โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดราม่าคนอีสาน: นักประวัติศาสตร์ชี้พฤติกรรม "เหยียดคนอีสาน" สะท้อนปัญหาหลายมิติในสังคมไทย

Khaosod

อัพเดต 08 พ.ย. 2564 เวลา 12.59 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2564 เวลา 12.59 น.

คำว่า "อีสาน" เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบริบทสังคมการเมืองไทยมาแล้วกว่า 120 ปี ซึ่งนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ระบุว่า นอกจากจะเป็นผลิตผลจากรัฐราชการรวมศูนย์แล้ว ยังปลูกฝังแนวความคิดการมองคนไม่เท่ากันและตอกย้ำความเลื่อมล้ำทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่ยังแก้ไขไม่ได้

การเปิดห้องสนทนาในแอปพลิเคชัน "คลับเฮาส์" ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์คนอีสานในเชิงเหยียดหยามสีผิว ปัญหาครอบครัวและวัฒนธรรมการรับประทานอาหาร เมื่อคืนวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีผู้นำคลิปเสียงที่บันทึกการสนทนามาเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดกระแสพูดถึงในทวิตเตอร์จนทำให้ #คลับเฮาส์toxic ขึ้นสู่อันดับ 1 เทรนด์ทวิตเตอร์ในเวลาต่อมา และกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เรื่องดังกล่าวยังสร้างความไม่พอใจต่อกลุ่มชาวอีสานด้วย โดยเมื่อวานนี้ (7 พ.ย.) นายคุ้มพงษ์ ภูมิภูเขียว ตัวแทนกลุ่ม "คนอีสาน..บ่ทน" ได้กล่าวปราศรัยพร้อมป้ายข้อความว่า "หยุด ย่ำยี เหยียดหยาม คนอีสาน" อ่านแถลงการณ์ ที่หน้า สภ. เมืองขอนแก่น ก่อนที่เข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวน เอาผิดกับคนที่มีพฤติกรรมย่ำยีและเหยียดหยามคนอีสานในห้องสนทนาคลับเฮาส์

ชาวอีสานทำอาหาร

"สิ่งที่เด็กดูถูกเป็นความรู้สึกเชิงชาติพันธุ์ เขาอาจจะไม่เข้าใจดีพอในทางวัฒนธรรม ทั้ง ๆ ที่ทั้งหมดคือส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำวันไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา อาหารการกิน ซึ่งถือว่าเป็นความหลากหลายมีสีสันมากกว่า" ผศ. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ให้บีบีซีไทยฟัง

ผศ. พิพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า การดูถูกหรือเหยียดคนอีสานหรือชาติพันธุ์อื่น ๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยบางส่วนยังมีปมปัญหาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ฝังลึกในระดับจิตสำนึก และการไม่เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างที่ดีพอ จึงทำให้มองคนไม่เท่ากัน ซึ่งไม่เป็นไปตามแนวความคิดตามระบอบประชาธิปไตย ที่ตั้งอยู่บนความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์

"เมื่อคนจำนวนหนึ่งมองคนไม่เท่ากัน ปมเหยียดคนอีสานจึงเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ"

วาทกรรม "คนอีสาน" ภาพแทน "จน โง่ เจ็บป่วย แห้งแล้ง"

อคติในเชิงชาติพันธุ์ของคนในเมืองหลวงต่อผู้อพยพจากภูมิภาคอื่น ๆ รวมทั้ง คนอีสานเริ่มมีให้เด่นชัดเจนผ่านการเข้ามาทำงานเป็นแรงงาน รับจ้างในเขตภาคกลางและภาคตะวันออกนับตั้งแต่การเริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก พ.ศ.2504-2509 ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นศูนย์กลางของความเจริญในทุก ๆ อย่าง

"เพราะการกระจายอำนาจที่ไม่เท่าเทียมจึงทำให้มีผู้คนจำนวนหนึ่งจากอีสานย้ายถิ่นฐานเพื่อมาหาเงิน สิ่งที่เป็นต้นทุนชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาคือ การขายแรงงาน ทำให้เกิดสิ่งที่ตามมาคือ ละครที่นำเสนอภาพลักษณ์ของคนอีสานว่าเป็นคนยากจน" ผศ. พิพัฒน์กล่าว

scene

ในบทความเรื่อง "วาทกรรมคนอีสานผ่านพื้นที่อุดมคติในแบบเรียนสังคมศึกษาร่วมสมัยของไทย" โดย รศ. ดร. ชรินทร์ มั่งคั่ง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวารสารสังคมศาสตร์ฉบับเดือน ม.ค.- มิ.ย. 2560 ระบุถึงบทบาทสำคัญของแบบเรียนวิชาสังคมศึกษาในการสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายของรัฐในการพัฒนาภูมิภาค และสร้างภาพของคนอีสานให้กลายเป็นตัวแทนความยากจน ความโง่ ความเจ็บป่วย ความแห้งแล้ง เนื้อหาแบบเรียนในลักษณะนี้ถูกถ่ายทอดให้นักเรียนนับตังแต่การมีหลักสูตรแผนในปี 2503 จนถึงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี 2551

บทความนี้ยังได้วิเคราะห์ข้อมูลในแบบเรียนที่มีการนำเสนอภาพเกี่ยวกับสังคมอีสานในเชิงลบที่เกิดจากภูมิศาสตร์ทางกายภาพ ซึ่งปรากฏในงานของวิโรจน์ เอี่ยมเจริญ และอภิสิทธิ เอี่ยมหน่อ จากหนังสือเรียน "ภูมิศาสตร์ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปี 2551 และข้อมูลแบบเรียนที่เสนอมโนทัศน์สังคมอีสานที่คลาดเคลื่อนในการดำรงชีวิตซึ่งปรากฏในงานของกระมล ทองธรรมชาติ ในหนังสือ "หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม" ประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปี 2553 อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ดร. พิพัฒน์มองว่า หลังจากปี 2550 ก็เริ่มมีความพยายามของสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส และสื่อท้องถิ่นอย่าง เดอะอีสานเรคคอร์ด ที่เริ่มเปิดพื้นที่และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายเชิงชาติพันธุ์ รวมทั้งมีนักวิชาการที่เริ่มให้ความสำคัญกับงานวิจัยด้านนี้มากขึ้น ทำให้ผู้คนได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากขึ้น

ย้ำภาพความเลื่อมล้ำจากการบริหารแบบรัฐราชการรวมศูนย์

ในแง่ประชากรศาสตร์ ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่รวบรวมจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่แบ่งพื้นประเทศไทยเป็น 5 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และภาคใต้

ปี 2563 คนไทยแบ่งตามภูมิภาคเป็นอย่างไร. ประชากรทั้งหมด 66,186,727 คน. .

สถิติจำนวนประชากรในปี 2563 ระบุว่า ภาคอีสานมีประชากรมากที่สุดราว 21.84 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 33% ของประชากรทั้งหมด 66.19 ล้านคน รองลงมาคือ ภาคกลาง 26.1% ภาคเหนือ 18.1% ภาคใต้ 14.3% และกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 8.4%

ทว่า เมื่อพิจารณาจากผลิตภัณฑ์ภาคต่อหัว ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องชี้วัดภาวะเศรษฐกิจและสังคมในระดับภาคของไทย โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประจำปี 2562 พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่าเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ภาคต่อหัวน้อยที่สุดอยู่ที่ 86,171 บาทต่อปี

ผลิตภัณฑ์ภาคต่อหัวประจำปี 2562. . .

ผศ.พิพัฒน์มองข้อมูลดังกล่าวคือหนึ่งในบทสะท้อนความเลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมและการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจจากการบริหารงานแบบรัฐราชการรวมศูนย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีกระบวนการกระจายอำนาจไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด และไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวนาชาวสวน ทำให้รายได้กระจุกอยู่กับกลุ่มนายทุน

"สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และสะท้อนความเหลื่อมล้ำตลอดระยะเวลา 50 ปีนี้ คือ หลังฤดูการเก็บเกี่ยวชาวนาชาวสวนก็ต้องอพยพเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ หรือโรงงานอุตสาหกรรม" เขากล่าว

เพื่อให้สังคมให้มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อความหลายหลายทางชาติพันธุ์ นักวิชาการรายนี้มีข้อเสนอ 5 ประการ ดังนี้

  • ปรับปรุงระบบการศึกษา เนื่องจากหนังสือวิชากสังคมศึกษาสอนเพียงเรื่องวัฒนธรรมที่โดดเด่นของแต่ละภาค แต่ไม่ได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างของชาติพันธุ์และทางวัฒนธรรม
  • วิชาประวัติศาสตร์มักจะนำเสนอภาพของคนอีสานในฐานะที่เป็นกบฎ เช่น กบฎผีบุญ จึงต้องส่งกองทัพไปปราบเมื่อปี 2444 รวมทั้งการเกิดขึ้นของความเชื่อทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์
  • ตำราเรียนของไทยยังคงมีเนื้อหาตอกย้ำเกี่ยวกับเรื่องความจน ความยากแค้นของอีสานผ่านทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งทำให้เกิดจินตการให้คนอื่นมองว่าคนอีสานเป็นคนยากจนข้นแค้น
  • ในแง่ของวัฒนธรรม ต้องเน้นการอธิบายว่าลาวและไทยเป็นวัฒนธรรมที่ร่วมรากกันมา ไม่สามารถวัดได้ว่าใครสูงใครต่ำ
  • พัฒนาสื่อให้เล่าถึงการเท่าเทียมกันของคนให้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นด้านชาติพันธุ์ ซึ่งที่ผ่านมาก็เกิดดราม่าหรือประเด็นถกเถียงอยู่เสมอในสังคมไทย ไม่ใช่แค่เรื่องของคนอีสาน ยังมีเรื่องของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หรือแม้กระทั่งวัฒนธรรมของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น

ที่มาของคำว่า "อีสาน"

ดร. พิพัฒน์เล่าให้ฟังว่า ผลพวงจากการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสในเวียดนาม ลาว และกัมพูชาในทศวรรษ 2420-2430 ส่งผลให้รัฐสยามต้องทำการควบรวมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม เพราะในขณะนั้นยังไม่ได้ผนวกเข้ามาเป็นประเทศ ระบบแบบเดิมเป็นในลักษณะรัฐราชาธิราช กล่าวคือยอมให้มีเจ้าท้องถิ่นอยู่ภายในอาณัติของเจ้าจากกรุงสยาม ซึ่งรัฐสยามในขณะนั้นได้เรียนรู้ระบบการปกครอบแบบรัฐอาณานิคมจากอังกฤษมาจึงเริ่มใช้ระบบมณฑลขึ้นในปี 2436

โดยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในขณะนั้น ถูกแบ่งออกเป็นมณฑลตามชาติพันธุ์ เช่น มณฑลลาวกาว มณฑลลาวกลาง มณฑลลาวพวน แต่ด้วยความกังวลที่การตั้งชื่อมีคำว่า "ลาว" อยู่ด้วย ราชสำนักกรุงเทพฯ อาจจะกลายเป็นข้ออ้างอย่างหนึ่งของฝรั่งเศสในการควบรวมดินแดนกับเขตของลาวจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเรียกแทนตามทิศต่าง ๆ ในระหว่างปี 2442 -2443 หนึ่งในจำนวนมณฑลที่ได้รับการเปลี่ยนชื่อคือ มณฑลลาวกาว เปลี่ยนชื่อเป็น มณฑลอิสาน หรือ อีสาน ซึ่งมีศูนย์กลางบัญชาการอยู่ที่ จ. อุบลราชธานี

ครั้นมาถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนแปลงการจัดส่วนราชการบริหารส่วนภูมิภาคใหม่ โดยรวมมณฑลเทศาภิบาลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เป็นเขตการปกครองแบบ "ภาค" จึงทำให้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมดรวมกันเป็น "ภาคอีสาน" ในปี 2465

"นี่จึงเป็นที่มาของการเกิดสำนึกของความเป็นคนอีสานของคนในพื้นที่ที่รับรู้ว่า เป็นคนที่อยู่ภาคอีสาน โดยผ่านระบบการศึกษา การติดต่อราชการ และการรับรู้ข่าวสาร ในขณะเดียวกันคนในเขตกรุงเทพฯ หรือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาคือ ภาคกลาง" ผศ. พิพัฒน์อธิบาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...