ปวดหลังแบบไหนอันตราย สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
คอลัมน์ : สุขภาพดีกับรามาฯ ผู้เขียน : ผศ.นพ.ปิลันธน์ ใจปัญญา ศัลยกรรมกระดูกและข้อ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
“ปวดหลัง” อาการที่หลายคนกำลังประสบปัญหาไม่ว่าจะเป็นวัยเรียน วัยทำงาน หรือวัยสูงอายุ ซึ่งบางคนอาจไม่ได้มีอาการปวดรุนแรงมากนัก สามารถหายเองหรือบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นได้จากการกินยาและยืดกล้ามเนื้อส่วนหลัง แต่ในบางคนอาจมีอาการรุนแรงเป็นระยะเวลานานจนเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งอาการปวดหลังในลักษณะนี้มีความจำเป็นที่ต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและการรักษาที่ถูกต้อง
อาการปวดหลังที่บ่งบอกว่าเสี่ยงอันตรายและควรรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่ ปวดหลังเรื้อรังติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน, ปวดแบบเฉียบพลันอาการไม่ทุเลาเมื่อได้พัก, ปวดจนต้องตื่นมากลางดึก, ปวดหลังร้าวลงสะโพก ขา น่อง หรือเท้า, ปวดรุนแรงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้, ปวดหลังจากการได้รับบาดเจ็บหรือหกล้ม, ปวดร่วมกับอาการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ขาอ่อนแรง ชาบริเวณเท้า ขา หรือรอบทวารหนัก คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ และน้ำหนักตัวลดลงผิดปกติ
อาการปวดหลังสามารถแบ่งออกได้หลายส่วน ได้แก่ ส่วนบน ส่วนด้านซ้าย ด้านขวา และส่วนล่าง ซึ่งอาการปวดหลังในแต่ละส่วนสามารถบอกได้ว่ามีความเสี่ยงโรคอะไรบ้าง
อาการปวดหลังส่วนบน อาจมีอาการที่ร่วมกับอาการปวดคอ บ่า ไหล่ แขน และมืออ่อนแรงร่วมด้วย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเสี่ยงโรคกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมทับเส้นประสาท โรคหมอนรองกระดูกคอ หรือโรคของกล้ามเนื้อ เช่น ออฟฟิศซินโดรม
อาการปวดหลังด้านซ้ายหรือด้านขวา มักเกิดจากกล้ามเนื้อที่หลังผิดปกติ ข้อต่อกระดูกส่วนอก ประสบอุบัติเหตุ เกิดการกระแทก หรือยกของหนักมากเกินไป เสี่ยงโรคกระดูกซี่โครงอ่อนบาดเจ็บรวมไปถึงโรคของกล้ามเนื้อร่วมด้วย
อาการปวดหลังช่วงเอวหรือส่วนล่าง อาจมีสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง ใช้เวลาไปกับการนั่งหรือยืนนานเกินไป มีน้ำหนักตัวที่มากเกิน เป็นสัญญาณเตือนของโรคที่อาจพบได้บ่อย เช่น โรคหมอนรองกระดูก กระดูกสันหลังติดเชื้อ หรือการผิดรูปของกระดูกสันหลัง
อาการปวดหลังส่วนล่างก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากมีอาการปวดหลังส่วนล่างเป็นระยะเวลานานควรรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง มีทั้งการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการเล่นกีฬา, ภาวะกระดูกพรุนหรือเปราะบาง, ความผิดปกติของกระดูกสันหลังตั้งแต่กำเนิด เช่น กระดูกสันหลังคด, ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไป, การนั่งทำงานนาน ๆ หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ, ขาดการออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังไม่แข็งแรง, ยกของ ใช้แรงผลักหรือดึงทำให้กระดูกสันหลังบิด, โรคอื่น ๆ ที่ทำให้ปวดร้าวมาที่หลัง เช่น โรคไต โรคเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก
อาการปวดหลังที่เกิดจากกล้ามเนื้อหดเกร็งเนื่องจากเคลื่อนไหวผิดท่า หรือจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานสามารถบรรเทาอาการปวดหลังเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ดังนี้
ประคบร้อนและเย็น การประคบเย็นจะมีส่วนช่วยลดการอักเสบได้ดี แนะนำประคบเย็นในช่วงที่เพิ่งเริ่มปวดหรืออักเสบ 48 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นให้เปลี่ยนเป็นประคบร้อนแทน โดยวางถุงน้ำแข็งลงบนบริเวณหลังที่มีอาการปวดไว้ 20 นาที ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งการประคบร้อนจะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ช่วยให้หลอดเลือดขยาย การไหลเวียนเลือดดีขึ้นทำให้อาการปวดบรรเทาลงเป็นเวลา 15-20 นาที
รับประทานยาหรือทายาแก้ปวด เมื่อมีอาการปวดหลังสามารถบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยการรับประทานยาที่ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดหลัง และทาครีมบรรเทาอาการปวดหรือใช้แผ่นแปะที่สามารถบรรเทาอาการปวดหลังได้
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมในชีวิตประจำวันอาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลังได้ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมให้มีความเหมาะสม เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ยกของหนักมากเกินไป ปรับระดับโต๊ะทำงานและเก้าอี้ให้มีความสัมพันธ์กัน หรือหลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูงเป็นเวลานาน
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาการปวดหลังอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหลังที่ตึง ซึ่งการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ป้องกันกล้ามเนื้ออักเสบและการปวดหลังจากการทำกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันได้
วิธีการรักษา อาการปวดหลังกำลังประสบปัญหาอาจมีสาเหตุของอาการมาจากหลายสาเหตุ ทำให้วิธีการรักษามีความแตกต่างกันออกไป ดังนี้ รักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวด, ทายานวดเพื่อลดอาการปวด, ทำกายภาพบำบัด, ออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง, เปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน, ควบคุมน้ำหนัก, รักษาด้วยการฉีดยาลดการอักเสบ, ผ่าตัดเพื่อลดการกดทับเส้นประสาท
อาการปวดหลังที่พบส่วนใหญ่อาจเกิดจากกล้ามเนื้อที่หลังอักเสบ จากพฤติกรรมความเคยชินในชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การยกของหนักในท่าทางที่ผิด หรือการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวผิดท่า ซึ่งสามารถให้ดีขึ้นได้จากการรับประทานยาหรือทายาบรรเทาอาการปวด
ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเรื้อรังมากกว่า 3 เดือน โดยไม่สามารถบรรเทาอาการปวดด้วยการทายาหรือรับประทานยาร่วมกับอาการที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จำเป็นต้องรีบเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปวดหลังแบบไหนอันตราย สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net