โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Anti-vaxxer’ ลัทธิต่อต้านวัคซีนอย่างสุดโต่ง

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 04.00 น. • Motherhood.co.th Blog

'Anti-vaxxer' ลัทธิต่อต้านวัคซีนอย่างสุดโต่ง

เราอาจจะเคยได้ยินมาว่าเซเล็บต่างประเทศหลายคนเป็นหนึ่งในกลุ่ม 'Anti-vaxxer' หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยให้เข้าใจได้ง่ายว่าลัทธิต่อต้านวัคซีน หลายคนอาจจะอยากรู้แล้วว่าทำไมคนกลุ่มนี้ถึงออกมาต่อต้านการฉีดวัคซีน วัคซีนเป็นสิ่งที่เลวร้ายในสายตาของพวกเขาขนาดนั้นเชียวหรือ และการไม่ฉีดวัคซีนจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสังคมมนุษย์อย่างไรบ้าง ติดตามได้ในบทความนี้เลยค่ะ

กลุ่ม 'Anti-vaxxer' คืออะไร?

กลุ่มคนในลัทธิต่อต้านการฉีดวัคซีนนี้สมาชิกหลักเป็นกลุ่มพ่อแม่ที่อ้างว่าจะเลี้ยงลูกด้วยวิธีที่ธรรมชาติที่สุดโดยการไม่ให้ลูกรับวัคซีน เพราะพวกเขามีความเชื่อว่าการฉีดวัคซีนให้เด็กเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เหมือนเป็นการเอาลูกหลานของตัวเองไปเป็นหนูทดลองยาให้กับบริษัทผลิตยาและวัคซีนยักษ์ใหญ่ เป็นทฤษฎีสมคบคิดที่คนทั่วไปได้ฟังแล้วก็ต้องส่ายหัวให้กับจินตนาการอันเหลือเชื่อของคนกลุ่มนี้ และพ่อแม่พวกนี้ยังอ้างอีกว่าไม่เคยมีงานวิจัยชิ้นไหนที่บ่งชี้ว่าการฉีดวัคซีนนั้นปลอดภัยสำหรับเด็ก ชุมชนของชาวแอนตี้การฉีดวัคซีนนั้นจัดว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็งมาก เราจึงสามารถเรียกพวกเขาว่าเป็น "ลัทธิ" (Cult) ได้เลยด้วยซ้ำ

ภาพชวนเชื่อของกลุ่มต่อต้านวัคซีนในยุคปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้นสมาชิกกลุ่มมีคนที่อยู่ในวงการแพทย์มากมาย เป็นที่น่าตกใจว่าแพทย์คนหนึ่งในกลุ่มถึงขั้นเขียนงานวิจัยปลอมขึ้นมา งานวิจัยชิ้นนี้อ้างว่าการฉีดวัคซีนทำให้เด็กมีภาวะออทิสติก เรียนรู้ช้า พิการ หรือถึงกับเสียชีวิตได้ แม้ว่าแพทย์รายนี้จะถูกถอดถอนใบประกอบวิชาชีพไปแล้ว และวงการแพทย์ทั่วโลกก็ไม่เคยให้การยอมรับหรือรับรองวิจัยฉบับนี้ แต่เหล่าสาวกลัทธิก็ยังคงเชื่อและนำมันมากล่าวอ้างซ้ำไปซ้ำมา

ลัทธิต่อต้านวัคซีนเริ่มขึ้นเมื่อไหร่?

การต่อต้านการฉีดวัคซีนนั้นมีมานานตั้งแต่ปีคศ.1763 ที่เริ่มมีการฉีดวัคซีนในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในยุคนั้นการฉีดวัคซีนให้กับเด็กก็ยังไม่มีการรับประกันว่าจะไม่ส่งผลต่อสุขภาพของเด็ก ทำให้การฉีดวัคซีนถูกแบนในฝรั่งเศส ต่อมาเมื่อวิทยาการก้าวหน้าขึ้น ในปีคศ. 1796 เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ แพทย์ชาวอังกฤษสามารถพัฒนาวัคซีนฝีดาษตัวแรกได้สำเร็จ โดยวัคซีนตัวนี้ทำจากไวรัสชื่อ Vaccinia เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในวัวที่ยังมีชีวิต แต่เอามาทำให้มันอ่อนแรงลง จากนั้นถึงทำการฉีดให้มนุษย์หรือที่เรียกว่าปลูกฝีนั่นเอง แต่ผู้คนในสมัยนั้นก็ยังไม่ให้ความเชื่อถืออยู่ดี เพราะพวกเขามองว่าเป็นเรื่องที่ประหลาดกับการเอาเชื้อโรค (ที่เพราะจากสัตว์มาก่อนด้วยซ้ำ) มาฉีดเข้าไปในตัวคนหรือตัวเด็กและอ้างว่าจะส่งผลดีกับพวกเขา คนส่วนมากไม่มั่นใจในความปลอดภัยของวิทยาศาสตร์และยาขนานใหม่ ๆ คนส่วนใหญ่ในสังคมสมัยนั้นยังยึดติดการรักษาด้วยวิธีโบราณอยู่ เช่น การรักษาด้วยการหลั่งเลือด (Bloodletting) การใช้ทากดูดบาดแผล การใช้ยาผีบอก ยาครอบจักรวาลขนานเดียวรักษาได้ทุกอย่าง

ในขณะที่ประเทศอังกฤษมีความเอาจริงเอาจังเป็นอันมาก เมื่อวัคซีนเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ทางการอังกฤษจึงออกกฎหมายบังคับการฉีดวัคซีนขึ้น พอกฎหมายตัวนี้ถูกบังคับใช้ กลุ่มต่อต้านวัคซีนจึงรวมตัวกันขึ้นมา โดยในปีคศ.1879 นักธุรกิจใหญ่ชาวอังกฤษผู้เป็นสมาชิกลัทธิแอนตี้วัคซีนนามว่าวิลเลียม เท็บบ์ ได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาและนำเอาความเชื่อของลัทธินี้ไปเผยแพร่ด้วย ความเชื่อเพี้ยน ๆ นี้จึงเกิดขึ้นในอเมริกาเช่นกัน โดยเท็บบ์ได้ก่อตั้งสมาคม Anti-Vaccination Society of America อย่างเป็นทางการในเมืองนิวยอร์กในปีเดียวกันนั้นเอง สมาคมของเขามีสมาชิกนับพันคน และมีเงินทุนสนับสนุนมากพอที่จะตั้งเวทีปราศัยทุกสัปดาห์ พิมพ์หนังสือและแผ่นพับ และแจกจ่ายพวกมันด้วยเจตนาที่จะให้ผู้คนเห็นถึงพิษสงของวัคซีนที่รัฐและแพทย์เก็บงำความจริงเอาไว้

ภาพตัวอย่างของใบปลิวที่ลัทธิต่อต้านวัคซีนพิมพ์แจกในสมัยก่อน

เมื่อมีกลุ่มทุนจากนักธุรกิจมาเป็นแบ็คอัพชั้นดีให้เช่นนี้ กลุ่มต่อต้านวัคซีนก็เริ่มออกเดินสายประท้วงไปตามรัฐต่าง ๆ ในขณะที่รัฐในอเมริการาว 50% ก็ค่อย ๆ ทยอยออกกฎหมายฉีดวัคซีนให้มีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง การเคลื่อนไหวของลิทธินี้ยังดำเนินต่อเนื่องในอเมริกาภายในระยะเวลาร่วม 100 ปี จนกระทั่งปีคศ.1982 กระแสของการต่อต้านวัคซีนก็ถูกจุดให้ดังเปรี้ยงอีกครั้งกับรายการสารคดีชื่อ DPT: Vaccine Roulette ที่ออกอากาศในสหรัฐอเมริกา สารคดีชิ้นนี้เล่าเรื่องและวิพากษ์วิจารณ์วัคซีนที่ใช้รักษาโรค 3 ชนิด คือ ไอกรน คอตีบ และบาดทะยัก มีการสัมภาษณ์บรรดาแม่ที่พาลูกไปฉีกวัคซีนแล้วรู้สึกว่าลูกของพวกเธอมีอาการผิดปกติ บรรดาแพทย์ทั่วโลกออกมาตอบโต้อย่างเผ็ดร้อน แพทย์ส่วนมากให้ความเห็นตรงกันว่าสารคดีบิดเบือนข้อมูลจนเกินจริงและทำการใส่สีตีไข่จนเกินไป

แม้ว่าในทุกวันนี้วิทยาการทางการแพทย์ของโลกเราจะรุดหน้าไปไหลสักเพียงใด รวมทั้งมีงานวิจัยมากมายที่บ่งชี้ว่าการฉีดวัคซีนให้เด็กนั้นมีผลดีมากกว่าผลเสียแน่นอน ความเชื่อนี้ก็ยังไม่หายไป มิหนำซ้ำมันกลับจะแผ่นขยายเข้ามายังประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย รวมทั้งในประเทศไทยเราด้วย

การไม่ฉีดวัคซีนมีผลเสียเช่นไร?

การไม่ฉีดวัคซีนนั้นส่งผลต่อสังคมส่วนรวมอย่างมาก เพราะจะทำให้มีโรคระบาดแพร่ในสังคม เด็กทารก เด็กที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ หรือผู้ใหญ่ที่เคยรับวัคซีนแล้วเมื่อครั้งยังเด็กแต่ภูมิคุ้มกันต่ำ คือกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบอย่างแรง ถึงแม้ว่าพ่อแม่ของเด็กจะให้ลูกรับวัคซีนตรงตามกำหนดแล้ว แต่เด็กทารกที่เพิ่งเกิดและรับวัคซีนได้ไม่นานหรือเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ฉีดวัคซีน ภูมิคุ้มกันโรคจะยังสร้างตัวไม่มากพอ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้สูง

โดยปกติแล้วสิ่งที่ป้องกันไม่ให้เด็กทารกหรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันติดโรคคือ Herd Immunity หรือภูมิคุ้มกันระดับชุมชน การที่ Herd Immunity มีขึ้นมาได้เป็นเพราะคนในชุมชนนั้น ๆ ได้รับวัคซีนมากพอ ทำให้โรคไม่สามารถแพร่สู่คนอื่นได้ ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่จะทำให้เกิด Herd Immunity ของแต่ละโรคก็มีไม่เท่ากัน เช่นกับโรคหัด จะต้องมีคนในชุมชนมากถึง 95% ที่ได้รับวัคซีน ถึงจะทำให้ชุมชนนั้นปลอดภัยจากโรคหัด การขยายตัวของ Anti-vaxxer จึงทำให้ Herd Immunity อ่อนแอลง โรคหลาย ๆ โรคจึงสามารถกลับมาระบาดได้อีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยถูกกำจัดไปหมดแล้วก็ตาม

หากจำนวนคนที่ไม่ได้รับวัคซีนเยอะขึ้น โรคจะกลับมาระบาดได้อีก

โรคระบาดสามารถกลับมาใหม่ได้ ดังเช่นเหตุการณ์ที่ครอบครัวบูชาลัทธินี้เดินทางไปเที่ยวที่ประเทศคอสตาริกา ในระหว่างเที่ยวนั้นเอง ลูกชายป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลและตรวจพบว่าเป็นหัด ทั้ง ๆ ที่ประเทศคอสตาริกาไม่มีรายงานการติดเชื้อโรคหัดมาตั้งแต่ปีคศ.2006 แล้ว ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเป็นอันมาก เกิดการตามตัวผู้โดยสารเที่ยวบินเดียวกับเด็กชายคนนี้มาตรวจหาเชื้อโรคหัด และยังต้องตามหาจากโรงแรมที่ครอบครัวนี้เคยพัก สถานที่ท่องเที่ยวที่เคยแวะไป เพราะคนที่พักหรือเที่ยวที่เดียวกันอาจมีสิทธิ์ติดโรคไปด้วย และไม่ใช่คอสตาริกาแค่เพียงประเทศเดียวที่ต้องรับมือกับความยุ่งยากนี้ เพราะก่อนหน้าที่ครอบครัวตัวป่วนนี้จะเดินทางไปที่นั่น เขาได้แวะเที่ยวประเทศอื่นในแถบอเมริกากลางมาก่อนแล้ว

นอกจากโรคหัดที่กลับมาระบาดในคอสตาริกาแล้ว โรคอีสุกอีใสยังระบาดขึ้นอีกในรัฐนอร์ทแคโรไลนาด้วย และเป็นการระบาดที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 ปีเลยทีเดียว เพราะที่รัฐนี้มีสมาชิกลัทธิฯอยู่เป็นจำนวนมาก มากขนาดที่ว่าเด็กจำนวน 3 ใน 4 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งเติบโตมาในครอบครัว Anti-vaxxer พวกเขาจึงไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอะไรเลย

ภายหลังจากที่การระบาดของโรคกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ผู้คนก็วิจารณ์กันมากมาย ซึ่งส่วนมากมีความเห็นตรงกันว่าแม้ว่าแพทย์และคนอื่น ๆ จะอธิบายว่าการฉีดวัคซีนมันจำเป็นอย่างไร คนที่เลือกจะปิดหูปิดตาและเชื่อแต่ความคิดของตนก็จะไม่สนใจฟังอยู่ดี คงต้องให้เขาพบเจอการสูญเสียกับตัวเองก่อนอาจจะรู้ซึ้ง แต่บรรดาแพทย์ทั่วโลกก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าผลกระทบมันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเด็กที่ไม่ได้รับวีคซีนเพียงอย่างเดียว การแพร่ระบาดของโรคมันส่งผลต่อคนในสังคมได้ทั้งหมด ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ บรรดาโรคที่เราเคยเข้าใจกันว่าไม่มีใครเป็นกันอีกแล้ว อย่างเช่นโรคโปลิโอ ก็อาจจะกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งก็เป็นได้

คนที่เห็นด้วยกับการฉีดวัคซีนก็เริ่มประท้วงกลับ

Motherhood สนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยไปฉีกวีคซีนให้ครบตามกำหนดนะคะ มีตัวไหนที่แพทย์แนะนำว่าต้องฉีดก็จัดไปให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์เลย อย่าให้ขาดหกตกหล่นไปแม้แต่ตัวเดียวค่ะ

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...