โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ : จาก "เฮย์เซย์" สู่ "เรย์วะ" เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ญี่ปุ่น

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 07 เม.ย. 2562 เวลา 00.05 น.

ความสำคัญของการเปลี่ยนรัชสมัยตามธรรมเนียมของประเทศญี่ปุ่น สะท้อนผ่านความสนใจของชาวญี่ปุ่นที่ออกมาชมการถ่ายทอดสดผ่านจอยักษ์ทุกมุมเมืองของประเทศ เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา

ภาพนายโยชิฮิเดะ สุงะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ถือแผ่นกระดาษสีขาวพร้อมด้วยตัวอักษรคันจิสีดำ 2 ตัวเขียนเป็นคำว่า “เรวะ” ถูกถ่ายทอดไปทั่วโลก

นับเป็นการประกาศชื่อรัชสมัยใหม่อย่างเป็นทางการ

 

รัชสมัย “เรย์วะ” จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ เมื่อมกุฎราชกุมารนารุฮิโตะขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ และจะนับเป็นการสิ้นสุดยุค “เฮย์เซย์” ระยะเวลา 31 ปีของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ผู้ที่จะสละราชสมบัติในวันที่ 30 เมษายนนี้ลงเช่นกัน

ชื่อรัชสมัยของจักรพรรดิ หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า “เก็งโง” นั้นยังคงใช้ในการนับปีในเอกสารราชการ หนังสือพิมพ์ ปฏิทิน และเหรียญกษาปณ์ของประเทศญี่ปุ่นในเวลานี้

อย่างไรก็ตาม ความนิยมในการใช้ปีรัชสมัยเก็งโงนั้นค่อยๆ ลดลงจากในช่วงปี 1975 ที่มีผู้ใช้ปีเก็งโงอยู่จำนวนถึง 82 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มี 13 เปอร์เซ็นต์ใช้ทั้งเก็งโงและปฏิทินเกรกอเรียนแบบตะวันตก ขณะที่มีเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ปฏิทินเกรกอเรียนเพียงอย่างเดียว

ล่าสุดผลสำรวจของหนังสือพิมพ์ไมนิชิชิมบุนของญี่ปุ่น พบว่ามีผู้ใช้ปีรัชสมัยแบบเก็งโงเพียงอย่างเดียวลดลงเหลือ 34 เปอร์เซ็นต์

อีก 34 เปอร์เซ็นต์ใช้ทั้งสองแบบ

และมีผู้ใช้ปฏิทินแบบตะวันตกเพิ่มขึ้นมาเป็น 25 เปอร์เซ็นต์

แต่กระนั้น รัฐบาลนำโดยนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรี ยังคงสืบทอดธรรมเนียมปฏิบัติซึ่งมีมาตั้งแต่ก้าวเข้าสู่รัชสมัยยุคใหม่ที่นับตั้งแต่ “ยุคเมย์จิ” (ค.ศ.1868- 1912) “ไทโช” (ค.ศ.1912-1962) “โชววะ” (ค.ศ.1926-1989) และ “เฮย์เซย์” (ค.ศ.1989-2019) เรื่อยมา

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ธรรมเนียมปีแบบเก็งโงนั้นญี่ปุ่นนำมาใช้ตามแบบจักรพรรดิจีนตั้งแต่เมื่อ 1,300 ปีก่อน โดยปัจจุบันญี่ปุ่นผ่านยุครัชสมัยต่างๆ มาแล้วถึง 247 รัชสมัย

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยึดธรรมเนียมปฏิบัติในการกำหนด 1 รัชสมัยต่อ 1 จักรพรรดิ ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของญี่ปุ่นเริ่มต้นตั้งแต่รัชสมัยเมจิเป็นต้นมา โดยก่อนหน้านั้นจะมีการเปลี่ยนชื่อรัชสมัยในช่วงกลางของรัชกาลจักรพรรดิบ้าง เช่น กรณีเกิดเหตุภัยพิบัติหรือหายนภัยขึ้น

สำหรับขั้นตอนการเลือกชื่อรัชสมัย ชื่อดังกล่าวจะต้องมีความหมายที่สอดคล้องกับค่านิยมของประเทศ เป็นตัวอักษรคันจิหรือตัวอักษรจีน 2 ตัวสามารถอ่านและเขียนได้ง่าย และคำจะต้องไม่ซ้ำกับชื่อรัชสมัยก่อนหน้านี้นับตั้งแต่รัชสมัยเมจิ

คณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้คัดเลือกคำต่างๆ ที่ “คณะผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านภาษาจำนวน 9 คน” เสนอขึ้นมาในที่ประชุม

โดยกระบวนการทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ โดยผู้เกี่ยวข้องในที่ประชุมจะต้องถูกยึดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดด้วย

 

รัชสมัยเรวะเรียกว่าเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของญี่ปุ่นที่แสดงให้เห็นพลวัตทางสังคมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเปลี่ยนรัชสมัย หลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะประกาศสละราชบัลลังก์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 200 ปี

นั่นทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องแก้รัฐธรรมนูญเปิดทางให้สมเด็จพระจักรพรรดิสามารถสละราชสมบัติได้เป็นกรณีพิเศษ จากเดิมที่กำหนดเอาไว้ว่าจะต้องครองราชสมบัติจนกระทั่งสิ้นพระชนม์เท่านั้น

การเปลี่ยนรัชสมัยใหม่ครั้งนี้ ยังนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชื่อรัชสมัย “เรย์วะ” ถูกเลือกมาจากบทกวีโบราณอายุกว่า 1,300 ปีของญี่ปุ่น ที่มีชื่อว่า “มังโยชู” สะท้อนแนวความคิดชาตินิยมที่ยังคงเข้มข้น

การเปลี่ยนรัชสมัยจาก “เฮย์เซย์” สู่ “เรย์วะ” แน่นอนว่ามีความสำคัญกับชาวญี่ปุ่นทั้งในเชิง “กายภาพ” และเชิง “ความรู้สึก”

 

ในทางกายภาพ หลายๆ หน่วยงานราชการจำเป็นต้องแก้ไขปีในเอกสารราชการที่ต้องใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป จากเดิมเป็นปีรัชสมัย “เฮย์เซย์” เป็นปีรัชสมัย “เรย์วะ” นอกจากนี้ เหรียญกษาปณ์รุ่นใหม่ๆ รวมถึงวันที่ในเอกสารราชการ ใบเสร็จ ตั๋วรถไฟ และอื่นๆ จะต้องเปลี่ยนมาใช้รัชสมัยเรวะทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับหน่วยงานราชการและบริษัทขนาดเล็กในท้องถิ่นเท่านั้นเมื่อบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจกับนานาชาติเลือกใช้การนับปีแบบปฏิทินตะวันตกแล้ว

บริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างฟูจิตสึ และเอ็นอีซี คอร์ป ต่างก็เตรียมการอัพเดตโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้รองรับปีรัชสมัยใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้มีการทดลองใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความกังวลเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2000 หรือที่เรียกกันว่า “วายทูเค”

ทั้งหมดนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา ดังนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นจึงประกาศชื่อรัชสมัยใหม่ล่วงหน้า 1 เดือนเพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีเวลาปรับตัว

 

ในแง่ความรู้สึก ชาวญี่ปุ่นมองว่ารัชสมัยตามยุคครองราชย์ของจักรพรรดินั้นมีความหมายในแง่ “ความรู้สึก” และ “ภาพจำทางประวัติศาสตร์” เช่นเดียวกับการกล่าวถึงช่วง “ทศวรรษ” ของทางตะวันตก หรือการเรียกยุคสมัยในหมู่นักประวัติศาสตร์อังกฤษอย่าง “วิกตอเรียน” หรือ “เอ็ดวาร์เดียน” เป็นต้น

ในวันที่ 30 เมษายนนี้จะเป็นการสิ้นสุดยุค “เฮย์เซย์” ยุคซึ่งแม้มีความหมายว่า “สันติสุขทุกหย่อมหญ้า” สะท้อนสันติสุขหลังสงครามและการก้าวไปสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ยุค “เฮย์เซย์” ก็ถูกบดบังด้วยภาวะเศรษฐกิจในประเทศซบเซา ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจถูกบดบังโดยจีนและเกาหลีใต้ที่ผงาดขึ้นมาในเวทีโลก รวมไปถึงการต้องเผชิญกับหายนภัยทางธรรมชาติ โดยเฉพาะเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2011 ส่งคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่ม มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และยังกลายเป็นวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ซึ่งยังคงเป็นปัญหาจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้น ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ จะเป็นวันที่ชาวญี่ปุ่นรอคอย ในการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งยุคสมัยเรย์วะ ภายใต้สมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...