โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"มิสทิน" จัดทัพสู้ศึกดิสรัปชั่น แตกแบรนด์ใหม่เสริมพอร์ต-ลุยค้าปลีก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 พ.ย. 2562 เวลา 07.19 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 07.19 น.

“มิสทิน” จัดทัพครั้งใหญ่รับมือดิสรัปต์ ยกระดับเป็น “มัลติแชนเนล-มัลติแบรนด์” ล่าสุดเพิ่ม 2 แบรนด์ใหม่ “ฟลอร์มาร์-มิสส์” เสริมพอร์ตโฟลิโอ พร้อมเปิดฉากรุกค้าปลีก ปั้น “มิสทิน บิวตี้ ช็อป” เกาะทำเลทองสถานีรถไฟฟ้า-ห้างสรรพสินค้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ปูพรม “เวนดิ้งแมชีน” ขายสินค้าไซซ์เล็ก ราคาประหยัด พร้อมเพิ่มอินเซนทีฟสาวมิสทินสร้างแรงจูงใจเพิ่มยอดขายรับเศรษฐกิจ-กำลังซื้อซบหนัก เดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ เผยสงครามการค้ากระทบตลาดจีน ต้องโยกฐานการผลิตแก้เกม

นายดนัย ดีโรจนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางมิสทิน (Mistine) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากกระแสดิจิทัลดิสรัปชั่นที่เกิดขึ้น รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันบริษัทได้ปรับตัวเป็น “มัลติแชนเนลคอมปะนี” ด้วยการทยอยเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายให้มีความหลากหลายมากขึ้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่เน้นการขายตรงผ่านสาวจำหน่าย และมีการนำสินค้าไปวางจำหน่ายในช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่บ้าง ล่าสุดได้มีการเปิดช็อปที่เป็นร้านจำหน่ายของตัวเอง รวมถึงการรุกเข้าไปขายสินค้าช่องทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากขึ้นรวมทั้งการเปลี่ยนมาเป็นมัลติแบรนด์ คือ มีแบรนด์ที่หลากหลายมากขึ้น ล่าสุดได้เพิ่มแบรนด์ใหม่เข้ามาเสริมพอร์ต คือ “ฟลอร์มาร์” (flormar) แบรนด์เครื่องสำอางนำเข้าจากอิตาลี เจาะกลุ่มลูกค้าสายฝรั่ง และแบรนด์ “มิสส์” (Myss) เจาะกลุ่มวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 13-25 ปี จากเดิมที่มีเฉพาะมิสทิน (Mistine) ที่เป็นแมสโปรดักต์ จับกลุ่มตั้งแต่กลุ่มบี-ซีลงมา และ “ฟารีส บาย นารีส” (Faris By Naris) สกินแคร์ที่จับกลุ่มบีขึ้นไป รวมถึงแบรนด์เฟสโซ (Face So) ที่ลอนช์เข้าสู่ตลาดเมื่อปีที่ผ่านมา เป็นสกินคอสเมติก มีสินค้าครอบคลุม อาทิ คอนซิสเลอร์ รองพื้น แป้ง แป้งฝุ่น โทนเนอร์ เฉดดิ้ง ไฮไลต์ต่าง ๆ เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความใส่ใจใช้เครื่องสำอางประเภทดูแลผิวตั้งแต่กลุ่มบีขึ้นไป

“อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์หลักของบริษัทจะยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ความงาม โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอาง เมกอัพ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยจะมีสินค้าใหม่ออกมาในเดือนละ 7-12 รายการ โดยจะเน้นวางจำหน่ายผ่านช่องทางขายตรง หรือแค็ตตาล็อก รองลงไปจะเป็นช่องทางขายปลีกและออนไลน์”

เพิ่มดีกรีรุกค้าปลีก

นอกจากการเพิ่มแบรนด์สินค้าใหม่ ๆ บริษัทยังเดินหน้าเพิ่มช่องทางจำหน่าย โดยเฉพาะค้าปลีกมากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค และจากนี้ไปจะมีช่องทางจำหน่ายเจาะกลุ่มลูกค้าแต่ละเซ็กเมนต์อย่างชัดเจน จากเดิมที่มีการนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ อาทิ เซเว่นอีเลฟเว่น ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น ด้วยการเปิด “มิสทิน บิวตี้ ช็อป” (Mistine Beauty Shop) ทั้งในรูปแบบคีออสก์ และรูปแบบพ็อปอัพขนาด 10-50 ตารางเมตร เน้นพื้นที่ที่มีทราฟฟิกสูง โดยร้านที่เป็นคีออสก์จะเปิดตามห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล-เดอะมอลล์ ที่ปัจจุบันมีรวมกว่า 10 สาขา และสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อจับกลุ่มคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ อาทิ สถานีสยาม อโศก หมอชิต สีลม เป็นต้น ส่วนโมเดลพ็อปอัพที่มีขนาดเล็กจะเปิดตามสถานีรอง อาทิ พหลโยธิน สีลม เป็นต้น และปีหน้ามีแผนจะเพิ่มเคาน์เตอร์เครื่องสำอางมิสทิน ในสาขาของเทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ในต่างจังหวัด จากปัจจุบันที่เปิดไปแล้วรวมกว่า 30 สาขา

“ในเร็ว ๆ นี้จะเพิ่มช่องทางจำหน่าย ด้วยการนำตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ หรือเวนดิ้งแมชีน เข้ามาใช้ เน้นจำหน่ายเครื่องสำอางไซซ์เล็ก ราคาประหยัด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบาย ใช้งานง่าย เช่น ลิปสติก ยาทาเล็บ อายไลเนอร์ มาสคาร่า แป้ง ฯลฯ เน้นวางตามสถาบันการศึกษา อาคารสำนักงาน รวมถึงสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเวนดิ้งแมชีนจะช่วยลดต้นทุนอีกทางหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบันค่าเช่าพื้นที่ตามห้างสรรพสินค้ามีราคาค่อนข้างสูง”

ทุ่มงบฯเพิ่มน้ำหนักสื่อออนไลน์

นายดนัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ในแง่ของแนวทางการทำตลาด บริษัทจะใช้งบประมาณ 7% ของยอดขาย เพื่อทำการตลาดให้ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า ผ่านกลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์ อาทิ อั้ม-พัชราภา เบลล่า-ราณี คิมเบอร์ลี่ ปู-ไปรยา ฯลฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารแบรนด์ สร้างการรับรู้ไปถึงผู้บริโภคอย่างครอบคลุม รวมถึงจะทำการตลาดหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้สอดรับกับการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไป จะไม่จำกัดเพียงช่องทางทีวี หรือสื่อเอาต์ดอร์ต่าง ๆ เหมือนที่ผ่าน ๆ มาที่งบฯหลักถึง 90% อยู่ที่สื่อทีวี จากนี้จะไปทุกช่องทาง เช่น ยูทูบ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และใช้สื่ออินฟลูเอ็นเซอร์ชูคอนเทนต์ เรื่องราวที่น่าสนใจ แต่แฝงการขายและประชาสัมพันธ์แบรนด์ลงไปด้วย และจะให้น้ำหนักกับสื่อออนไลน์ในสัดส่วน 70% และสื่อทีวีอีก 30%

ขณะเดียวกันยังเตรียมพัฒนาช่องทางขายตรงรูปแบบใหม่ สำหรับเปิดให้สมาชิกสาวมิสทินสามารถจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ได้แก่ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค ทั้งในด้านข้อมูลสินค้า และบริการหลังการขาย ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาแพลตฟอร์ม คาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2563

“จากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อลดลง ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการสร้างแรงจูงใจในการขายด้วยการปรับอินเซนทีฟให้สาวจำหน่ายมิสทินเพิ่มขึ้น มีอินเทนซีฟ พรีเมี่ยม ตอบโจทย์สาวจำหน่าย แบ่งเป็นระยะสั้นและระยะยาว จากเดิมที่โฟกัสระยะสั้น ขายอันนี้ได้รอบนี้ หรือได้คะแนนเพิ่ม แต่ระยะยาว ยกตัวอย่าง ขายครบ 3 ปี จะได้ทอง 1 เส้น หรือขายครบ 5 ปี จะได้สะสมทรัพย์เงินออมเพื่อสร้างรายได้ในระยะยาวให้สาวจำหน่าย ปัจจุบันจำนวนสมาชิกสาวมิสทินมีประมาณ 8-9 แสนคน”

พร้อมกันนี้ นายดนัยยังกล่าวถึงตลาดต่างประเทศในตอนท้ายว่า ปัจจุบันได้ขยายตลาดไปในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตะวันออกกลาง โดยมีตลาดหลักอยู่ในประเทศจีน ปัจจุบันสินค้ามิสทินมีจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์ม 17 แห่งทั้งในเครือของอาลีบาบา และเจดี ดอทคอม รวมประมาณ 30 แห่ง และมี “ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล” เป็นพรีเซ็นเตอร์ในจีน อย่างไรก็ตาม ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผลจากสงครามการค้าทำให้ทางการจีนได้ปรับนโยบายการค้าใหม่ และไม่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดรับกับนโยบายดังกล่าว ด้วยการจับมือกับบริษัทโรงงานผู้ผลิตสินค้าในจีนให้เป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศจีน ภายใต้การควบคุมมาตรฐานของบริษัทแม่ จากเดิมที่นำเข้าจากไทยไปจำหน่าย ภายใต้การควบคุมมาตรฐานของบริษัทแม่

“วันนี้สินค้ามิสทินที่จำหน่ายในจีนมากกว่า 80% ผลิตจากโรงงานในจีน สินค้าทุกกลุ่มจะเหมือนกับที่จำหน่ายในไทย แต่มีเพียงบางคอลเล็กชั่น จะมีจำหน่ายเฉพาะในจีนเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อรองรับการแข่งขันในตลาด” นายดนัยกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...