โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมบางคนถึงหลงเชื่อใน Pseudoscience ทั้งๆ ที่บางครั้งดูเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือ?

Thaiware

อัพเดต 28 พ.ย. 2562 เวลา 12.00 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2562 เวลา 12.00 น. • l3uch
Pseudoscience (วิทยาศาสตร์มายา) เป็นศาสตร์ที่ได้รับความนิยมสูงในคนบางกลุ่ม แต่ทำไมถึงเป็นแบบนั้นกันนะ

เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องของ Pseudoscience (วิทยาศาสตร์มายา) กันมาบ้าง ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะไม่ทราบว่าสิ่งที่เราได้ยินหรือได้เห็นผ่านตามาเป็น Pseudoscience ก็ตามที เพราะบางครั้งมันก็ดูเหมือนเป็นแค่คำพูดลอยๆ หรือความเชื่อส่วนบุคคลของคนบางกลุ่มเพียงเท่านั้น

Pseudoscience หรือวิทยาศาสตร์มายา นี้เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่มีพื้นฐานมาจากความคิดและความเชื่อของบุคคลนั้นๆ และเป็นศาสตร์ที่ได้รับความนิยมสูงในคนบางกลุ่มแม้ว่าจะไม่มีมูลความจริงที่เชื่อถือได้ หรือมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันความจริงเลยก็ตาม โดย Pseudoscience นี้เป็นการรวมกันของคำว่า Pseudo ที่แปลว่า หลอก หรือปลอม เข้ากับคำว่า Science ที่หมายถึงวิทยาศาสตร์ ดังนั้นถึงแม้ว่ามันจะมีคำว่า “วิทยาศาสตร์” ประกอบร่วมด้วยก็ไม่ได้ทำให้ดูมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นมาแต่อย่างใด เพราะเป็นเพียงแค่วิทยาศาสตร์แบบปลอมๆ หรือวิทยาศาสตร์มายานั่นเอง

เนื่องด้วยวิทยาศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงที่จะต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั้งการตั้งข้อสังเกต, ถามคำถาม, วางสมมติฐาน, ทดสอบ, วิเคราะห์ และสรุปออกมาเพื่อยืนยันทฤษฎีหรือสมมติฐานที่เราตั้งเอาไว้ในตอนต้น และยังต้องสามารถที่จะสำรวจ, ตรวจสอบ, พิสูจน์, ทดลอง และกระทำซ้ำได้โดยผู้อื่นได้ในสภาพแวดล้อมเดิม และผลลัพธ์ของมันจะออกมาเหมือนหรือคล้ายเดิมในทุกครั้ง

ทำไมบางคนถึงหลงเชื่อใน Pseudoscience ทั้งๆ ที่บางครั้งดูเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือ?

ภาพจาก : https://newmr.org/blog/what-is-the-scientific-method-and-how-does-it-relate-to-insights-and-market-research/

แต่หลักการของ Pseudoscience นั้นไม่สามารถที่จะพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ และมักจะยกทฤษฎีหรือคำพูดของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือน่าเชื่อถือในด้านนั้นๆ มาบิดเบือนความจริงประกอบกับข้อความชวนเชื่อต่างๆ เพื่อชักจูงให้ผู้คนหลงเชื่อ โดยอาจมีจุดประสงค์เพื่อขายสินค้าและบริการ หรือเพื่อกระจายคิดและความเชื่อแบบผิดๆ ไปในวงกว้าง ซึ่ง Pseudoscience นี้ไม่เพียงแต่จะเป็นความเชื่อในเชิงวิทยาศาสตร์สุขภาพหรือทางการแพทย์เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องของจิตวิทยา, สิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์ในรูปแบบอื่นๆ ด้วย

โดยคำว่า Pseudoscience นั้นได้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1796 โดยนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า James Pettit Andrew โดยเขาได้กล่าวถึงศาสตร์การเล่นแร่แปรธาตุว่าเป็น “วิทยาศาสตร์มายาที่เพ้อฝัน (Fantastical Pseudo-science)” และคำๆ นี้ก็ได้รับคำนิยมสูงมากขึ้นในช่วงปี 1880 เป็นต้นมา

ทำไมคนเราจึงหลงเชื่อ Pseudoscience? 

แม้ว่า Pseudoscience บางอย่างจะดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่มีความน่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย แต่เราก็ยังคงเห็นผู้คนมากมายที่หลงเชื่อในศาสตร์แขนงนี้ โดยนักวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยาได้กันร่วมอธิบายว่าการที่ผู้คนส่วนหนึ่งหลงเชื่อใน Pseudoscience น่าจะมาจากเหตุผลดังต่อไปนี้

  • บุคคลที่เชื่อนั้นไม่เข้าใจถึงหลักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรสำหรับผู้คนทั่วไปในสังคมที่ไม่ได้คลุกคลีกับวิทยาศาสตร์เป็นประจำ ดังนั้นเมื่อมีการยกนำเอาคำพูดของบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือการโฆษณาชวนเชื่อโดยใช้ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่มีการยกทฤษฎีหรือการทดลองแบบหลอกๆ ขึ้นมาประกอบทำให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นก็ทำให้ใครหลายคนหลงเชื่ออย่างง่ายดาย
  • Pseudoscience เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ดูน่าตื่นเต้น ถึงแม้บางครั้งจะดูไม่น่าเชื่อถือแต่ข้อความนั้นก็จูงใจให้สนใจและอยากที่จะอ่านข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อเข้าไปอ่านรายละเอียดแล้วพบเจอกับบรรดารายชื่อของนักวิทยาศาสตร์ที่ยกมาอ้างอิง หรือเห็นถึงกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ที่ดูเหมือนจะน่าเชื่อถือก็ทำให้ความเชื่อโน้มเอียงไปได้
  • บุคคลเหล่านั้นถูกชักจูงด้วยคำพูดและการแสดงข้อเท็จจริงแบบปลอมๆ โดยที่ไม่ได้หาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนเลือกที่จะเชื่อ เช่น เป็นคำพูดหรือคำเตือนจากบุคคลที่รู้จัก หรืออาจเป็นสิ่งที่เราเห็นบ่อยๆ จนชินตา และเราก็เลือกที่จะเชื่ออย่างนั้น แม้จะมีงานวิจัยหรือการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์ออกมาแย้งแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังคงมีอคติและต้องการเลือกที่จะเชื่อในสิ่งเดิมอยู่

ซึ่งข้อเท็จจริงบางอย่างทางวิทยาศาสตร์ก็อาจเปลี่ยนเป็นความเชื่อในแบบ Pseudoscience ได้ หากมีการค้นพบหรือมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา เช่น ในสมัยก่อนอาจเชื่อว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้มีการค้นพบว่าหากตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ในระยะแรกๆ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรือในระยะท้ายๆ ก็มีการค้นพบหนทางในการรักษาและประคับประคองอาการไว้ได้ (สำหรับความเชื่อที่ว่ากัญชาสามารถรักษามะเร็งได้นั้นก็ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดว่ามันจะสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งในมนุษย์ได้จริงหรือไม่ จึงทำให้ความเชื่อเรื่องนี้ยังคงเป็น Pseudoscience อยู่)

ทำไมบางคนถึงหลงเชื่อใน Pseudoscience ทั้งๆ ที่บางครั้งดูเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือ?

ภาพจาก : https://www.thedailystar.net/health/cancer-now-leading-cause-of-death-1797058

แน่นอนว่าเราก็ไม่มีทางที่จะบังคับให้ทุกคนยึดถือในหลักวิทยาศาสตร์ได้ และเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลก็เป็นสิ่งที่ห้ามกันได้ยาก แต่เราแค่ต้องการที่จะอธิบายถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้จากการหลงเชื่อในศาสตร์ของ Pseudoscience เพียงเท่านั้น เพราะส่วนมากแล้วมันมักจะมาพร้อมกับการขายสินค้าหรือบริการชวนเชื่อที่จะดูดเงินมหาศาลของคุณไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายสินค้าอย่าง “กำไลข้อมือแม่เหล็กที่ช่วยเสริมทักษะด้านกีฬา” หรือการหลอกให้ซื้อบริการอย่าง “การเจาะเลือดวัดความสามารถพิเศษของเด็ก” เพราะในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างง่ายดายขนาดนั้น หรืออาจเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่าง “ยาชุด” ที่เชื่อกันว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆ ได้จริง เพราะส่วนมากแล้วยาชุดที่ขายกันโดยทั่วไปนั้นมักจะเป็นยาที่มีการผสมสารสเตรียรอยด์ที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าหายจากอาการเจ็บป่วยนั้นจริง แต่ในระยะยาวนั้นจะส่งผลเสียกับร่างกาย ส่วนยาตัวอื่นภายในชุดเดียวกันนั้นอาจเป็น “ยาแป้ง” ที่ไม่ได้มีตัวยาใดๆ ผสมอยู่เลยก็เป็นได้ และการหลงเชื่อในศาสตร์ของ Pseudoscience บางอย่างก็อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลรอบข้างได้ เช่น ความเชื่อของชาวอเมริกันกลุ่ม Anti-Vaxxer ที่มองว่า “การฉีดวัคซีนเป็นเพียงแค่การหลอกเอาเงินของแพทย์ที่สิ้นเปลืองเงินโดยเปล่าประโยชน์” และไม่พาลูกของพวกเขาไปฉีดวัคซีน ซึ่งความเชื่อเช่นนี้นอกจากจะเป็นอันตรายต่อตัวเด็กแล้ว ยังอาจสร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่นๆ รอบข้างได้อีกด้วย

ทำไมบางคนถึงหลงเชื่อใน Pseudoscience ทั้งๆ ที่บางครั้งดูเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือ?

ภาพจาก : https://www.nytimes.com/2019/01/19/opinion/vaccines-public-health.html

นอกจากนี้แล้ว มันไม่ได้มีเพียงแค่ Pseudoscience หรือวิทยาศาสตร์มายา เพียงเท่านั้น แต่ยังมีศาสตร์ Pseudo ในแขนงอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น Pseudohistory (ประวัติศาสตร์มายา), Pseudophilosophy (ปรัชญามายา) หรือแม้กระทั่ง Pseudomathematics (คณิตศาสตร์มายา) อีกด้วย โดยหลักการของมันก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ หลักการของ Pseudo นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ความจริงในเชิงประจักษ์ได้ แต่การที่มันได้รับความนิยมสูงในปัจจุบันเป็นเพราะว่า

มนุษย์เรามักเลือกเชื่อในสิ่งที่เราต้องการจะเชื่อให้มันเป็นความจริงนั่นเอง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...