โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปิดจ๊อบไตรมาส 1 หุ้นไทยตัวไหน โดนฝรั่งเปย์ กับเททิ้ง เยอะที่สุด

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 00.32 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 09.34 น. • Maratronman

เดินทางกันมาถึงสิ้นไตรมาส 1/64 กันแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีในช่วงเปิดทำการซื้อขายเป็นวันแรกหลังจากหยุดพักผ่อนปีใหม่ ในวันที่ 4 ม.ค.64 จนถึงวันที่ 31 มี.ค.64 ปรับเพิ่มขึ้นไปกว่า 9.51%โดยในช่วงเปิดทำการวันแรกดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,468 จุด และขึ้นไปทำนิวไฮที่ 1,589 จุด และปิดสิ้นไตรมาสที่ระดับ 1,587จุด โดยในวันที่ 6 ม.ค.64 ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายมากที่สุดกว่า 1.42แสนล้านบาท
สำหรับบัญชีการซื้อขายของกลุ่มนักลงทุนแต่ละประเภทนั้นจะพบว่าส่วนหนึ่งที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นไปได้นั้นเพราะแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยในประเทศอย่างเรานั่นเอง โดยในไตรมาส 1/64 บัญชีของนักลงทุนรายย่อยมีมูลค่าการซื้อสุทธิ จำนวน 48,560 ล้านบาท เช่นเดียวกับบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ที่มียอดซื้อสุทธิ 3,875 ล้านบาท ซึ่งสวนทางกับนักลงทุนสถาบันในประเทศ ที่มียอดขายสุทธิ 22,765 ล้านบาท และนักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 29,669 ล้านบาท
โดย ในช่วงไตรมาส1/64 ตลาดหุ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่ถูกกระแสเงินทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเงินกลับไปยังตลาดหุ้นสหรัฐ ที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว รวมถึงเข้าไหลเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปที่ยัง Laggardเพราะสภาวะการติดเชื้อไวรัสโควิด19ขณะนี้เริ่มคลี่คลาย ถึงแม้จะมีเพียงบางประเทศที่ยังล็อคดาวน์ หากย้อนกลับมาดูประเทศในแทบเอเชียยังมีบางประเทศที่ยังคงประกาศการล็อคดาวน์เพราะสถานการณ์การระบาดยังไม่ฟื้นตัวขึ้น
ทั้งนี้ พบว่าช่วงไตรมาส 1 กระแสเงินทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิตลาดหุ้นไต้หวันมากที่สุด โดยมีมูลค่าขายสุทธิ 12,136 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เกาหลีใต้อยู่ในลำดับที่ 2 โดยมีมูลค่าการขายสุทธิที่ 8,346 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศไทยรั้งอันดับที่ 3ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการขายสุทธิ 986 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ ฟิลิปปินส์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่การระบาดของโควิด 19 ยังไม่มีคลี่คลายถูกแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติซึ่งขายสุทธิไปกว่า 946 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 5 ที่ถูกต่างชาติขายสุทธิไปจำนวน 612 ล้านเหรียญสหรัฐ
วันนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปดูหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิมากที่สุด โดยในไตรมาสที่ 1ของปี 64 นักลงทุนต่างประเทศซื้อหุ้น KBANK มากที่สุด โดยมีมูลค่าการซื้อสุทธิ จำนวน 9,219 ล้านบาท อันดับที่ 2 PTTEP ได้แรงซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศ จำนวน 8,812 ล้านบาท อันดับที่ 3 OR นักลงทุนสถาบันต่างประเทศซื้อสุทธิ จำนวน 7,237 ล้านบาท อันดับที่ 4.PTT มีแรงซื้อจำนวน 4,364 ล้านบาท และอับที่ 5 อย่าง IVL ได้แรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ จำนวน 2,952 ล้านบาท
สำหรับหุ้นที่ถูกนักลงทุนต่างชาติเทขายมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1.หุ้น BDMS โดนแรงขายมูลค่า 3,608 ล้านบาท อันดับที่ 2.GPSC มีแรงขายสุทธิจากต่างชาติกว่า 2,934 ล้านบาท ขณะที่อันดับที่ 3.หุ้นปันผลอย่าง INTUCH ก็โดนแรงขายจากต่างชาติกว่า 2,825 ล้านบาท อันดับที่ CPN แม้จะเป็นหุ้นธีมเปิดเมืองแต่กลับโดนต่างชาติขายออกไป 2,573 ล้านบาท และสุดท้ายอันดับที่ 5.หุ้น ADVANCเจอแรงขายไปกว่า 1,805 ล้านบาท

แนวโน้มอนาคตของ KBANK-PTTEP-OR

KBANK

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำให้ KBANKเป็น Top Pick ของกลุ่ม โดยผลดำเนินงานฟื้นตัวจากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง อีกทั้งเริ่มเห็น Downside ที่จำกัดมากขึ้นเพราะมีสัดส่วนทั้งลูกหนี้ SME และลูกหนี้ในกลุ่มท่องเที่ยวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ทำให้ได้ประโยชน์จากมาตรการ Soft Loan และโกดังพักหนี้มากที่สุด ขณะที่ Valuation ยังซื้อขายด้วย PBV ต่ำเพียง 0.8x ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี – 1 S.D. ที่ 1.2เท่า ราคาเป้าหมาย 178 บาท

PTTEP

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด มองว่าประเด็นที่ PTTEP พบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ที่หลุมสำรวจ Sirung-1 หลุมสำรวจแรกโครงการ SK405B นอกชายฝั่งรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีปริมาณเพียงพอสำหรับการทำพาณิชย์อย่างไรก็ตามการเริ่มดำเนินเชิงพาณิชย์ (COD) คาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 5-7 ปี
คำแนะนำพื้นฐาน จากข่าวดังกล่าวน่าจะเป็น positive sentiment ต่อราคาหุ้น เนื่องจากเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไรในระยะยาว รวมทั้งยังมีอัพไซด์ต่อประมาณการในอนาคต นอกจากนั้นราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในปีนี้จะเป็นอีกปัจจัยหนุนราคาหุ้น เราแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 130 บาท

OR

บริษัทหลักทรัพย์ทรินิตี้ จำกัด เริ่มต้นด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น OR ราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 40 บาท ซึ่งเหตุผลมาจาก 2 ส่วนคือ 1. จากมูลค่าธุรกิจปัจจุบัน 26.00 บาท บวก ด้วย 2. มูลค่าปัจจุบันของเงิน IPO ที่ไปลงทุนในอนาคตด้วยอัตราคิดลด 14 บาท การเดินทางในไตรมาส 1/64 ยังคึกคัก
ทั้งนี้จากข้อมูล Community Mobility Reports จาก Google มาอยู่ในระดับเหนือศูนย์ บ่งบอกว่าปริมาณการสัญจรรถยนต์กลับมาสู่ภาวะปกติก่อนการเกิด COVID-19 ซึ่งจะส่งผลดีต่อปริมาณการใช้น้ำมัน นอกจากนี้ค่าการตลาดจาก EPPO ยังอยู่ในระดับ 2.30 บาทต่อลิตร ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ดีสำหรับธุรกิจจำหน่ายน้ำมัน
ประเมินกำไรปี 64จะโดนเด่นที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากปีก่อน จากการฟื้นตัวของธุรกิจจำหน่ายน้ำมันที่กลับมาสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้ปริมาณขาย 20% ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกสินค้าจะเติบโตในอัตรา 10% และจะยังรักษา EBITDA Margin ที่ 25%-27%
3.ราคาหุ้น OR ที่ 32.00 บาท เป็นเพียงธุรกิจปัจจุบันยังไม่สะท้อนการเติบโตจากเงิน IPO ว่า 5 หมื่นล้านบาท และเงินสดในมือ ณ สิ้น ธ.ค. 20 ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงินสดกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นต่อหุ้น 6 บาท ดังนั้นเมื่อหักส่วนเงินสดดังกล่าวออกจากราคาหุ้น เหลือมูลค่าหุ้นที่ซื้อขายจริงๆ เพียง 26.00 บาท เท่านั้น เทียบเท่า PER ที่ 25 เท่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...