โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิวัฒนาการ 200 ปี “เงินถุงแดง” สู่ “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” รายได้มาจากไหนบ้าง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ก.พ. 2564 เวลา 15.52 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 13.08 น.
ภาพจาก www.crownproperty.or.th

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 มี 2 ข่าวใหญ่ที่ทำให้ “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เป็นที่สนใจขึ้นมาอีกครั้ง ข่าวหนึ่งคือ ผู้ชุมนุมราษฎร 2563 นัดหมายกันไปชุมนุมที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน อีกข่าวคือ ราชกิจจานุเบกษาประกาศโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นรองผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

หลังมีประกาศนัดหมายชุมนุม คำถามแรกที่หลายคนถามคือ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์อยู่ตรงไหน

คำตอบคือ ที่ตั้งปัจจุบันของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์อยู่ที่ “วังลดาวัลย์” ตรงแยกวังแดง หัวมุมระหว่างจุดตัดของถนนนครราชสีมากับถนนพิษณุโลก

วังลดาวัลย์เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดเกล้าให้สร้างพระราชทานแก่พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ต้นราชสกุลยุคล

พ.ศ.2488 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ซื้อวังลดาวัลย์จากทายาท แล้วย้ายที่ทำการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาอยู่ที่วังลดาวัลย์นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 จนถึงปัจจุบัน

เมื่อทราบแล้วว่าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์อยู่ที่ไหน มาเข้าสู่รายละเอียดว่าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์มีประวัติความเป็นมาอย่างไร วิวัฒนาการมาอย่างไรบ้างกว่าจะถึงปัจจุบัน และที่มารายได้มาจากอะไรบ้าง

จากยุค “เงินถุงแดง” สู่ “กรมพระคลังข้างที่”

ในเว็บไซต์ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ให้ข้อมูลไว้ว่า การบริหารจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับการปกครองในระบอบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีวิวัฒนาการเคียงคู่กับประวัติศาสตร์ชาติไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทรัพย์สินในราชอาณาจักรเป็นของพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงอยู่ในฐานะ “พระเจ้าแผ่นดิน” แต่เพียงพระองค์เดียว

อย่างไรก็ตามพระมหากษัตริย์ทรงพยายามแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินของแผ่นดิน โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) การค้าขายกับต่างประเทศเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก จึงได้ทรงเก็บสะสมกำไรที่ได้จากการค้าสำเภาซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไว้ในถุงผ้าสีแดงซึ่งเรียกกันว่า “เงินถุงแดง” ไว้ข้างพระแท่นที่บรรทม เรียกว่า “เงินข้างที่” ซึ่งต่อมามีจำนวนมากขึ้นก็เก็บไว้ในห้องข้าง ๆ ที่บรรทม จึงเรียกว่า “คลังข้างที่” ซึ่งพระราชทานให้ไว้เป็นทุนสำรองให้แก่แผ่นดินสำหรับใช้ในยามบ้านเมืองเกิดภาวะคับขัน

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เกิดเหตุวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 (พ.ศ.2426) ที่สยามเกิดกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส จึงได้นำเงินถุงแดงมาสมทบเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายและค่าประกันแก่ฝรั่งเศส จนสามารถรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติไว้ได้

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงให้มีการปฏิรูประบบการคลังใหม่และมีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินเป็นครั้งแรก เพื่อให้รายรับและรายจ่ายของแผ่นดินเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน

การจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ได้มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินของแผ่นดินอย่างเด็ดขาด โดยทรงมอบหมายให้ “กรมพระคลังข้างที่” เป็นผู้จัดการดูแลพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

เมื่อรายได้ของแผ่นดินมากขึ้นอันเนื่องมาจากการปฏิรูปทางการเงิน ในปี พ.ศ.2433 ซึ่งมีการจัดตั้งกระทรวงการคลังขึ้นมาเป็นครั้งแรก ส่งผลให้จำนวนเงินที่ได้รับการจัดสรรของกรมพระคลังข้างที่ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ในช่วงแรกรายได้ของกรมพระคลังข้างที่นำไปเป็นค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาพระราชวัง และค่าใช้จ่ายในการเสด็จไปทรงศึกษาต่อยังต่างประเทศของพระราชโอรสเป็นหลัก เมื่อรายได้เพิ่มมากขึ้นจึงมีเงินเหลือ จึงเกิดการริเริ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เพื่อให้เช่าสำหรับการอยู่อาศัยและทำการค้าขาย

ไม่เพียงในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่เมืองสำคัญในต่างจังหวัดยังได้มีการสร้างตลาดขึ้น เพื่อนำค่าบำรุงตลาดไปใช้ในการพัฒนาระบบสุขาภิบาลและสาธารณูปโภคพื้นฐานในเขตศูนย์กลางเมืองใหม่ ควบคู่พร้อมไปกับการตัดถนนของกระทรวงโยธาธิการ

หากนับระยะเวลาจากจุดเริ่มต้น “เงินถุงแดง” ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.2367-2394 อีกทั้งมีข้อมูลว่า รัชกาลที่ 3 ทรงทำการค้าร่ำรวยตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในสมัยรัชกาลที่ 2 และทรงแบ่งเงินจากการค้าส่วนหนึ่งถวายรัชกาลที่ 2 เพื่อสมทบเข้าพระคลังหลวงด้วย จึงน่าจะนับได้ว่าทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ที่เรากล่าวถึงนี้มีวิวัฒนาการมาเกือบ 200 ปี ตั้งแต่ต้นรัชสมัยของพระองค์หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย

จาก “กรมพระคลังข้างที่” สู่ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”

จากยุค “กรมพระคลังข้างที่” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มาสู่ยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475

ใน พ.ศ.2479 มีการตั้ง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ขึ้นมาแทน ตามความในพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 ซึ่งกำหนดไว้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์ ที่นอกเหนือจากทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บรรดาที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งอยู่ให้ความดูแลรักษาของสำนักพระราชวัง

พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้จำแนกประเภททรัพย์สินออกจากกันชัดเจน คือ

ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดินและทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บรรดาที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ให้อยู่ในความดูแลรักษาของสํานักพระราชวัง

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นอกจากที่กล่าวไป ให้อยู่ในความดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ของสํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

สำหรับทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้น การดูแลรักษาและการจัดหาผลประโยชน์ให้เป็นไปตามราชอัธยาศัย

ต่อมามีการปรับปรุงแก้ไขและยกเลิกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์อีก 3 ครั้ง คือ

1.พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉะบับที่ 2) พ.ศ. 2484

2.พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉะบับที่ 3) พ.ศ. 2491

3.พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2560

ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ยกเลิก

– พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479

– พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉะบับที่ 2) พุทธศักราช 2484

– พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉะบับที่ 3) พ.ศ. 2491

 

จาก “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” สู่ “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”

พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2560 ที่ประกาศออกมา ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ผลของพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

1.ความหมายของคำว่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ที่เปลี่ยนเป็น “ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์นอกจากทรัพย์สินส่วนพระองค์”

จากเดิมที่ระบุความหมายไว้ในพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉะบับที่ 3) พ.ศ. 2491 ว่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” หมายถึง “ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์นอกจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ และทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน”

นั่นหมายความว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้เปลี่ยนให้ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดินถูกนับเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ด้วย 

2.มีคำใหม่เพิ่มเข้ามา คือคำว่า “ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์” ซึ่งระบุไว้ว่า “ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การใดที่มีผลทําให้สิ้นสุดการเป็นทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว”

3.มาตรา 7 ให้สํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานในพระมหากษัตริย์ มีหน้าที่จัดการ ดูแลรักษา จัดหาผลประโยชน์ และดําเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ตามที่จะทรงมอบหมาย

4.เปลี่ยนที่มาของ “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” โดยระบุไว้ว่า “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอื่นซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย การพ้นจากตําแหน่งกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และผู้อํานวยการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

จากเดิมที่กำหนดไว้ตายตัวว่า “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน กรรมการ โดยตำแหน่ง

5.ชื่อผู้ถือหุ้นในกิจการต่าง ๆ ที่เคยเป็นชื่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนเป็นพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ต่อมา ปี พ.ศ. 2561 มีการออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 ประกาศ ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 พร้อมกับเปลี่ยนชื่อ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”

ที่หลายคนสงสัยว่าคำว่า “ส่วน” ในชื่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หายไปตอนไหน ก็คือถูกตัดออกไปในตอนนี้แหละ

สาระสำคัญของพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 คือ

1.จัดตั้ง “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานในพระมหากษัตริย์ มีหน้าที่จัดการ ดูแลรักษาจัดหาผลประโยชน์ และดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามที่จะทรงมอบหมาย

2.คำว่า “ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์” หายไป มีคำว่า “ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เข้ามาแทน ซึ่งกำหนดความหมายไว้ว่า “ทรัพย์สินในพระองค์และทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์”

นัยความหมายยังเหมือนคำว่า “ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์” คือ ไม่มีการแยกทรัพย์สินในพระองค์ กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เท่ากับว่าทรัพย์สินโดยตำแหน่งพระมหากษัตริย์ถูกนับเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ด้วย

3.ในมาตรา 5 “การใดที่มีผลทำให้สิ้นสุดการเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้เว้นแต่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว” ส่วนนี้ยังเหมือนกับในพระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2560

ส่วนที่เพิ่มมาคือ

“ในกรณีที่มีปัญหาว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณีให้เป็นไปตามพระบรมราชวินิจฉัย”

 

แหล่งรายได้ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

ที่มารายได้ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์แบ่งออกเป็น 2 หมวดใหญ่ คือ

1.การลงทุนหลักทรัพย์ หรือการถือครองหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ทั้งถือหุ้นโดยตรง และถือหุ้นผ่านบริษัทลูก ยกตัวอย่างบริษัทขนาดใหญ่ที่สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG, บริษัท ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งหลังจากประกาศใช้ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 ชื่อผู้ถือหุ้นที่เดิมเป็นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถูกเปลี่ยนเป็นพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

2.โครงการพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ถือครองที่ดินทั่วประเทศกว่า 41,000 ไร่ (อ้างอิงข้อมูลรายงานประจำปี 2556 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) ซึ่งพื้นที่เหล่านั้นมีทั้งที่ถูกพัฒนาใช้ประโยชน์แล้วและเป็นที่ดินที่ยังไม่ถูกพัฒนา สามารถแบ่งย่อยออกเป็น

– โครงการที่พัฒนาเองและให้เช่ามาเป็นเวลานานแล้ว ยกตัวอย่างโครงการในกรุงเทพฯ เช่น อาคารหน้าพระลาน, อาคารถนนบ้านหม้อ, อาคารริมถนนพระอาทิตย์, อาคารตลาดท่าเตียน, อาคารนิทรรศรัตนโกสินทร์, อาคารท่าช้างวังหลวง ฯลฯ ส่วนโครงการในต่างจังหวัดส่วนใหญ่เป็นตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

– ที่ดินที่เพิ่งพัฒนาใหม่และอยู่ระหว่างการพัฒนา มีทั้งโครงการที่สำนักงานทรัพย์สินฯ พัฒนาเอง และที่ให้เอกชนเช่าพื้นที่ระยะยาวเพื่อพัฒนาโครงการ ยกตัวอย่าง โครงการหลังสวนวิลเลจ บนที่ดินขนาด 56 ไร่บริเวณใกล้สวนลุมพินี เป็นโครงการที่สำนักงานทรัพย์สินฯ พัฒนาเอง ส่วนที่ดินทำเลกลางเมืองที่ให้เช่าพัฒนาโครงการ อย่างเช่น ที่ดินหัวมุมถนนสีลมขนาด 24 ไร่ ที่กำลังพัฒนาโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และที่ดิน 3 ไร่บริเวณแยกราชเทวี ให้เช่าระยะยาวเพื่อพัฒนาโครงการ AIRA ONE เป็นอาคารสำนักงานชื่อ สปริง ทาวเวอร์

ทั้งนี้ ในรายงานประจำปี 2559 ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำแนกประเภทผู้เช่าที่ดินไว้ว่า เป็นผู้เช่ารายย่อย 58% หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ 33% ผู้เช่าเชิงพาณิชย์ 7% และมูลนิธิ 2%

มีการแจกแจงประเภทค่าใช้จ่ายเอาไว้ด้วยว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมด้านสังคม 44.2% ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการจัดการ 27.6% ค่าใช้จ่ายบุคลากร 14.2% โครงการพัฒนาด้านต่าง ๆ 14.0%

ส่วนรายได้ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ถูกระบุไว้ในรายงานประจำปีฉบับนี้

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...