โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สำรวจมลฑลส่านซี แหล่งกำเนิดอารยธรรมของจีน ผ่านแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ 4 แห่ง

The101.world

เผยแพร่ 07 ส.ค. 2562 เวลา 05.21 น. • The 101 World

วิโรจน์ สุขพิศาล เรื่องและภาพ

 

มณฑลส่านซี (Shannxi) ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีเมืองซีอานเป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซี พื้นที่แห่งนี้ได้ชื่อเป็นแหล่งต้นกำเนิดของอารยธรรมจีน มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานกว่า 5,000 ปี เคยเป็นเมืองหลวงของจีน 14 ราชวงศ์ และถือเป็นมณฑลหน้าด่านที่เชื่อมดินแดนตะวันออกและตะวันตกผ่านเส้นทางสายไหมตั้งแต่ 2100 ปีที่แล้ว

มีคำกล่าวว่าหากจะเข้าใจเมืองจีนต้องเริ่มต้นที่มณฑลส่านซี 101 จะพาไปรู้จักมลฑลส่านซีผ่านแหล่งเรียนรู้สำคัญทางประวัติศาสตร์ 4 แห่ง

 

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซี (Shannxi History Museum)

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรีตั้งแต่ปี 1991 ถือเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของจีนที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย พิพิธภัณฑ์นี้รวบรวมโบราณวัตถุที่สำคัญที่พบในแถบมณฑลส่านซีกว่า 370,000 ชิ้น ตั้งแต่ยุคมนุษย์หิน ถึงช่วงสมัยราชวงศ์ถัง ครอบคลุมระยะเวลากว่า 1 ล้านปี พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซีได้ชื่อว่าเป็น ‘ไข่มุกแห่งเมืองซีอานและเป็นสมบัติอันล้ำค่าของจีน’

 

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซีมีขนาดพื้นที่อาคาร 55,600 ตารางเมตร วางผังอาคารในรูปแบบสิ่งก่อสร้างในสมัยราชวงศ์ถังคือมีท้องพระโรงอยู่ตรงกลางและมีหอบูชาทั้งสี่มุม บริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์จะพบกับสิงโตขนาดใหญ่ที่สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง

 

ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงโบราณวัตถุที่สำคัญ อาทิ หัวกะโหลกมนุษย์โบราณจำลองอายุ 1.6 ล้านปี กระถางธูปโบราณในยุคราชวงศ์โจวตะวันตก พระราชลัญจกรของซูสีไทเฮาในราชวงศ์ฮั่น เป็นต้น

 

กาน้ำลายนกหงส์และดอกโบตั๋น

 

สิ่งที่เป็นไฮไลท์อย่างหนึ่งของพิพิธภัณฑ์คือ กาน้ำลายนกหงส์และดอกโบตั๋น  ความน่าสนใจของกาน้ำใบนี้คือ กาน้ำจะมีช่องใส่น้ำเข้าทางเดียวคือบริเวณก้นกา เมื่อเติมน้ำเข้าไปแล้ว น้ำจะไม่ไหลออกที่ก้นกาจะเทน้ำออกได้เฉพาะที่ปากกาเท่านั้น

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซีมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมวันละ 1.2 หมื่นคนหรือกว่า 2.7 ล้านคนต่อปี

 

หัวกะโหลกมนุษย์โบราณจำลองอายุ 1.6 ล้านปี

 

กระถางธูปโบราณในยุคราชวงศ์โจวตะวันตก

 

พระราชลัญจกรของซูสีไทเฮาในราชวงศ์ฮั่น

 

 หอกลองและกำแพงเมืองซีอาน (Drum Tower of Xi’an and Xi’an City Wall)

 

หอกลองเมืองซีอานตั้งอยู่บริเวณในกลางเมือง ก่อสร้างในปี 1380 ยุคราชวงศ์หมิง บริเวณใกล้เคียงกันเป็นที่ตั้งของหอระฆัง สถาปัตยกรรมของหอกลองที่เห็นในปัจจุบันนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัยกรรมในสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ชิง หอกลองแห่งนี้มีความสูง 46.7 เมตร

 

ในสมัยนั้นหอระฆังจะใช้ตีในช่วงเวลาเช้าตอนพระอาทิตย์ขึ้น และหอกลองจะตีในเวลาเย็นเมื่อพระอาทิตย์ตก นอกจากนั้นยังถูกใช้เพื่อแจ้งเหตุร้ายในยามถูกรุกรานด้วย ภายในหอกลองจะเป็นที่เก็บกลองในสมัยโบราณโดยมีกลองขนาดใหญ่ 24 อัน และกลองขนาดเล็ก 24 อัน กลองที่เก็บรักษาไว้จะตกแต่งด้วยภาพเขียนลายเส้นจีนที่เป็นสัญลักษณ์บอกถึงความโชคดี

 

บริเวณหอกลองจะเชื่อมต่อกับกำแพงเมืองซีอานที่มีความยาวกว่า14 กิโลเมตร มีความสูงกว่า 12 เมตร กำแพงเมืองซีอานสร้างขึ้นในยุคราชวงศ์หมิง ถือเป็นกำแพงเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ มีความเก่าแก่ และมีความสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของกำแพงเมืองในจีน กำแพงเมืองซีอานถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ที่สถานที่เก็บอาหาร และใช้เป็นเกราะป้องกันการรุกรานของข้าศึก

ปัจจุบันกำแพงเมืองซีอานอยู่ระหว่างการขอจดทะเบียนเป็นมรดกของ UNESCO ในชื่อ ‘กำแพงเมืองของราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ฉิน’ 

 

เจดีย์ห่านป่าใหญ่ (Great Wild Goose Pagoda)

 

เจดีย์ห่านป่าใหญ่ ตั้งอยู่ทางใต้ของกำแพงเมืองซีอาน เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง ในปี 652 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดต้าสือเอินซื่อ ที่สร้างขึ้นในปี 648 ด้านหน้าของเจดีย์มีรูปปั้นของพระถังซำจั๋งตั้งอยู่ เนื่องด้วยพระถังซำจั๋งถือว่าเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด แห่งนี้และเป็นเจ้าอาวาสนานกว่า 18 ปี

 

ตัวเจดีย์ห่านป่าใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นศิลปะผสมอินเดียและจีน สำหรับตัวเจดีย์ห่านป่าใหญ่นั้นเดิมสูง 5 ชั้น ภายหลังประสบภัยแผ่นดินไหวหลายครั้งจึงมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัสราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ปัจจุบันองค์เจดีย์มี 7 ชั้น มีความสูง 64.7 เมตร

 

ภายในบริเวณวัดนอกจากจะมีองค์เจดีย์ห่านป่าใหญ่แล้ว ยังมีหอระฆังทางด้านทิศตะวันออก หอกลองทางด้านทิศตะวันตก พระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์ และห้องแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพระถังซำจั๋งด้วย

 

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของที่แห่งนี้คือ เป็นต้นกำเนิดลัทธิมหาญาณ เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก รูปแกะสลัก และพระบรมสารีริกธาตุที่พระถังซำจั๋งอันเชิญมาจากชมพูทวีปตามเส้นทางสายไหม

 

สุสานกองทัพทหารและม้าดินเผาจักรพรรดิฉินสื่อหวง (The Terracotta Warriors and Horses of Emperor Qinshihuang)

 

สุสานกองทัพทหารดินเผาจักรพรรดิฉินสื่อหวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองซีอาน ถูกยกให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1987 บริเวณสุสานกองทัพทหารดินเผาประกอบไปด้วยหลุมขุด3 หลุม ขณะที่สุสานขององค์จักรพรรดิฉินสื่อหวง ทางการจีนยังไม่ได้ขุดขึ้นมาเนื่องจากกำลังศึกษาเทคโนโลยีที่จะดำรงรักษาสภาพสีของวัตถุโบราณเอาไว้

 

สุสานกองทัพทหารเพิ่งถูกค้นพบในปี 1976 โดยชาวนากลุ่มหนึ่งจากความบังเอิญที่กำลังขุดดินเพื่อหาแหล่งน้ำ ขนาดของทหารดินเผามีความสูงเฉลี่ย 1.8 เมตรซึ่งสูงกว่าขนาดจริงของคนในสมัยนั้นที่สูงเฉลี่ย 1.5 เมตร โดยทหารดินเผาแต่ละตัวหน้าตาจะไม่เหมือนกัน ลักษณะท่าทางและเครื่องแต่งกายก็มีความแตกต่างกันตามหน้าที่ทางการทหาร

แรกเริ่มเดิมทีการขุดทหารดินเผาในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัยและวิธีการขุดที่ถูกต้องทำให้สีของกองทัพทหารและม้าดินเผาเปลี่ยนไป ในภายหลังการศึกษาทหารและม้าดินเผามีการพัฒนามากขึ้น มีการใช้เทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าดิน ทำให้สามารถเก็บรักษาสีดั้งเดิมของทหารและม้าดินเผานี้ได้

 

นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่าการสร้างสุสานกองทัพทหารและม้าดินเผาด้วยความเชื่อของชาวจีนสมัยนั้นว่าเพื่อปกป้องพระจักรพรรดิในโลกหลังความตาย ปัจจุบันมีการขุดค้นพบวัตถุโบราณที่เป็นกองทัพทหารดินเผา อาวุธ รถม้าและม้าศึก จำนวนทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น และคาดว่ากินพื้นที่ทั้งหมดกว่า 2,180 ตารางกิโลเมตร

 

นอกจากกองทัพทหารและม้าดินเผาแล้ว หนึ่งในไฮไลท์ที่ถูกขุดพบในบริเวณสุสานแห่งนี้ คือ ขบวนรถม้าสำริด  ซึ่งถูกค้นพบในโลงไม้บริเวณใกล้กับสุสานฉินสื่อหวง ขบวนรถม้าสำริดที่ขุดพบมีด้วยกัน 2 ขบวนโดยแต่ละขบวนประกอบด้วยม้าสำริด 4 ตัวพร้อมเครื่องยศ องครักษ์ประจำรถสูง 51 เซนติเมตรพร้อมเครื่องยศ และตัวรถม้า

 

ขบวนรถม้าสำริดแสดงให้เห็นถึงศิลปะขั้นสูงในการจัดทำ ใช้เทคนิคงานโลหะผสม สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นรถม้าประจำพระองค์ในภพหน้า และการขุดพบขบวนรถม้าสำริดที่มีความสมบูรณ์นี้ทำให้นักประวัติศาสตร์เข้าใจประวัติศาสตร์จีนมากขึ้นทั้งการเรื่องจัดขบวนม้าและศิลปะในยุคนั้น

 

ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาดูงานของคณะสื่อมวลชนไทย สนับสนุนโดย กรมกิจการจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือภาษาต่างประเทศแห่งประเทศจีน (CIPG – China International Publishing Group) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และศูนย์จีน-อาเซียน โดยมี China Report Press และ China Report ASEAN – Thailand เป็นผู้ประสานงานหลัก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...