เจาะพื้นฐาน 10 หุ้น Domestic play ตัวตึงประจำไตรมาส 4/67
ภาวะตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เห็นจะหนีไม่พ้นปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะกรณีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจากแนวโน้มที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ มีโอกาสเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ค่อนข้างสูง ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบมาถึงตลาดหุ้นไทยไม่มากก็น้อย
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ภาพของแรงซื้อนักลงทุนสถาบันในประเทศที่เริ่มอ่อนแรงลง ประกอบกับ Bond yield และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ยังทรงตัวแข็งแกร่ง ทําให้ในเชิงกลยุทธ์ ยังคงแนะนําเพียงถือครองหุ้นในกลุ่ม Domestic play ที่เป็น Top pick ประจําไตรมาส 4 ต่อไป ซึ่งได้แก่ AP, COM7, HMPRO, ERW, ICHI, SAWAD, AEONTS, KTC, DIF, CPNREIT
Wealthy Thai จึงได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์ของทั้ง 10 หุ้น จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำมาไว้ในบทความนี้แล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด แนะนำ “OUTPERFORM” บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP พร้อมให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 12.90 บาท/หุ้น โดยคาดว่ากําไรสุทธิไตรมาส 4/67 จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และจากไตรมาสก่อน โดยได้แรงหนุนจากการโอน backlog ทั้งจากโครงการแนวราบและคอนโดร่วมทุน โดยเฉพาะส่วนที่เหลือของโครงการ Life พระราม 4-อโศก
ทั้งนี้ คงประมาณการรายได้ปี 2567 ของ AP ไว้ที่ 3.91 หมื่นลบ. โต 2.9% จากปีก่อน ขณะที่คาดว่าอัตรากําไรขั้นต้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 จะตํ่ากว่าช่วงครึ่งปีแรก จากการปรับเปลี่ยนสัดส่วนผลิตภัณฑ์และแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ดังนั้นจึงคาดการณ์กําไรสุทธิปี 2567 ที่ 5.38 พันลบ. ลดลง 11% จากปีก่อน
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ“ถือ” บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 25.20 บาท/หุ้น โดยคำแนะนำดังกล่าวยังคงได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรที่ดีในช่วงครึ่งปีหลังของปี 67 และปี 68 โต 14% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน เนื่องจากคาดว่า COM7 จะได้รับอานิสงส์จากยอดขายอุปกรณ์ AI ที่แข็งแกร่ง และการแย่งส่วนแบ่งตลาดจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม ส่วนความเสี่ยงที่สำคัญคือเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ขณะที่อัพไซด์ต่อประมาณการอาจมาจากยอดขายโทรศัพท์ AI ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้
บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แนะนำ "ทยอยซื้อสะสม" บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 13.00 บาท/หุ้น โดยกำไรไตรมาส 4/67 ส่อแววสดใส โดยได้รับผลบวกจากการซ่อมแซมบ้านหลังผ่านพ้นน้ำท่วมแถบภาคเหนือ และคาดจะฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงที่เหลือปีนี้ ทั้งนี้ คาดกำไรปี 2567 ยังทำสถิติสูงสุดใหม่ได้แม้เติบโตเพียง 3.4% ส่วนราคาลงมาสะท้อนกำไรไตรมาส 3/67 ที่คาดจะหดตัว 6% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนไปแล้ว ขณะเชื่อกำไรกลับมาเติบโตอีกครั้งในไตรมาส 4/67 บวกกับราคาหุ้นปัจจุบันมี upside อีกทั้งยังคาด Div. Yield ปีนี้สูงราว 3.8% มากสุดในกลุ่มค้าปลีก เป็นโอกาสให้ทยอยซื้อสะสม
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW พร้อมให้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2568 ที่ 5.10 บาท/หุ้น โดยแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/67 คาดกำไรปกติโตเด่นจากไตรมาสก่อน และกลับมาเติบโตจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนได้อีกครั้ง หนุนจากคาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาส 4/67 ที่ 10 ล้านคน เติบโตดีราว 15% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 20% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน
ส่วนผลกระทบเรื่องดอกเบี้ยจ่ายที่กดดันให้กำไรปกติไม่เติบโตมา 2 ไตรมาส ทั้งนี้ คาดปัจจัยลบดังกล่าวจะเริ่มคลี่คลายลงในไตรมาส 4/67 หลังบริษัทนำเงินส่วนหนึ่งจากการแปลงWarrant-3ไปชำระหนี้บางส่วนก่อนกำหนดในช่วงไตรมาส 3/67 อีกทั้ง ERW เป็นผู้เล่นในกลุ่มโรงแรมที่คาดได้ประโยชน์สูงสุดจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ของกนง.
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 21.60 บาท/หุ้น โดยประเมินว่ากำไรปกติในไตรมาส 4/67 อาจลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากดีมานด์ที่ชะลอตัวและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น แต่คาดกำไรจะยังเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน หนุนจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่สูงขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐฯ รวมถึงการเริ่มรับรู้กำลังการผลิตใหม่เป็นไตรมาสแรก นอกจากนี้คาดบริษัทจะรับรู้กำไรพิเศษจากการขายที่ดินราว 100-120 ลบ. และมีโอกาสจ่ายเป็นปันผลพิเศษเป็น Upside ต่อการคาดการณ์ปันผลของบล.หยวนต้า
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ "NEUTRAL" บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 42.00 บาท/หุ้น โดยปรับกำไรสุทธิปี 2568-2569 ขึ้นปีละ 6-10% อยู่ที่ 5,517และ 6,066 ลบ. ตามลำดับ เพราะ 1. ค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) ต่ำกว่าคาดจากการควบคุมสินเชื่อรวมของ SAWAD และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางภาครัฐ เช่น โครงการแจกเงิน 10,000 บ. และการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น คาดช่วยลดปัญหาการตกชั้นของลูกหนี้ 2. ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายขาลง โดยใช้สมมุติฐานดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.0% ซึ่งคาดจะมีการปรับลงอีกครั้งในช่วงไตรมาส 1/68
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “Trading” บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่139 บาท/หุ้น โดยคาดแนวโน้มครึ่งปีหลัง 2567 ยังลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากฐานที่สูงในไตรมาส 4/66 แต่ปรับตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก หนุนจากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง หลังได้อานิสงส์บวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ ช่วยให้การชำระหนี้ของลูกหนี้มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสที่บริษัทจะมีหนี้สูญรับคืนที่เพิ่มขึ้น จึงคงคาด AEONTS จะมีกำไรสุทธิปี 2567 จำนวน 2,741 ลบ. ลดลง 15.9% จากปีก่อน ก่อนจะพลิกกลับมาโต 14.3% ในปี 2568
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 55 บาท/หุ้น โดยคงคำแนะนำซื้อ เพราะ 1. คาดมาตรการของธปท. และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางภาครัฐจะช่วยลดปัญหาการตกชั้นของลูกหนี้ 2. ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง 3. มีจุดแข็งเรื่องงบดุล 4. คาดกำไรสุทธิปี 2568 โต 8% ขยายตัวต่อจากปี 2567 ที่คาดโต 3% จากทั้งนี้ ปรับกำไรสุทธิปี 2568-2569 ขึ้นปีละ 1% อยู่ที่ 8,118 ลบ. และ 8,681 ลบ. ตามลำดับ จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง โดยใช้สมมุติฐานดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.0% ซึ่งคาดจะมีการปรับลงอีกครั้งในช่วงไตรมาส 1/68
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ“ซื้อ” กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 11.50 บาท/หุ้น โดยมองว่ากองทุนรวม DIF น่าสนใจ เนื่องจาก 1. ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาลง 2. มีโอกาสขยายอายุสัญญาอีก 10 ปี จากปี 2576 (เงื่อนไขรายได้บรอดแบนด์กลุ่ม TRUE เกิน 16,500 ลบ.) และ 3. มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจากการลงทุนในทรัพย์สินประเภทเสาโทรคมนาคมหลัง TRUE และ DTAC รวมโครงข่ายเสร็จ ซึ่งคาดน่าจะเกิดหลังปี 2569
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท หรือ CPNREIT พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 14.50 บาท/หน่วย โดยชอบ CPNREIT เนื่องจาก 1. เป็น REIT ค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เติบโตไปพร้อมกับ CPN ซึ่งมีสินทรัพย์ที่มีคุณภาพโดดเด่นด้านทําเล 2. มี CPN เป็นทั้งผู้บริหารทรัพย์สินและผู้ถือหุ้นและมีประสบการณ์ในธุรกิจค้าปลีกอย่างดี เป็นโอกาสของ CPNREIT ที่จะเติบโตไปพร้อมกับ CPN 3. การต่อสัญญาเซ็นทรัลปิ่นเกล้าและเซ็นทรัลพระราม 2 ทําให้กระแสเงินสดมีความต่อเนื่อง และไม่ต้องกังวลสินทรัพย์ครบอายุสัญญาเช่าไปอีก 10 ปี 4. Dividend yield สูงกว่า 8% แม้ว่าราคาหุ้นจะขยับขึ้นมาแล้ว และราคาหุ้นสูงกว่า NAVเพียง 4%