาพใหญ่ เศรษฐกิจ-อสังหาฯไทยฟื้นปี70 ปรับทำคอนโดหรูหลังสวน-ขยายกลุ่มนิคมฯ

The Better

อัพเดต 18 มี.ค. 2568 เวลา 16.01 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2568 เวลา 15.40 น. • THE BETTER
เฟรเซอร์สฯ ปรับพอร์ตสินค้าเพิ่มกลุ่มลักซูรี่ เปิดตัว ‘เมย์แฟร์’ แบรนดเด็ดคอนโดหรูหลังสวน ลุยโครงการอยู่อาศัยในนิคมฯอารยะ รับแรงงานเข้าไทยในอนาคต

สมบูรณ์ วศินชัชวาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT เปิดเผยว่า บริษัทฯ เดินหน้าขยายโครงการอสังหาริมทรัพย์รองรับการเติบโตในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับทำเลศักยภาพสูง ได้แก่ คอนโดมิเนียมระดับหรูย่านบางนา และ โครงการที่อยู่อาศัยในนิคมอุตสาหกรรมอารยะ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น

โดย บริษัทฯ จะขยายพอร์ตไปกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับบนมากขึ้น โดยมีโครงการใหม่ ปี 2568 ที่เป็นไฮไลต์ อาทิ

  • แกรนด์ ริเวอร์ฟอนต์ ราชพฤกษ์-พระรามห้า มูลค่า 2,200 ล้านบาท (อยู่ในเซกเมนต์ลักซูรี ระดับราคา 25-50 ล้านบาท)
  • แกรนด์ดิโอ 2 โครงการ (เซกเมนต์ระดับบน ราคา 10-25 ล้านบาทในต่างจังหวัดครั้งแรก) นำร่อง จังหวัด นครราชสีมา และ จังหวัดขอนแก่น มูลค่ารวม 3,331 ล้านบาท

เดอะ แกรนด์ ราชพฤกษ์ – พระราม 5 หนึ่งในโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2568 เป็นโครงการที่ได้รับการรับรองโครงการบ้านเดี่ยว มาตรฐานอาคารเขียว LEED ในระดับ Gold แห่งแรกในไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีราคาเริ่มต้น 20 ล้านบาท

สมบูรณ์ กล่าวว่า ขณะที่ก่อนหน้ากลุ่มสินค้าหลักของบริษัทฯ มีแบรนด์ทาวน์โฮม Golden Town ระดับราคา 3-5 ล้านบาท แต่ในปีนี้บริษัทฯ พัฒนาแบรนด์ที่อยู่อาศัยใหม่ เพื่อเข้าถึงกำลังซื้อระดับสูงมากขึ้น อาทิ

  • GRAMOUR (บ้านเดี่ยว) กลุ่ม High Class ระดับราคา 10-25 ล้านบาท
  • GRAVITE (บ้านเดี่ยว-บ้านแฝด) กลุ่ม Upper Class ระดับราคา 8-10 ล้านบา
  • GOLDINA (พรีเมียมทาวน์โฮม) เซกเมนต์ Upper Class ระดับราคา 5-8 ล้านบาท

“สถานการณ์กำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ทำให้บริษัทฯ ชะลอการลงทุนโครงการอสังหาฯ ระดับกลาง-ล่าง จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กระทบตลาดอสังหาฯในประเทศที่คาดว่าจะกลับมาปกติในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2570” สมบูรณ์ กล่าว

โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีแผนเบื้องเปิดตัว 6 โครงการใหม่ มูลค่า 9,803 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • บ้านเดี่ยว 3 โครงการ มูลค่า 5,531 ล้านบาท
  • บ้านแฝด 1 โครงการ มูลค่า 2,800 ล้านบาท
  • ทาวน์โฮม 1 โครงการ มูลค่า 1,022 ล้านบาท
  • คอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 450 ล้านบาท

“ปีนี้ เปิดตัวโครงการใหม่เท่ากับปีก่อน เพื่อทดแทน 8 โครงการเดิม มูลค่า 10,892 ล้านบาท ที่ปิดการขายเรียบร้อย ทำให้ปัจจุบันเฟสเซอร์ส มีโครงการอยู่ในมือทั้งหมด 75 โครงการ มูลค่า 104,935 ล้านบาท“

ทำคอนโดหรู-ที่อยู่อาศัยนิคมฯ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ คอนโดมิเนียมรูปแบบ Branded Residences ชื่อ ‘เมย์แฟร์’ บนทำเลซอยหลังสวน มูลค่า 8,000 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 500,000 บาท/ตร.ม. ปัจจุบันอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดเปิดตัวปี 2569

รวมถึงแผนในอีก 3 ปีข้างหน้า บริษัทฯ เตรียมทำโครงการที่อยู่อาศัยในนิคมอุตสาหกรรมอารยะ ย่านบางนา โดยบริษัทจะพัฒนาเฟสแรกบนพื้นที่ 200 ไร่ มีทั้งรูปแบบบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม เพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยจากแรงงานในนิคมฯ ที่จะทยอยเข้ามาทำงานในอนาคตเมื่อนิคมฯก่อสร้างแล้วเสร็จ

“บริษัทที่ซื้อพื้นที่ในนิคมอารยะฯ เริ่มทำการก่อสร้างโรงงานขึ้นแล้ว คาดใช้เวลาสร้าง 1 ปี ก่อนที่พนักงานโรงงานจะทยอยเข้ามาทำงาน เราเตรียมที่ดิน 5-10 ไร่ ทำอพาร์ตเมนต์ให้เช่าเพื่อรองรับ” สมบูรณ์ เสริม

อสังหาฯแข่งดุ-กำไรหด

พร้อมกล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมอสังหาฯไทย ในขณะนี้ มีการแข่งขันสูง กดดันอัตรากำไรขั้นต้นของผู้ประกอบการเหลือ 25-27% จากเดิมที่ 30% ส่วนยอดขายชะลอตัวลง ทำให้โครงการที่อยู่อาศัยที่อาจปิดโครงการภายใน 4 ปี ขยายเป็น 6 ปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น คิดเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ของมูลค่าโครงการ

“จากนี้อาจพัฒนาโครงการเล็กลง เพื่อรีเทิร์นเงินให้เร็วที่สุด เช่น จากซื้อที่ดิน 30-40 ไร่ เหลือ 20-25 ไร่ ทำให้พัฒนาบ้านลดลงเหลือ 200 ยูนิต จากเดิม 300-400 ยูนิต เป็นต้น” สมบูรณ์ กล่าวพร้อมเสริมว่า

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะให้ความระมัดระวังการลงทุนอย่างเข้มงวด หากไม่มีความต้องการมากพอก็จะชะลอการลงทุน แต่หากกำลังซื้อฟื้นตัวก็จะค่อย ๆ ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้น จากปีนี้ 1.1 หมื่นล้าน ปีต่อ ๆ ไปอาจตั้งเป็น 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ เฟรเซอร์สตั้งเป้ารายได้ปี 2568 ที่ 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน โดยจะทยอยขยายโครงการเมื่อเห็นสัญญาณฟื้นตัวของตลาดอสังหาฯ อย่างชัดเจนในปี 2570

ปัจจัยที่ทำให้ตลาดฟื้นตัวในปี 2570 ได้แก่

  • เศรษฐกิจฟื้นตัว หลังจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว คาดว่าการจ้างงานและกำลังซื้อจะกลับมา
  • ดีมานด์อสังหาหรูเพิ่มขึ้น ตลาดที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ยังคงแข็งแกร่ง
  • นิคมอุตสาหกรรมเติบโต: ความต้องการที่อยู่อาศัยจากแรงงานและพนักงานในเขตนิคมฯ เพิ่มขึ้น
  • การปรับแผนการลงทุนให้เหมาะสม: พัฒนาโครงการขนาดเล็กลงเพื่อให้คืนทุนเร็วขึ้น
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...