โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เด้งรับ “มติคณะกรรมการไตรภาคี” ขึ้นค่าจ้าง 2-16 บาท/วัน

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 20 ธ.ค. 2566 เวลา 17.16 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2566 เวลา 10.16 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพ 20 ธ.ค. – สภาองค์การนายจ้างฯ เด้งรับมติ “คณะกรรมการไตรภาคี” ยึดขึ้นค่าจ้างอัตราเดิมที่ปรับขึ้น 2-16 บาท/วัน ตอกย้ำจุดยืนการเมืองไม่แทรกแซงหากเปลี่ยนแปลงเท่ากับจะสร้างบรรทัดฐานใหม่

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการค่าจ้างหรือ ไตรภาคีโดยเฉพาะกรรมการฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างที่ไม่ยอมให้ภาคการเมืองเข้ามาแทรกแซงโดยหลังจากที่มีการถอนวาระออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 12 ธ.ค.66 ทั้งที่เป็นวาระเพื่อทราบเพราะคณะกรรมการไตรภาคีได้มีมติเป็นเอกฉันท์ไปแล้วแต่การประชุมรอบ 2 ยังคงยืนยันมติเดิมโดยให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่ม 2-16 บาท/วัน หรือเพิ่มขึ้น 2.37% ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศโดยจังหวัดภูเก็ตปรับสูงสุดเป็น 370 บาท/วันหรือขึ้น 16 บาท/วันส่วน 3 จังหวัดชายแดนใต้ (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา)ขึ้น 2 บาท/วันเป็น 330 บาท/วัน เป็นต้น

“การประชุมไตรภาคีครั้งที่ 2 วันที่ 20 ธ.ค. ยืนยันค่าจ้างอัตราเดิมตามที่เคยมีมติไปแล้วเมื่อ 8 ธ.ค.66 ซึ่งสวนทางกับความต้องการของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ทบทวนค่าจ้างใหม่ซึ่งออกมาต่างจากการหาเสียงไว้ ประเด็นนี้ถือเป็นการยึดมั่นในหลักการของคณะกรรมการไตรภาคีโดยเฉพาะฝ่ายลูกจ้างที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง ซึ่งจะกลายเป็นบรรทัดฐาน” นายธนิต กล่าว

ทั้งนี้การประชุมมีการชงเรื่องความเห็นของรัฐมนตรีและนำสูตรที่ใช้ในการคำนวณค่าจ้างซึ่งทางฝ่ายรัฐได้จัดทำขึ้นมาใหม่อาจทำให้ค่าจ้างสูงขึ้น เช่น กทม.ปรับขึ้นจาก 10 บาท/วันเป็น 26 บาท/วัน แต่ละจังหวัดก็จะปรับขึ้นในสัดส่วนดังกล่าวแต่ที่กรรมการฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างเห็นว่าตัวเลขไม่มีที่มาและที่ไปจึงไม่ยอมกับสูตรใหม่นี้ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบปรับสูตรค่าจ้างใหม่เป็นการปรับสูตรในรอบ 6 ปีซึ่งจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการปรับสูตรค่าจ้างอัตราใหม่แต่จะไม่มีผลต่ออัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศใช้ในปี 2567

“ไตรภาคีภาคเอกชนและแรงงานเห็นตรงกันว่าค่าจ้างที่สูงตามการหาเสียงของพรรคการเมืองหากมีการปรับจะกระทบต่อการลงทุน สถานประกอบการทั้งภาคการผลิตและบริการโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม(SME) จะอยู่ยากเพราะสภาพเศรษฐกิจยังคงเปราะบางในปีหน้าที่แนวโน้มการทำงานไม่เต็มเวลาหรือการปิดกิจการจะสูงขึ้น”นายธนิต กล่าว-513-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...