โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปวดหลังแบบไหนอันตราย สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ส.ค. 2567 เวลา 01.03 น. • เผยแพร่ 02 ส.ค. 2567 เวลา 01.03 น.

คอลัมน์ : สุขภาพดีกับรามาฯ ผู้เขียน : ผศ.นพ.ปิลันธน์ ใจปัญญา ศัลยกรรมกระดูกและข้อ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

“ปวดหลัง” อาการที่หลายคนกำลังประสบปัญหาไม่ว่าจะเป็นวัยเรียน วัยทำงาน หรือวัยสูงอายุ ซึ่งบางคนอาจไม่ได้มีอาการปวดรุนแรงมากนัก สามารถหายเองหรือบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นได้จากการกินยาและยืดกล้ามเนื้อส่วนหลัง แต่ในบางคนอาจมีอาการรุนแรงเป็นระยะเวลานานจนเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งอาการปวดหลังในลักษณะนี้มีความจำเป็นที่ต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและการรักษาที่ถูกต้อง

อาการปวดหลังที่บ่งบอกว่าเสี่ยงอันตรายและควรรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่ ปวดหลังเรื้อรังติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน, ปวดแบบเฉียบพลันอาการไม่ทุเลาเมื่อได้พัก, ปวดจนต้องตื่นมากลางดึก, ปวดหลังร้าวลงสะโพก ขา น่อง หรือเท้า, ปวดรุนแรงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้, ปวดหลังจากการได้รับบาดเจ็บหรือหกล้ม, ปวดร่วมกับอาการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ขาอ่อนแรง ชาบริเวณเท้า ขา หรือรอบทวารหนัก คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ และน้ำหนักตัวลดลงผิดปกติ

อาการปวดหลังสามารถแบ่งออกได้หลายส่วน ได้แก่ ส่วนบน ส่วนด้านซ้าย ด้านขวา และส่วนล่าง ซึ่งอาการปวดหลังในแต่ละส่วนสามารถบอกได้ว่ามีความเสี่ยงโรคอะไรบ้าง

อาการปวดหลังส่วนบน อาจมีอาการที่ร่วมกับอาการปวดคอ บ่า ไหล่ แขน และมืออ่อนแรงร่วมด้วย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเสี่ยงโรคกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมทับเส้นประสาท โรคหมอนรองกระดูกคอ หรือโรคของกล้ามเนื้อ เช่น ออฟฟิศซินโดรม

อาการปวดหลังด้านซ้ายหรือด้านขวา มักเกิดจากกล้ามเนื้อที่หลังผิดปกติ ข้อต่อกระดูกส่วนอก ประสบอุบัติเหตุ เกิดการกระแทก หรือยกของหนักมากเกินไป เสี่ยงโรคกระดูกซี่โครงอ่อนบาดเจ็บรวมไปถึงโรคของกล้ามเนื้อร่วมด้วย

อาการปวดหลังช่วงเอวหรือส่วนล่าง อาจมีสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง ใช้เวลาไปกับการนั่งหรือยืนนานเกินไป มีน้ำหนักตัวที่มากเกิน เป็นสัญญาณเตือนของโรคที่อาจพบได้บ่อย เช่น โรคหมอนรองกระดูก กระดูกสันหลังติดเชื้อ หรือการผิดรูปของกระดูกสันหลัง

อาการปวดหลังส่วนล่างก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากมีอาการปวดหลังส่วนล่างเป็นระยะเวลานานควรรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง มีทั้งการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการเล่นกีฬา, ภาวะกระดูกพรุนหรือเปราะบาง, ความผิดปกติของกระดูกสันหลังตั้งแต่กำเนิด เช่น กระดูกสันหลังคด, ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไป, การนั่งทำงานนาน ๆ หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ, ขาดการออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังไม่แข็งแรง, ยกของ ใช้แรงผลักหรือดึงทำให้กระดูกสันหลังบิด, โรคอื่น ๆ ที่ทำให้ปวดร้าวมาที่หลัง เช่น โรคไต โรคเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก

อาการปวดหลังที่เกิดจากกล้ามเนื้อหดเกร็งเนื่องจากเคลื่อนไหวผิดท่า หรือจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานสามารถบรรเทาอาการปวดหลังเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ดังนี้

ประคบร้อนและเย็น การประคบเย็นจะมีส่วนช่วยลดการอักเสบได้ดี แนะนำประคบเย็นในช่วงที่เพิ่งเริ่มปวดหรืออักเสบ 48 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นให้เปลี่ยนเป็นประคบร้อนแทน โดยวางถุงน้ำแข็งลงบนบริเวณหลังที่มีอาการปวดไว้ 20 นาที ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งการประคบร้อนจะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ช่วยให้หลอดเลือดขยาย การไหลเวียนเลือดดีขึ้นทำให้อาการปวดบรรเทาลงเป็นเวลา 15-20 นาที

รับประทานยาหรือทายาแก้ปวด เมื่อมีอาการปวดหลังสามารถบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยการรับประทานยาที่ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดหลัง และทาครีมบรรเทาอาการปวดหรือใช้แผ่นแปะที่สามารถบรรเทาอาการปวดหลังได้

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมในชีวิตประจำวันอาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลังได้ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมให้มีความเหมาะสม เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ยกของหนักมากเกินไป ปรับระดับโต๊ะทำงานและเก้าอี้ให้มีความสัมพันธ์กัน หรือหลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูงเป็นเวลานาน

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาการปวดหลังอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหลังที่ตึง ซึ่งการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ป้องกันกล้ามเนื้ออักเสบและการปวดหลังจากการทำกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันได้

วิธีการรักษา อาการปวดหลังกำลังประสบปัญหาอาจมีสาเหตุของอาการมาจากหลายสาเหตุ ทำให้วิธีการรักษามีความแตกต่างกันออกไป ดังนี้ รักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวด, ทายานวดเพื่อลดอาการปวด, ทำกายภาพบำบัด, ออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง, เปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน, ควบคุมน้ำหนัก, รักษาด้วยการฉีดยาลดการอักเสบ, ผ่าตัดเพื่อลดการกดทับเส้นประสาท

อาการปวดหลังที่พบส่วนใหญ่อาจเกิดจากกล้ามเนื้อที่หลังอักเสบ จากพฤติกรรมความเคยชินในชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การยกของหนักในท่าทางที่ผิด หรือการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวผิดท่า ซึ่งสามารถให้ดีขึ้นได้จากการรับประทานยาหรือทายาบรรเทาอาการปวด

ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเรื้อรังมากกว่า 3 เดือน โดยไม่สามารถบรรเทาอาการปวดด้วยการทายาหรือรับประทานยาร่วมกับอาการที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จำเป็นต้องรีบเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปวดหลังแบบไหนอันตราย สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...