โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขวาคือใคร... คิดอย่างไร (5) ขวามีกี่แบบ... กี่ประเภท?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 พ.ย. 2567 เวลา 03.37 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2567 เวลา 02.20 น.

“เมื่อขนบประเพณีอ่อนแอลงจากแรงกดดันของความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ชาวอนุรักษนิยมจะต้องรักษาสิ่งนั้นไว้…[ดังนั้น] ชาวอนุรักษนิยมจะต้องตัดสินว่า เมื่อไหร่ที่จะหยุดอนุรักษ์ในสิ่งที่ไม่สามารถอนุรักษ์ได้”
Edmund Fawcett (2020)

ดังที่กล่าวแล้วว่า ชุดความคิดทางการเมืองทุกค่ายทุกสำนักไม่ได้มีลักษณะเป็น “แท่งเดียวทางความคิด” (monolithic) หากแต่สามารถจำแนกออกได้หลากหลาย ฝ่ายอนุรักษนิยมก็เช่นเดียวกัน มีความหลากหลายของ“สำนักคิด” ที่อยู่ภายใต้ร่มธงเดียวกันของความเป็นอนุรักษนิยม

หากทดลองสำรวจอย่างสังเขปถึงสายธารของความเป็นอนุรักษนิยมที่แตกออกไปในแต่ละส่วน เราจะเห็นถึง “เฉดความคิด” ของฝ่ายขวาในสำนักหลักๆ ดังนี้

1)อนุรักษนิยมที่นิยมอำนาจ (Authoritarian Conservatism)

ชาวอนุรักษนิยมในกลุ่มที่เน้นความคิดแบบอำนาจนิยมนั้น จะเป็นกลุ่มที่สนับสนุนการปกครองในแบบที่เป็น“เอกาธิปไตย” (autocracy) หรือยอมรับการปกครองแบบเผด็จการว่าเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง และไม่ตั้งคำถามกับการใช้อำนาจของรัฐในแบบนี้ ระบอบการปกครองเช่นนี้จึงมีลักษณะใกล้เคียงที่จะเป็น “เผด็จการเบ็ดเสร็จ” (Totalitarianism) หรือเป็นระบอบแบบ “อำนาจสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ” (Absolutism)

ระบอบเช่นนี้จึงต้องพึ่งพา“ผู้นำที่มีบารมี” อย่างมาก อันอาจนำไปสู่ระบอบการปกครองที่ยึดโยงอยู่กับตัวผู้นำ หรือเกิด “ลัทธิบูชาตัวบุคคล” (personal cult) และในอีกด้านก็พึ่งพาปัจจัยพื้นฐาน 3 ประการของความคิดอนุรักษนิยม คือ ศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม ที่จะถูกนำมาใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบการปกครองเช่นนี้

ส่วนในอีกด้านก็อาศัยพลังของ“ลัทธิชาตินิยม” เป็นแรงสนับสนุน และขับเคลื่อนนโยบายในแบบชาตินิยม พร้อมกับสร้าง “กระแสรักชาติ” ในบ้าน ซึ่งการอาศัยปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นชัดว่า ทิศทางของสำนักคิดนี้ เอียงไปทาง“ขวาจัด” (the far right) หรือเป็น “อนุรักษนิยมสุดขั้ว” (ultraconservatism) หรือในที่สุดแล้วคนเหล่านี้อาจกลายเป็นพวกที่นิยม“ลัทธิฟาสซิสม์” (Fascism) ได้ด้วย

สำหรับการเมืองในประเทศโลกที่ 3 ของยุคสงครามเย็น กลุ่มอำนาจนิยมปีกขวาที่เป็นอนุรักษนิยมนั้น ปรากฏในรูปของ“รัฐบาลทหารฝ่ายขวา” หรืออาจเรียกว่าเป็น “เผด็จการทหารฝ่ายขวา” ที่มีทิศทางนโยบายชัดเจนในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และแสดงบทบาทในการป้องกันการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลฝ่ายซ้ายด้วยการทำรัฐประหาร ตามมาด้วยนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ดังเช่นกรณีของรัฐบาลทหารชิลี ที่ยึดอำนาจในปี 1973 เป็นต้น

กลุ่มอนุรักษนิยมในศตวรรษที่ 21 ปรากฏตัวในรูปแบบที่เป็นอำนาจนิยมอย่างชัดเจน เช่น กรณีของรัสเซียคือ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งในกรณีนี้อาจไม่นับรวมในกรณีของจีน และเกาหลีเหนือ เพราะประเทศทั้งสองปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ และเป็นอำนาจนิยมในตัวเองด้วย

2)อนุรักษนิยมที่เป็นเสรี (Liberal Conservatism)

ชาวอนุรักษนิยมในกลุ่มนี้ยอมรับแนวคิดแบบเสรีนิยมบางส่วน เช่น การนำเอาชุดความคิดของเศรษฐกิจเสรีนิยมคลาสสิคผสมเข้ากับความคิดแบบอนุรักษนิยม จึงยอมรับนโยบายการแทรกแซงของรัฐบาลในระดับที่ต่ำที่สุดในทางเศรษฐกิจ ในเงื่อนไขเช่นนี้ ปัจเจกบุคคลจะยังมีเสรีภาพที่จะมีส่วนร่วมในระบบตลาด และสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตนเอง โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐ หรือกล่าวได้ว่าคนในกลุ่มนี้ยอมรับแนวคิดของเศรษฐกิจเสรีนิยมเป็นพื้นฐานนั่นเอง

ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขายังเชื่อในแนวคิด “รัฐที่เข้มแข็ง” (strong state) เพื่อเป็นหลักประกันของการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย หรือมองว่าสถาบันทางสังคมมีความจำเป็นในการสร้างจิตสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบที่บุคคลต้องมีต่อรัฐ แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดไปจนสุดโต่งในแบบฝ่ายอำนาจนิยม ซึ่งอาจถือว่าคนในชุดความคิดนี้เป็น “อนุรักษนิยมกระแสหลัก” (mainstream conservative) หรืออาจกล่าวอีกแบบว่า อนุรักษนิยมกลุ่มนี้เป็นสายกลางมากที่สุด และอาจร่วมงานกับฝ่ายเสรีนิยมได้ในหลายเรื่อง หรือเป็นฝ่ายขวาที่ไม่สวิงไปกับความเป็นอำนาจนิยมแบบสุดขั้ว

3)อนุรักษนิยมแห่งชาติ (National Conservatism)
ความคิดของกลุ่มอนุรักษนิยมในสายนี้ อาจเรียกในภาษาทางรัฐศาสตร์ปัจจุบันว่า “ประชานิยมปีกขวา” (the right-wing populism) หรือ “ประชานิยมแห่งชาติ” (national populism) ซึ่งถือว่าเป็นกระแสอนุรักษนิยมขวาจัดที่สำคัญที่สุดของการเมืองในศตวรรษที่ 21

ฝ่ายขวาในกลุ่มนี้ต้องการปกป้อง “อัตลักษณ์ของชาติ” (national identity) คู่ขนานกับ “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (cultural identity) ดังนั้น ในมุมมองเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะให้ความสำคัญกับ “อธิปไตยแห่งชาติ” (national sovereignty) ซึ่งจะตามมาด้วยความคิดในการต่อต้านคนนอก เช่น บรรดาผู้อพยพ อันมีนัยถึงการต่อต้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมด้วย

ในอีกด้านก็ไม่ต่างจากความคิดอนุรักษนิยมทั่วไป ที่เน้นในเรื่องของลัทธิชาตินิยม การสร้างความเข้มแข็งของรัฐ (ซึ่งมีนัยในบริบทของยุโรปคือ ไม่ต้องการให้รัฐของตนอยู่ภายใต้องค์กรเหนือชาติแบบสหภาพยุโรป) และสนับสนุนนโยบายในการสร้างความเข้มแข็งของกองทัพ

การเมืองของชาวอนุรักษนิยมที่เป็น “ประชานิยมปีกขวา” เช่นนี้ จึงถือเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญของ “กระแสขวา” ในโลกร่วมสมัย และเป็นสิ่งที่ต้องทำความรู้จัก เพราะกระแสชุดนี้อาจกลายเป็นทิศทางหลักของการสร้างความเป็น “ขวาสุด” ที่อาจไม่ยอมรับแนวคิดของอนุรักษนิยมกระแสหลัก และทั้งยังอาจขยับตัวไปเป็น “ขวาอำนาจนิยม” ตามบุคลิกของผู้นำแต่ละคนได้อีกด้วย

4) อนุรักษนิยมแบบพ่อขุน (Paternalistic Conservatism)
แนวคิดอนุรักษนิยมชุดนี้เน้นถึงการดำรงความสัมพันธ์ภายใต้พันธะของ“ความเป็นพ่อ” (paternalistic obligation) ที่คนที่มีสถานะสูงกว่า ร่ำรวยมากกว่า หรือคนที่มีความเหนือกว่าจะมี “พันธะ” ที่จะต้องดูแลคนที่อ่อนแอกว่า ยากจนกว่าในสังคม แนวคิดชุดนี้มีความชัดเจนในการยอมรับชนชั้น และการจัดลำดับชั้นทางสังคมของมนุษย์ว่า เป็นเรื่องที่เป็นปกติตามธรรมชาติ และผู้ที่เหนือกว่าจะมี “หน้าที่” ที่จะต้องรับพันธะเช่นนี้

หากเป็นในทางการเมือง ผู้นำรัฐที่ยึดถือความคิดอนุรักษนิยมในแบบนี้ มักจะให้ความสำคัญกับนโยบายในการ“สร้างความปลอดภัยทางสังคม” (social safety net) ในการดูแลชนชั้นล่าง เช่น นโยบายแก้ปัญหาความยากจน นโยบายที่สนับสนุนการกระจายความมั่งคั่งสู่คนในระดับล่าง หรือการออกกฎระเบียบ (economic regulation) ในการควบคุมตลาด เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค

ฉะนั้น ชนชั้นนำจึงต้องรู้จักประสานผลประโยชน์ของคนทุกชนชั้นในสังคม โดยเฉพาะกับชนชั้นล่างที่เป็นคนงาน และจะต้องไม่ดำเนินการบนพื้นฐานผลประโยชน์ของชนชั้นสูง และชนชั้นนายทุนเท่านั้น

ในเยอรมนีในศตวรรษที่ 19 นายกรัฐมนตรีบิสมาร์กจัดทำนโยบายทางสังคม หรือที่เรียกว่า “สังคมนิยมแห่งรัฐ” (state socialism) โดยรัฐจะให้หลักประกันทางด้านสวัสดิการแก่คนงานในยามเจ็บป่วย เมื่อประสบอุบัติเหตุ มีปัญหาไม่สามารถทำงานได้ หรือแก่ชรา ยุทธศาสตร์ของบิสมาร์กคือ การสร้างหลักประกันในชีวิตให้แก่คนเยอรมันโดยทั่วไป รัฐจะไม่เน้นอยู่กับผลประโยชน์ของกลุ่มเจ้าที่ดินเท่านั้น นโยบายเช่นนี้คือ การสร้างความภักดีของพลเมืองให้มีต่อรัฐและกษัตริย์

ถ้าพิจารณาในบริบทของความคิดทางการเมืองโบราณของสยามแล้ว ชุดความคิดนี้คล้ายกับการปกครองแบบ “พ่อกับลูก” ของยุคสุโขทัย ที่กษัตริย์มีสถานะเหมือน “พ่อ” และคนที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองเป็นดัง “ลูก” ดังนั้น กษัตริย์ในความเป็นพ่อจึงมีพันธะที่ต้องดูแลประชาชนในความเป็นลูก และถูกประยุกต์ใช้กับ “รัฐ ทหารไทย” ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เชื่อว่า รัฐบาลทำหน้าที่เป็นพ่อในการปกครองลูกที่เป็นประชาชน

อนุรักษนิยมชุดนี้เป็นความพยายามที่จะประสานผลประโยชน์ทางชนชั้นให้ได้ แม้ว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลอนุรักษนิยมได้ แต่รัฐบาลจะต้องไม่ละเลยปัญหาทางชนชั้น และต้องเข้ามาดูแล อีกทั้งยังต้องถือว่ารัฐบาลมีสถานะเหมือน “พ่อ” ที่ต้องดูแลคนทุกฝ่ายในสังคม โดยเฉพาะชนชั้นคนงาน หรือโดยนัยคือ คนทั้งหมดในสังคมเป็นดัง “ลูก” จึงต้องได้รับการดูแลจากรัฐบาลซึ่งเป็นดัง “พ่อ”

5) อนุรักษนิยมแบบพวกปฏิกิริยา (Reactionary Conservatism)
ความเป็น “พวกปฏิกิริยา” ของชาวอนุรักษนิยมในการต่อต้านการปฏิวัติ หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนาดใหญ่นั้น ดูจะเป็นเรื่องปกติอย่างมาก เพราะบรรพชนของเขาอย่างเบิร์กก็เริ่มต้นด้วยการต่อต้านการปฏิวัติฝรั่งเศสมาแล้ว คนในสายนี้ถูกเรียกว่าเป็นพวก “ปฏิกิริยานิยม” (reactionarism) โดยมีจุดยืนพื้นฐานคือ ไม่ตอบรับกับการปรับเปลี่ยนทางสังคม กล่าวคือ พวกเขาสนับสนุนการดำรงสถานะเดิม และต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

แต่คนในสายความคิดนี้อีกส่วนอาจไปไกลมากกว่า “การต่อต้าน” แต่ต้องการที่จะหันกลับไปสู่โลกเก่า เพราะมีทัศนะว่าโลกสมัยใหม่เป็นภาพสะท้อนถึงความเสื่อมถอยในด้านต่างๆ ไม่ใช่ตัวแทนของความก้าวหน้า หรือมองว่า “ความเป็นสมัยใหม่” (modernity) เป็นภาวะที่มืดดำของมนุษย์ กล่าวคือ ฝ่ายขวาสายนี้ปฏิเสธความเป็นสมัยใหม่อย่างสิ้นเชิง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า พวกเขาเรียกร้องหาการกลับคืนสู่อดีตเป็นทิศทางหลัก

อดีตสำหรับพวกเขาคือการกลับไปสู่สถานะของความเป็นสังคมการเมืองในแบบเดิม (หรือแบบที่มีอยู่ก่อนหน้านี้) ที่ความดีงามหรือค่านิยมที่สำคัญยังดำรงอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ปรากฏให้เห็นในสังคมปัจจุบัน เช่น การชื่นชมความมีเกียรติยศและความกล้าหาญของอัศวินแบบยุคกลาง เป็นต้น

อนุรักษนิยมปฏิกิริยากลุ่มนี้ ดูจะเป็นพวกที่ “ถวิลหาโลกเก่า” มากที่สุดในบรรดาฝ่ายขวาทั้งหลาย จนบางทีอาจต้องสรุปว่า โลกเปลี่ยนมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งถอยกลับไปสู่อดีตมากเท่านั้น ความใฝ่ฝันถึงโลกชุดเก่า (สังคมแบบเก่า) เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่สำคัญของฝ่ายขวาชุดนี้

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ขวาคือใคร… คิดอย่างไร (5) ขวามีกี่แบบ… กี่ประเภท?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...