โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปลูกข่าแดงแบบอินทรีย์ขาย ดูแลง่าย ใช้พื้นที่น้อย เก็บผลผลิตได้นาน 10 ปี สร้างรายได้เป็นล้าน!!

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 01 ส.ค. 2565 เวลา 07.35 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2565 เวลา 23.00 น.

“ข่าแดง” หรือ ข่าอ่อน เป็นพืชสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้ง ต้านทานโรคได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายโดยเฉพาะด้านสุขภาพ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดสูง

การยึดอาชีพปลูกข่าแดงของชาวบ้านที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทำกันมายาวนานกว่า 30 ปี เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกมาก เป็นพืชที่ช่วยกันในครัวเรือน ลงทุนน้อย ปลูกแล้วเก็บผลผลิตได้นานเป็น 10 ปี ที่สำคัญมีรายได้ทุกวัน จึงเป็นพืชที่ชาวบ้านไม่ง้อรายได้จากการปลูกข้าว

ฉะนั้น เกือบทั้งหมู่บ้านหันมาปลูกข่าแดงสร้างรายได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าด้วยการปลูกข่าแบบอินทรีย์จนได้ใบรับรองมาตรฐาน จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าหลายพื้นที่ทั่วประเทศและจากที่เคยเป็นรายได้เสริมเมื่อก่อน จึงกลายเป็นรายได้หลักในวันนี้ กระทั่งทำให้ทุกครอบครัวในตำบลห้วยขะยุงที่ปลูกข่าแดงขายมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน

คุณนวนศรี พรมมากอง อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ที่ 13 บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นชาวบ้านในพื้นที่อีกคนที่ปลูกข่าแดงมานานหลายสิบปี ใช้พื้นที่ปลูกข่าประมาณ 3 ไร่

คุณทัศนะ คูณค้ำ เกษตรอำเภอวารินชำราบ (ขวาสุด) ตรวจเยี่ยมกลุ่มชาวบ้านที่ปลูกข่าแดง

เกษตรกรรายนี้เล่าว่า ถ้าเริ่มปลูกข่าแดงครั้งแรกควรปลูกประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยจะใช้หัวข่าแก่ปลูก เมื่อปลูกแล้วใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จึงเก็บผลผลิตได้ ข่านั้นปลูกครั้งเดียวสามารถให้ผลผลิตได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 10 ปี ข่าที่ปลูกกันจะเป็นพันธุ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ข่าแดง” เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย แตกหน่อดี ให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ซึ่งปกติแล้วจะปลูกกันไร่ละประมาณ 800-900 ต้น ระยะปลูกห่างกันต้นละเมตร ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปีละ 4 ครั้ง

สำหรับวิธีเก็บผลผลิตจะสับหรือตัดหน่ออ่อนด้วยเสียม ทั้งนี้ การสับหรือตัดหน่ออ่อนมากเกินไปอาจทำให้ต้นแม่โทรมเร็ว แล้วจะให้หน่อช้า ดังนั้น จึงต้องบำรุงต้นแม่ให้ดีเพื่อให้ได้หน่อข่าอ่อนที่ดีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ที่เป็นฤดูหนาว พบว่า หน่ออ่อนมักแตกช้า และชาวบ้านจะถือโอกาสพักต้น รอให้พ้นหน้าหนาวไปก่อน

หลังจากสับหรือตัดต้นข่ามาจากสวนแล้วจะนำมาล้างทำความสะอาด แล้วปอกลอกเปลือกออก จากนั้นตัดแต่งให้สวยงามแล้วนำไปมัดเป็นกำ ให้มีกำละ 5-6 ต้น ขึ้นอยู่กับขนาด นำไปขายให้แก่บ้านที่รับซื้อทุกวัน ในราคาครั้งละอย่างต่ำ 500 บาท ทำให้มีเงินได้จากข่าแดงถึงเดือนละเกือบ 20,000 บาท พร้อมกับบอกว่ารายได้เช่นนี้ดีกว่าการทำนาขายข้าวอีก

(จากซ้าย) คุณนาง คุณสำรี และผู้ใหญ่บ้าน

ขณะเดียวกัน คุณสำรี แก้วมณี เจ้าหน้าที่ อกม. (อาสาสมัครเกษตรประจำหมู่บ้าน) โทรศัพท์ 085-611-6346 ได้เพิ่มเติมข้อมูลการปลูกข่าแดงของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ว่า อาชีพนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ทำกันมานานกว่า 30 ปี ทำกันเกือบทุกบ้าน แต่ละบ้านใช้พื้นที่ปลูกข่าแดงประมาณ 1-3 ไร่ โดยไม่มากกว่านี้ เนื่องจากดูแลไม่ทั่วถึงเพราะทำกันเฉพาะในครัวเรือน ทั้งนี้ การเก็บข่าแดงจะสับหรือตัดหน่ออ่อนทุกวันเวียนไปทีละแปลง สลับไป-มาจนทั่ว

แปลงปลูกข่าแดงใช้พื้นที่ไม่มาก แต่รายได้สูงมาก

ลักษณะการปลูกข่าแดงเป็นการปลูกครั้งเดียว เพราะจากนั้นจะเก็บผลผลิตไปเรื่อยๆ ได้ยาวนาน 8-10 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล สำหรับต้นข่าแดงที่มีหน่ออ่อนแล้วพร้อมเก็บได้คือ ต้นที่มีใบจำนวน 3 ใบ แต่ถ้าต้นไหนมีมากกว่า 3 ใบ จะมีหน่อแก่ ขายไม่ได้ราคา

ต้นข่าแดงชอบอากาศร้อน ยิ่งถ้าให้น้ำสัปดาห์ละครั้ง ไม่ต้องใช้น้ำมาก แต่ให้บ่อย เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย จะทำให้หน่อแตกได้ดี จึงสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ชาวบ้านหันมาปลูกพืชน้ำน้อย ดังนั้น ข่าแดงถือว่าตอบโจทย์ได้ตรงเป้าหมาย

ปอกข่าแดงทั้งต้น ตัดแต่งให้สวยงามเตรียมมัดเป็นกำ

สำหรับการนำข่าแดงไปบริโภคนั้น ชาวบ้านนิยมกินสด หรือบางแห่งใช้ลำต้นนำไปสับรับประทานแบบเมี่ยง ส่วนถ้าเป็นเมนูอาหารนิยมนำไปนึ่ง ต้มยำ ทำน้ำพริก หรือซุป (เหมือนซุบหน่อไม้)

คุณสำรี บอกว่า ข่าแดงเป็นพืชที่ปลูก/ดูแลไม่ยาก แมลงศัตรูพบบ้างจะเป็นหนอนกอ จะพบในหน้าหนาวเท่านั้น โดยหนอนกอมักเข้าไปกินไส้ในต้นอ่อน ซึ่งชาวบ้านไม่นิยมใช้สารเคมีป้องกันเพราะกลัวเกิดอันตราย แต่จะใช้วิธีสังเกตความผิดปกติของต้น แล้วเมื่อพบหนอนจะทำลายทิ้ง

ส่วนการให้ปุ๋ยจะเน้นใส่ปุ๋ยคอกเป็นหลัก ส่วนปุ๋ยเคมีใช้น้อยมากประมาณ 1 ไร่ ต่อกระสอบ ต่อปี ดังนั้น ข่าแดงของหมู่บ้านนี้จึงปลูกแบบอินทรีย์แล้วยังจัดระบบการปลูกเป็นแบบแปลง GAP ด้วย จึงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในจังหวัดใกล้เคียงและจังหวัดอื่น

ชาวบ้านที่นำข่าแดงมาขายที่จุดรับซื้อจะแช่ในโอ่งก่อนนำไปขาย

เจ้าหน้าที่ อกม. เผยว่า ปกติชาวบ้านจะสับหรือตัดหน่อข่าอ่อนได้จำนวนไม่ต่ำกว่าวันละ 300 ต้น หรือบางครัวเรือนอาจเก็บได้ถึงวันเป็นพันต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพอใจในรายได้ของแต่ละครัวเรือน เรียกว่าถ้าต้องการเงินมากก็ช่วยกันเก็บ ทั้งนี้ ราคาที่ชาวบ้านขายให้คนรับซื้อจะอยู่ระหว่าง 5-7 บาท ต่อมัด (ขึ้นอยู่กับราคาท้องตลาด) จึงทำให้มีรายได้จากการขายหน่อข่าแดงอย่างต่ำวัน 500 บาท แต่ครัวเรือนไหนขยันมากอาจได้ถึงวันละ 1,000 บาท ต่อวัน

สำหรับต้นทุนการปลูกข่าแดง คุณสำรีชี้ว่า จะเกิดขึ้นเพียงแค่การปลูกครั้งแรกเท่านั้น อีกทั้งยังประหยัดต้นทุนค่าพันธุ์เพราะสามารถตัดเก็บต้นแก่ที่สมบูรณ์ไว้ใช้ขยายพันธุ์ต่ออีกในรุ่นต่อไปได้ ส่วนการลงทุนอย่างอื่นคงมีแค่ค่าซื้อปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี (เล็กน้อย) ค่าไถพรวนปรับพื้นที่ ค่าน้ำ และค่าไฟ ซึ่งประเมินแล้วมีค่าใช้จ่ายเพียงไร่ละไม่เกิน 3,000 บาทเท่านั้น

ลักษณะต้นข่าแดงอ่อนที่เตรียมตัด

“ชาวบ้านทุกครัวเรือนที่ปลูกข่าแดงเป็นอาชีพมีความพอใจกับรายได้ที่รับจากในอดีตที่ปลูกข่าแดงขายเป็นรายได้เสริม แต่ตอนนี้กลับเป็นรายได้หลัก แทนการปลูกข้าว เนื่องจากปลูกข้าวมีรายได้ปีละครั้ง แต่การปลูกข่าแดงขายมีรายได้ทุกวันแล้วทำให้ทุกครัวเรือนมีความเป็นอยู่ที่ดีสามารถส่งบุตร-หลานเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้” คุณสำรี เผย

จากนั้นได้พบกับ คุณนาง เป็นคนดูแลการรับซื้อข่าแดงประจำหมู่บ้าน เธอบอกว่าในแต่ละวันรับซื้อข่าแดงจากชาวบ้านจำนวนพันกว่ามัด ในราคา 4 บาท ต่อมัด แล้วถ้าเป็นช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ราคาจะสูงไปถึงมัดละ 7 บาท รายได้ที่คุณนางรับจากชาวบ้านเพียงมัดละ 1 บาท

ต้นข่าแดงที่ตัดออกมาจากแปลง

พร้อมกับเผยว่า รายได้ที่ชาวบ้านนำข่าแดงมาขายเฉลี่ยแล้วคนละ 400-500 บาท ต่อครั้ง ต่อวัน หรือประมาณ 15,000 บาท ต่อเดือน ทั้งนี้ ภายหลังจากรับซื้อข่าแดงจากชาวบ้านแล้วจะรวบรวมนำไปส่งขายให้พ่อค้าที่ตลาดในอำเภอวารินชำราบทุกวัน ในจำนวนวันละเป็นตัน จากนั้นจึงไปขายส่งต่อให้แม่ค้าในตลาดนัดเพื่อแบ่งเป็นกำขนาดเล็กขายให้ผู้บริโภคในราคากำละ 10-15 บาท

“หลังจากชาวบ้านหันมาปลูกข่าแดงกันจำนวนมากทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญมีรายได้ดีกว่าการปลูกข้าวอย่างมาก อย่างถ้าเปรียบเทียบรายได้จากการขายข่าแดง 1 ไร่ มีรายได้มากกว่าการขายข้าว 1 ไร่เสียอีก” คุณนาง กล่าว

ชาวบ้านกำลังปอกลอกต้นข่าแดง
ป้ายแสดงราคารับซื้อในแต่ละวัน

จากข้อมูลการปลูกและขายข่าแดงจากบุคคลต่างๆ จะพบว่าในปัจจุบันชาวบ้านหันมาปลูกข่าแดงกันเพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะว่าปลูก/ดูแลง่าย แล้วมีรายได้ทันที ข่าแดงจึงกลายเป็นพืชทางเลือกสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่สร้างรายได้หลักให้แก่ชาวบ้าน แทนการรอขายข้าว

คราวนี้ลองมาคำนวณตัวเลขรายได้ของชาวบ้าน เพียงแค่ครัวเรือนเดียวถ้าขายข่าแดงทุกวันมีรายได้วันละ 500 บาท หรือเดือนละ 15,000 บาท แต่ถ้าทั้งหมู่บ้านปลูกข่าแดงขายกันจำนวน 100 หลังคาเรือน จะพบว่ามีรายได้รวมเฉลี่ย 1.5 ล้านบาท ต่อเดือน

อย่างนี้…จะเรียกว่าหมู่บ้านข่าแดงเงินล้านได้ไหม!!

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...