โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักรบแห่งพงไพร "ไบโอฟาร์ม" เติมน้ำใจวันที่ป่าหยุดพัก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 เม.ย. 2563 เวลา 07.30 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2563 เวลา 07.30 น.

ต้องยอมรับว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ คนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ถูกขนานนามว่า“นักรบแห่งพงไพร” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “ผู้ปิดทองหลังพระ” ที่ทำหน้าที่ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติเพื่อคนไทยทุกคน ซึ่งคำเหล่านี้ไม่ได้เป็นการกล่าวเกินความจริง แต่เป็นการอธิบายถึงงานแห่งชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ ซึ่งมาพร้อมกับหน้าที่ และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ ในการดูแลผืนป่าอุทยานแห่งชาติ ที่ใหญ่อันดับ 3 ของประเทศให้อุดมสมบูรณ์มากที่สุด

แม้วันนี้อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศจะหยุดพักในการทำหน้าที่เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจให้กับนักท่องเที่ยว เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจะหยุดลงตามไปด้วย ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละวันนั้นยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะต้องเจอกับสิ่งใด บางครั้งอาจจะต้องเผชิญกับขบวนการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ ทั้งยังเสี่ยงภัยกับโรคภัยไข้เจ็บสารพัด หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติ และความดุร้ายของสัตว์ป่าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“ศรุต พิรักษา” ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากร อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่บอกว่า หลังจากมีคำสั่งปิดอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศจากการระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา อาจเป็นข่าวร้ายของผู้รักการท่องเที่ยวที่ต้องการใกล้ชิดและศึกษาธรรมชาติ แต่ถือว่าเป็นความจำเป็นในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งหากมองอีกมุมหนึ่งนี่เป็นครั้งแรกของป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และป่าอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศจะได้หยุดพักผ่อนอย่างเต็มที่ โดยปราศจากการรบกวนเป็นการให้เวลาแก่ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตัวเองอย่างแท้จริง

“ดังนั้น หากมองย้อนกลับไปเมื่อปี 2506 หรือประมาณ 57 ปีมาแล้ว ที่ป่าเขาใหญ่ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ จวบจนถึงวันนี้ป่าเขาใหญ่ไม่เคยได้หยุดพักในการต้อนรับนักท่องเที่ยวเลย แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นป่าอนุรักษ์ไม่ใช่เส้นทางท่องเที่ยว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมาเยือนของนักท่องเที่ยวเฉลี่ยปีละ 1.5 ล้านคน ย่อมมีผลกระทบต่อธรรมชาติและสัตว์ป่าไม่มากก็น้อย เพราะในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาตินั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเหยียบย่ำไปบนพื้นดินและพืชผิวดิน ทำให้เกิดการเสียหาย ล้มตาย หรือไม่เจริญเติบโต”

“ส่วนผลกระทบต่อสัตว์ป่าก็เป็นการรบกวนวิถีชีวิตตามธรรมชาติ สร้างความหวาดระแวงจากกลิ่นและเสียงของมนุษย์ ทำให้การหากินและพฤติกรรมของสัตว์ผิดไปจากธรรมชาติ เพราะนักท่องเที่ยวบางคนฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของอุทยานฯ อาทิ ทิ้งขยะไม่ถูกที่, ให้อาหารสัตว์ป่า, ขับรถเร็วเกินกำหนด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้สัตว์ป่าได้รับอันตรายบาดเจ็บหรือเสียชีวิต”

“แต่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ถึงเวลานี้ทุกคนยังคงทำงานกันเหมือนภาวะปกติ เพราะงานพิทักษ์ป่าไม่มีวันหยุด งานที่รับผิดชอบครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งป้องกัน ปราบปราม งานด้านการศึกษาวิจัย และสร้างมวลชน ส่วนที่หนักสุดและเป็นงานหลักของเจ้าหน้าที่ คือ การตรวจลาดตระเวน เนื่องจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีขนาดพื้นที่ 2,168 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,355,396 ไร่ แต่เจ้าหน้าที่อุทยานฯที่รับผิดชอบมีประมาณ 460 คน”

ในจำนวนดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ต้องลาดตระเวนป้องกันและปราบปรามเพียง 250 คน แบ่งหน้าที่กันเป็นส่วนกลาง 5 ชุด หมุนเวียนกันเข้าป่าและรอบแนวเขตป่าอีก 23 ชุด ทำงานร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง หากมองแค่จำนวนอย่างเดียวอาจดูเหมือนมาก แต่เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่รับผิดชอบแล้วถือว่าไม่เพียงพอ เพราะเฉลี่ยแล้วเจ้าหน้าที่ 1 คน ต้องดูแลพื้นที่ป่ามากถึง 5,000 ไร่

“ศรุต” เล่าต่อว่า การออกลาดตระเวนแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่ต้องแบกสัมภาระ อาวุธ และอุปกรณ์ยังชีพน้ำหนักถึง 15-25 กิโลกรัม การปฏิบัติหน้าที่เป็นระยะเวลานานหลายปี สิ่งที่ตามมาคืออาการเจ็บหลัง ปวดเมื่อย หรือบางคนเจ็บหนักถึงขั้นเรื้อรัง หลังเสียจนต้องย้ายไปปฏิบัติหน้าที่อื่นแทน

“ดังนั้น ยาจึงถือเป็นสิ่งสำคัญมากเมื่อเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในป่า ซึ่งยาที่เตรียมไปส่วนใหญ่จะเป็นยาที่ครอบคลุมการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นได้บ่อย อาทิ ยาแก้ปวดลดไข้ ยาบรรเทาอาการปวดเมื่อยคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้ ยาแก้ผื่นคัน รวมไปถึงเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการปฐมพยาบาลเมื่อได้รับบาดเจ็บ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมียาสำหรับคนที่มีโรคประจำตัว ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้งจะมีการตรวจสุขภาพของเจ้าหน้าที่ก่อน หากคนไหนสุขภาพไม่ดี ไม่พร้อมก็จะไม่อนุญาตให้เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่”

แม้เจ้าหน้าที่จะต้องทำงานหนัก แต่ทุกคนก็ยินดีและพร้อมที่จะทำหน้าที่ดูแลทรัพยากรป่าไม้อย่างเต็มที่ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด เล็งเห็นความสำคัญของผู้พิทักษ์ป่า จึงสนับสนุนตู้ยา เติมยาและเวชภัณฑ์ พร้อมให้ความรู้เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพให้กับประชาชน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “45 ปี ไบโอฟาร์ม เพื่อชุมชน เติมยา เติมความห่วงใย”

“เภสัชกรปริญญา เปาทอง” ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานองค์กร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด กล่าวเสริมว่า การมอบยาและเวชภัณฑ์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ในการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและหน่วยปฐมพยาบาลนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่ไบโอฟาร์มฯดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

“นอกจากการมอบยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ แล้ว ยังมอบแอลกอฮอล์เจลสำหรับล้างมือจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยหวังจะสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ให้มีพลังกายพลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติของเราให้คงอยู่ตลอดไป”

จึงนับเป็นการ “เติมน้ำใจ” ให้แก่กันและกันในยามที่ทุกคนกำลังผจญกับความลำบากอย่างน่าชมเชยยิ่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...