แม่โขง-เขื่อน ประโยชน์ที่ต้องแลก
หมายเหตุ : บทความเผยแพร่ครั้งแรก 02/10/2020
“แม่น้ำโขง” แม่น้ำสายสำคัญที่มีต้นธารจากพื้นที่ราบสูงทิเบต ผ่านจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ถือเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิต 2 ฝั่งน้ำในอนุทวีปอินโดจีน แต่ทุกวันนี้ แม่น้ำโขงกลับเต็มไปด้วยเขื่อนที่ถูกสร้างขึ้นหลายแห่งโดยหลายประเทศตั้งแต่ต้นจนถึงปลายน้ำ
กระแสน้ำที่เคยเชี่ยวกรากและอุดมไปด้วยตะกอนธรรมชาติที่สำคัญ กลับถูกขวางกั้นด้วยแนวกำแพงคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ควบคุมการไหลออกสู่ปลายทาง
สิ่งก่อสร้างที่หลายประเทศสร้างขึ้น กำลังแลกด้วยอะไรเพื่อได้มาซึ่งการพัฒนาและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
งานวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิงหัวของจีน ได้เปิดเผยการศึกษาการไหลของกระแสน้ำในแม่น้ำโขงที่ปกติในช่วงหน้าน้ำหลาก กระแสน้ำปริมาณมหาศาลที่ทำให้หลายพื้นที่ท่วมในช่วงเดือนกรกฎาคม พบว่าการสร้างเขื่อนจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะเขื่อนของจีน ให้ประโยชน์มหาศาล ทั้งสามารถควบคุมการไหลของน้ำปริมาณมากในหน้าน้ำหลากและปล่อยน้ำจากเขื่อนเข้าสู่พื้นที่ในหน้าแล้ง เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยและบรรเทาความแห้งแล้งในช่วงฤดูร้อน
ข้อสรุปเช่นนี้ ย่อมไม่เป็นความผิด เพราะในทุกปีจีนต้องประสบภัยพิบัติร้ายแรง โดยเฉพาะอุทกภัยที่ทำลายชีวิต ทรัพย์สินและมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่างน้ำท่วมในแม่น้ำแยงซีเกียงเมื่อปี 1931 ที่คร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 3.7 ล้านคน
อย่างไรตาม กับแม่น้ำโขงสายนี้ จีนกำลังสร้างความเสี่ยงครั้งใหญ่ต่อหลายประเทศที่พึ่งพาแม่น้ำเส้นใหญ่นี้ ซึ่ง 2 เหตุผลคือ แม่น้ำโขงไม่มีรายงานของการเกิดอุทกภัยร้ายแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และแม่น้ำโขงยังเป็นแหล่งอาหารของประชากรหลายล้านคนทั้งในไทย จีน กัมพูชา และเวียดนาม
การสร้างเขื่อนกำลังเผยอีกด้านที่จะกลายเป็นหายนะต่อชีวิตและระบบนิเวศ
ระดับน้ำแม่น้ำโขงที่ท่วมพื้นที่ 2 ริมฝั่งในช่วงหน้าฝน เป็นส่วนสำคัญต่อความอยู่รอดในภาคเกษตรกรรมริมฝั่งน้ำ ซึ่งน้ำได้พาตะกอนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญต่อพืชพันธุ์
ความอุดมสมบูรณ์มีผลต่อการเพาะปลูก ซึ่งทำให้เกิดผลผลิตทางเกษตรที่จะสร้างมูลค่าให้กับคนในพื้นที่
ปริมาณน้ำแม่น้ำโขงยังทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญกลับมาฟื้นฟู อย่างเช่น โตนเลสาบในกัมพูชา เมื่อได้รับน้ำจำนวนมากจะกินพื้นที่มากถึง 5 เท่าและค่อยลดปริมาณลงในช่วงฤดูร้อน นอกจากมวลน้ำแล้ว กระแสน้ำยังพาปลาน้ำจืดหลายสายพันธุ์เข้ามาด้วย
แม่น้ำโขงจึงเป็นบ้านของปลาน้ำจืดหลายชนิด รวมถึงปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ อย่างปลาไหลหูขาว ที่จะวางไข่บริเวณปากแม่น้ำและเติบโตพื้นที่น้ำเค็ม จนกระทั่งโตเต็มวัย ก็จะว่ายทวนกระแสน้ำกลับไปแม่น้ำโขงและอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำจืดไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำเซกองในลาว หรือโตนเลสาบ
โดยในปีนี้ การจับปลาน้ำจืดขยายตัวสูงถึง 5 แสนตัน ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะแค่การจับสัตว์น้ำอพยพตลอดแนวลำน้ำโขง ที่ทำให้กลายเป็นแหล่งจับปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จากข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ ระบุว่า มีการจับสัตว์น้ำจืดทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 25%
หากมีการรบกวนวงจรกระแสน้ำตามธรรมชาติของแม่น้ำโขง การประมงน้ำจืดในแถบนี้จะไม่สามารถอยู่รอดได้
จากการศึกษาของคณะกรรมการแม่น้ำโขง ระบุว่า ในช่วงฤดูฝน การไหลบ่าของน้ำโขงได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับหลายประเทศปีละ 8,000 ถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม การสร้างเขื่อนจำนวนมากของจีน มีการคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำและการไหลอยู่ในระดับเลวร้าย
เขื่อนของจีนได้ผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวนมหาศาลและยังป้องกันการเกิดอุทกภัยจากการไหลของน้ำจนท่วมหลากเข้าพื้นที่
แต่การควบคุมน้ำท่วมนี้ กำลังรบกวนการไหลตามธรรมชาติที่กระทบต่อเกษตรกรและชาวประมงหลายประเทศตลอดลำน้ำ
เมื่อต้นน้ำถูกควบคุมโดยเขื่อนของจีน ที่กำหนดการเปิด-ปิดประตูน้ำ ได้ส่งผลเป็นลูกโซ่กับเขื่อนหลายแห่งในลาวที่ต้องอาศัยปริมาณน้ำโขงเข้าเขื่อนในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อไปขายต่อให้กับหลายประเทศรวมถึงไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ “แบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
อย่างไรก็ตาม เขื่อนของลาวหลายแห่งถูกสร้างด้วยเงินกู้ที่รัฐบาลลาวทำข้อตกลงกับจีนที่เสนอความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับโครงการทำโครงสร้างพื้นฐาน
แต่ตอนนี้รัฐบาลลาวกำลังเผชิญกับภาวะเป็นหนี้ โดยธนาคารโลกคาดการณ์ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า หนี้ของรัฐบาลลาวอาจสูงถึง 68% ของ GDP ในปี 2563 หรือเกือบ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 59% ในปี 2562
รัฐบาลลาวรายงานว่าเป็นหนี้ 1.2 พันล้านดอลลาร์ในการชำระเงินในปีนี้ ทำให้ลาวตัดสินใจขอชะลอการชำระหนี้
ซึ่งล่าสุดทางการจีนในฐานะเจ้าหนี้ กำลังพิจารณาอนุญาตให้ลาวชะลอการชำระหนี้ออกไป ซึ่งส่งผลต่อการต่อรองทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ชาตินี้
ไม่นับรวมโครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงที่ประสบภาวะชำระหนี้ไม่ทันเช่นกัน
การควบคุมการปล่อยน้ำจากเขื่อนจากจีนยังสร้างผลลัพธ์หากเจอสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ หากเกิดช่วงหน้าแล้งยาวนานจนทำให้ปริมาณน้ำลดลง จีนจะเลือกปิดประตูระบายน้ำเพื่อไว้ใช้เฉพาะตัวเอง จนทำให้ระดับน้ำโขงหลายจุดลดลงจนเห็นเนินทรายกินพื้นที่กว้าง ประชาชนตามริมฝั่งได้รับความเดือดร้อนจากความแห้งแล้งและร้อนไปถึงรัฐบาลแต่ละประเทศต้องเจรจากับจีนเพื่อปล่อยน้ำลงมา หรือในฤดูน้ำหลาก เขื่อนจีนกักเก็บจนเกินระดับที่รองรับได้ ก็จะเปิดประตูระบายน้ำออกมาทันทีโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
และยิ่งปล่อยในขณะที่หลายพื้นที่เจอฝนตกในปริมาณมากจนทำให้ระดับแม่น้ำโขงเพิ่มสูง พอมีมวลน้ำที่จีนปล่อยลงมาเสริมอีก ปริมาณน้ำมหาศาลที่เกินจำเป็นจะเข้าท่วมพื้นที่จนเกิดความเสียหาย
และอีกคำถามสำคัญคือ ถ้าเกิดเขื่อนแตกขึ้นมา ผลลัพธ์ต่อหลายประเทศในอินโดจีนจะเลวร้ายขนาดไหน?
ความพยายามควบคุมกระแสน้ำโขง ทำให้จีนต้องเผชิญทั้งประเด็นการเมือง ความมั่นคงของมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมอย่างเลี่ยงไม่ได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แม่โขง-เขื่อน ประโยชน์ที่ต้องแลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com