โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เยือนอเมริกาในเวลาประกาศอิสรภาพจากโควิด (1) – วิลเลียมสเบิร์ก เมืองหลวงแห่งแรกของเวอร์จิเนีย

The101.world

เผยแพร่ 08 ก.ย 2564 เวลา 17.49 น. • The 101 World

ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เขียนซึ่งพิจารณาตัวเองแล้วว่าเป็นผู้ชายวัยฉกรรจ์อายุสามสิบกลางๆ ไม่มีโรคประจำตัวอื่นใด ดูท่าโอกาสที่จะได้คิวรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของไทยคงเป็นไปได้ยาก ผนวกกับการไม่ได้ออกเดินทางไปต่างประเทศมาปีกว่า ก็เริ่มรู้สึกอึดอัด ไม่มีเรื่องจะเขียน แถมวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกาที่มีอยู่เดิมก็ยังไม่หมดอายุ และเมื่อพลิกไปดูหน้าหนังสือเดินทางเล่มใหม่ที่ว่างเปล่าเลยตัดสินใจเดินทางไปฉีดวัคซีนที่สหรัฐอเมริกา แทนที่จะรอแบบไม่เห็นอนาคตอยู่ที่เมืองไทย

ต้องเล่าก่อนว่าในช่วงที่เตรียมเดินทาง สถานการณ์โควิดในสหรัฐอเมริกาดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการฉีดวัคซีนที่ได้ผล จนประธานาธิบดีโจ ไบเดน เตรียมประกาศอิสรภาพจากโรคโควิด-19 ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2021 และมีแผนจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่

ด้วยเหตุนี้ แผนการเดินทางของผู้เขียนจึงวางไว้ให้สอดคล้องกับงานฉลองประกาศอิสรภาพของอเมริกา และไหนๆ ก็ได้ไปเยือนอเมริกาในช่วงเวลาสำคัญทั้งที เลยถือโอกาสนี้ตามย้อนรอยการตั้งถิ่นฐานของชาวอาณานิคมดั้งเดิมก่อนจะเป็นอเมริกาตามประวัติศาสตร์ไปด้วยเสียเลย โดยเฉพาะในรัฐเวอร์จิเนียที่ได้รับสมญานามว่าเป็น 'มารดาของประธานาธิบดี' เพราะมีเมืองเก่าแก่และประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเสรีภาพและการประกาศอิสรภาพของอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นอาณานิคมเจมส์ทาวน์ ยอร์กทาวน์ อ่าวเชซาพีก ริชมอนด์ โดยเมืองหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางการปกครองในยุคก่อน ที่ถือว่าเป็นเมืองโบราณซึ่งเก็บบรรยากาศยุคแรกตั้งอาณานิคมได้ดีที่สุดคือ วิลเลียมสเบิร์ก (Colonial Williamsburg)

วิลเลียมสเบิร์กเป็นย่านเมืองเก่าสมัยศตวรรษที่ 17-18 ตั้งอยู่ในรัฐเวอร์จิเนีย ก่อตั้งขึ้นในราวๆ ปี 1699 หลังจากที่อาณานิคมเจมส์ทาวน์ได้ขยายตัวและขยับขึ้นมา เนื่องจากเรียนรู้ที่จะแลกเปลี่ยนค้าขายกับชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่าโพวาตัน จากการเป็นบ้านไร่ปลูกใบยาสูบและอ้อยในชื่อมิดเดิล แพลนเทชัน (Middle Plantation) ในเวลาถัดมา เมืองเล็กๆ ก็ได้ขยายเติบโตจนกลายเป็นเมืองใหญ่

วิลเลียมสเบิร์กจึงเป็นเมืองใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นฐานที่มั่นทางทหารและการเมืองการปกครอง เหล่าผู้อพยพจัดตั้งอาณานิคมเพื่อย้ายมาอาศัยอยู่ร่วมกันในเมืองใหม่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพยากร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างอาณานิคมเจมส์ทาวน์ ยอร์กทาวน์ และท่าเรือนอร์ฟอล์กของ อ่าวเชซาพีก

ในศตวรรษที่ 18 วิลเลียมสเบิร์กเป็นศูนย์กลางการปกครองและเมืองหลวงของอาณานิคมรัฐเวอร์จิเนีย ภายในเมืองมีอาคารรัฐสภาท้องถิ่น ศาล และยังมี 'จวนข้าหลวงใหญ่ต่างพระเนตรพระกรรณของกษัตริย์อังกฤษ' ตั้งอยู่ในเมือง ทำให้การค้าและชีวิตของชาวเมืองรุ่งเรืองตามมาเป็นลำดับ จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติอเมริกาขึ้นในปี 1776

ย้อนไปเมื่อปี 1775 ลอร์ดคอร์นวอลลิส ข้าหลวงใหญ่ประจำรัฐเวอร์จิเนีย เกิดความขัดแย้งกับสภาชาวเมือง (Council of the  Burgesses) ในเรื่องการเสียภาษีหลายอย่างและการบังคับให้สละอาวุธ ทำให้เหล่าสมาชิกแกนนำของสภาเมืองแห่งเวอร์จิเนีย เช่น จอร์จ วอชิงตัน (บ้านอยู่ที่เมาท์เวอร์นอน, อาร์ลิงตัน) โทมัส เจฟเฟอร์สัน (บ้านอยู่ที่มอนติเซลโล, ชาร์ล็อตส์วิลล์) หันไปเจรจาเพื่อเข้าร่วมกับฝ่ายกบฏสิบสามอาณานิคม และร่วมกันลงนามประกาศอิสรภาพต่ออังกฤษ ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 1776 ในที่สุด

เพราะความผิดพลาดของลอร์ดคอร์นวอลลิส ทำให้อาณานิคมที่เคยจงรักภักดีต่ออังกฤษมาโดยตลอดอย่างเวอร์จิเนียหันไปเป็นศัตรู และแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดของเวอร์จิเนีย อย่างจอร์จ วอชิงตัน ก็ได้ตัดสินใจหันปลายกระบอกปืนชี้เข้าใส่กองทัพอังกฤษด้วยเช่นกัน

ในปี 1781 หลังศึกยอร์กทาวน์เสร็จสิ้น ลอร์ดคอร์นวอลลิสพ่ายแพ้ต่อกองทัพภาคพื้นทวีปของสิบสามอาณานิคม ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงก่อตั้งขึ้นอย่างสมบูรณ์และสถาปนาเป็นประเทศที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ด้านอาคารศูนย์กลางการปกครองของอาณานิคมวิลเลียมสเบิร์กอย่างจวนข้าหลวงใหญ่และสภาแคปิตอลถูกเผาทำลายโดยฝีมือของทหารฝรั่งเศสพันธมิตร รัฐเวอร์จิเนียจึงจำเป็นต้องย้ายเมืองหลวงเข้าไปในฝั่งภาคพื้นทวีปมากขึ้น เพื่อป้องกันการโจมตีของทัพเรือ และกลายเป็นเมืองริชมอนด์ในปัจจุบัน

ทางฝั่งเมืองวิลเลียมสเบิร์กก็เสียความสำคัญทางการเมืองการปกครองไป เหลือไว้เพียงการเป็นเมืองการค้าระหว่างทางจากท่าเรือ แต่เพราะเหตุผลนี้เองที่ทำให้อาคารเก่าแก่ของวิลเลียมสเบิร์กรอดพ้นการเผาทำลายในยุคสงครามกลางเมืองอเมริกา และยืนยงเป็นหลักฐานการก่อตั้งอาณานิคมยุคต้นของอังกฤษในทวีปอเมริกามาจนถึงทุกวันนี้

เขตเมืองเก่าวิลเลียมสเบิร์กได้รับความสนใจบูรณะฟื้นฟูจากกลุ่มองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร และในปี 1993 คุณพ่ออธิการ W.A.R Goodwin เจ้าอาวาสประจำโบสถ์ บรูตัน พาริช เชิร์ช โบสถ์อันเก่าแก่แห่งเมือง วิลเลียมสเบิร์ก ก็ได้รณรงค์หาทุนเพื่อฟื้นฟูวิลเลียมสเบิร์กให้คืนสู่ภาพแห่งความรุ่งเรืองเฉกเช่นในอดีตอีกครั้ง เพื่อเป็นหลักฐานของประวัติศาสตร์และความก้าวหน้าในเสรีภาพของอเมริกา

โดยการฟื้นฟูครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนทุนอย่างเงียบๆ จาก จอห์น ดี ร็อกกีเฟลเลอร์ จูเนียร์ ซึ่งคอยซื้อบ้านเก่าที่เจ้าของไม่สามารถซ่อมแซมได้ หรือไม่ประสงค์จะอยู่อาศัยมาฟื้นฟู จนสามารถบูรณะเมืองให้กลับมาเป็นเหมือนสมัยศตวรรษที่ 18 ได้ในที่สุด โดยมีอาคารในเขตเมืองเก่าทั้งหมดกว่า 500 หลัง และแบ่งเป็นอาคารดั้งเดิมบูรณะใหม่ 88 หลัง ซึ่ง ณ เวลานี้ก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกประวัติศาสตร์ของชาติไปเรียบร้อยแล้ว

ในเวลาถัดมา ตระกูลร็อกกีเฟลเลอร์ได้จัดตั้ง 'มูลนิธิบริหารเขตโคโลเนียลวิลเลียมสเบิร์ก' เพื่อดูแลทำนุบำรุงและขายตั๋วให้คนทั่วไปได้มาเข้าชมเมืองเก่าแห่งนี้ ภายในเมืองมีการตระเตรียมพนักงานแต่งกายในชุด ย้อนยุคอาณานิคมไว้สำหรับบอกเล่าประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น (แอบกระซิบว่าพนักงานทุกคนอินกับบทบาทสุดๆ) เช่นกิจกรรมบอกเล่าประวัติศาสตร์ประจำวัน หรือการ ขี่รถม้าย้อนยุค ก็สามารถสัมผัสประสบการณ์ดังกล่าวได้ที่นี่

นอกจากนี้บรรดาร้านรวงต่างๆ ตั้งแต่ร้านเสื้อผ้า เครื่องเงิน นาฬิกา ร้านตีเหล็ก ช่างรองเท้า โรงเตี๊ยม ร้านอาหาร ยันร้านน้ำชากาแฟ ก็ถูกทำให้ย้อนกลับไปเหมือนเมื่อสมัย ศตวรรษที่ 18 ทั้งหมด รวมถึงยังมีการสร้างอาคารจวนข้าหลวงใหญ่และสภาเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ส่วนกิจกรรมเด็ดที่ทำให้เหล่าผู้มาเยือนต่างตื่นตาตื่นใจก็คงหนีไม่พ้นกิจกรรมทัวร์เล่าเรื่องสยองขวัญในยามค่ำคืน ที่บอกเลยว่าเล่นเอาขนหัวลุกกันสุดๆ !

แต่สำหรับผู้เขียนขอยกตำแหน่ง MVP ประจำเมืองเก่าแห่งนี้ให้กับเหล่าพนักงานที่มาแสดงจำลองประวัติศาสตร์ (historical reenactment) เป็นคนยุคอาณานิคมศตวรรษที่ 18 เพราะนอกจากจะอารมณ์ดี แล้วยังแม่นประวัติศาสตร์ ทุกคนสามารถเล่าเรื่องเสมือนกับว่าตนเองเป็นคนยุคนั้นจริงๆ สาเหตุอาจเป็นเพราะว่าพนักงานส่วนใหญ่ที่มาทำงานพาร์ทไทม์ ล้วนเป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยวิลเลียมแอนด์แมรี่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดอันดับ 2 ของอเมริกา โดยก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1693 ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย หากเราเดินเข้าไปถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วพวกเขาจะเล่าประวัติศาสตร์ให้ฟังแบบน้ำไหลไฟดับ

โคโลเนียลวิลเลียมสเบิร์กถือเป็นเขตเมืองเก่าดั้งเดิมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา และยังเป็นเมืองเก่าที่มีชีวิตผสมผสาน ระหว่างการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และเมืองที่คนสมัยใหม่ใช้ชีวิตเป็นปกติ เช่นในวิทยาลัยวิลเลียมแอนด์แมรี่ทางตะวันออกของเมืองเก่า รวมถึงยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงอีกด้วย เป็นเหตุให้เมืองแห่งนี้ได้รับความนิยมลำดับต้นๆ ของรัฐเวอร์จิเนีย ทั้งจากกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักเรียนที่มาทัศนศึกษาจากทั่วอเมริกา

ในช่วงที่ผู้เขียนเดินทางไปท่องเที่ยว ยอดผู้ติดเชื้อของอเมริกาลดลงจนเหลือหลักร้อย บางวันเหลือหลักหน่วย ทำให้งานเทศกาล การจัดคอนเสิร์ต และการเฉลิมฉลองต่างๆ เริ่มกลับคืนมาดังปกติ หน้าร้านค้าติดป้ายยินดีต้อนรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว (Fully Vaccinated) โดยไม่ต้องสวมหน้ากาก ร้านอาหารเองก็เต็มแน่นคึกคักไปด้วยผู้คน และประกาศรับสมัครพนักงานใหม่แทบทุกที่

เช่นในยามเย็นวันเสาร์ของวิลเลียมสเบิร์ก ก็มีงานคอนเสิร์ตเล็กๆ ของวงแจ๊สเครื่องเป่าทองเหลือง โดยนักร้องนำกล่าวเปิดคอนเสิร์ตอย่างอบอุ่นใจว่า

“At last, we have overcome all the hardship to be together again.”

“ในที่สุดแล้ว เราก็ได้ก้าวข้ามความยากลำบากทั้งมวลมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง”

โคโลเนียลวิลเลียมสเบิร์กเดินทางมาได้ง่ายทั้งทางรถยนต์ รถไฟแอมแทรก รถบัสเกรย์ฮาวนด์ โดยใช้เวลาเดินทางจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพียง 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น และห่างจากเมืองหลวงของรัฐเวอร์จิเนียอย่างริชมอนด์แค่ 40 นาที ที่นี่มีโรงแรมในทุกราคาให้พัก หรือจะไปเช้าเย็นกลับ จากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก็ย่อมได้ เพราะตัวเมืองมีขนาดไม่ใหญ่และสามารถเดินได้ทั่วภายในวันเดียว

หรือหากสนใจอยากศึกษาประวัติศาสตร์อเมริกาเพิ่มเติม ที่นี่ก็ยังเป็นฐานในการสำรวจสามเหลี่ยมประวัติศาสตร์ก่อตั้งอเมริกาอย่าง เจมส์ทาวน์ ยอร์กทาวน์ ได้อีกด้วย โดยเสียค่าเข้าชมเป็นรายวัน หรือหากสนใจพ่วงกับโรงแรมที่พัก ก็มีแพคเกจทัวร์หลากหลายให้เลือกสรรกันตามสะดวก

เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่คนรักประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาดจริงๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...