ขวาคือใคร... คิดอย่างไร (5) ขวามีกี่แบบ... กี่ประเภท?
“เมื่อขนบประเพณีอ่อนแอลงจากแรงกดดันของความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ชาวอนุรักษนิยมจะต้องรักษาสิ่งนั้นไว้…[ดังนั้น] ชาวอนุรักษนิยมจะต้องตัดสินว่า เมื่อไหร่ที่จะหยุดอนุรักษ์ในสิ่งที่ไม่สามารถอนุรักษ์ได้”
Edmund Fawcett (2020)
ดังที่กล่าวแล้วว่า ชุดความคิดทางการเมืองทุกค่ายทุกสำนักไม่ได้มีลักษณะเป็น “แท่งเดียวทางความคิด” (monolithic) หากแต่สามารถจำแนกออกได้หลากหลาย ฝ่ายอนุรักษนิยมก็เช่นเดียวกัน มีความหลากหลายของ“สำนักคิด” ที่อยู่ภายใต้ร่มธงเดียวกันของความเป็นอนุรักษนิยม
หากทดลองสำรวจอย่างสังเขปถึงสายธารของความเป็นอนุรักษนิยมที่แตกออกไปในแต่ละส่วน เราจะเห็นถึง “เฉดความคิด” ของฝ่ายขวาในสำนักหลักๆ ดังนี้
1)อนุรักษนิยมที่นิยมอำนาจ (Authoritarian Conservatism)
ชาวอนุรักษนิยมในกลุ่มที่เน้นความคิดแบบอำนาจนิยมนั้น จะเป็นกลุ่มที่สนับสนุนการปกครองในแบบที่เป็น“เอกาธิปไตย” (autocracy) หรือยอมรับการปกครองแบบเผด็จการว่าเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง และไม่ตั้งคำถามกับการใช้อำนาจของรัฐในแบบนี้ ระบอบการปกครองเช่นนี้จึงมีลักษณะใกล้เคียงที่จะเป็น “เผด็จการเบ็ดเสร็จ” (Totalitarianism) หรือเป็นระบอบแบบ “อำนาจสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ” (Absolutism)
ระบอบเช่นนี้จึงต้องพึ่งพา“ผู้นำที่มีบารมี” อย่างมาก อันอาจนำไปสู่ระบอบการปกครองที่ยึดโยงอยู่กับตัวผู้นำ หรือเกิด “ลัทธิบูชาตัวบุคคล” (personal cult) และในอีกด้านก็พึ่งพาปัจจัยพื้นฐาน 3 ประการของความคิดอนุรักษนิยม คือ ศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม ที่จะถูกนำมาใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบการปกครองเช่นนี้
ส่วนในอีกด้านก็อาศัยพลังของ“ลัทธิชาตินิยม” เป็นแรงสนับสนุน และขับเคลื่อนนโยบายในแบบชาตินิยม พร้อมกับสร้าง “กระแสรักชาติ” ในบ้าน ซึ่งการอาศัยปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นชัดว่า ทิศทางของสำนักคิดนี้ เอียงไปทาง“ขวาจัด” (the far right) หรือเป็น “อนุรักษนิยมสุดขั้ว” (ultraconservatism) หรือในที่สุดแล้วคนเหล่านี้อาจกลายเป็นพวกที่นิยม“ลัทธิฟาสซิสม์” (Fascism) ได้ด้วย
สำหรับการเมืองในประเทศโลกที่ 3 ของยุคสงครามเย็น กลุ่มอำนาจนิยมปีกขวาที่เป็นอนุรักษนิยมนั้น ปรากฏในรูปของ“รัฐบาลทหารฝ่ายขวา” หรืออาจเรียกว่าเป็น “เผด็จการทหารฝ่ายขวา” ที่มีทิศทางนโยบายชัดเจนในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และแสดงบทบาทในการป้องกันการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลฝ่ายซ้ายด้วยการทำรัฐประหาร ตามมาด้วยนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ดังเช่นกรณีของรัฐบาลทหารชิลี ที่ยึดอำนาจในปี 1973 เป็นต้น
กลุ่มอนุรักษนิยมในศตวรรษที่ 21 ปรากฏตัวในรูปแบบที่เป็นอำนาจนิยมอย่างชัดเจน เช่น กรณีของรัสเซียคือ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งในกรณีนี้อาจไม่นับรวมในกรณีของจีน และเกาหลีเหนือ เพราะประเทศทั้งสองปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ และเป็นอำนาจนิยมในตัวเองด้วย
2)อนุรักษนิยมที่เป็นเสรี (Liberal Conservatism)
ชาวอนุรักษนิยมในกลุ่มนี้ยอมรับแนวคิดแบบเสรีนิยมบางส่วน เช่น การนำเอาชุดความคิดของเศรษฐกิจเสรีนิยมคลาสสิคผสมเข้ากับความคิดแบบอนุรักษนิยม จึงยอมรับนโยบายการแทรกแซงของรัฐบาลในระดับที่ต่ำที่สุดในทางเศรษฐกิจ ในเงื่อนไขเช่นนี้ ปัจเจกบุคคลจะยังมีเสรีภาพที่จะมีส่วนร่วมในระบบตลาด และสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตนเอง โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐ หรือกล่าวได้ว่าคนในกลุ่มนี้ยอมรับแนวคิดของเศรษฐกิจเสรีนิยมเป็นพื้นฐานนั่นเอง
ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขายังเชื่อในแนวคิด “รัฐที่เข้มแข็ง” (strong state) เพื่อเป็นหลักประกันของการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย หรือมองว่าสถาบันทางสังคมมีความจำเป็นในการสร้างจิตสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบที่บุคคลต้องมีต่อรัฐ แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดไปจนสุดโต่งในแบบฝ่ายอำนาจนิยม ซึ่งอาจถือว่าคนในชุดความคิดนี้เป็น “อนุรักษนิยมกระแสหลัก” (mainstream conservative) หรืออาจกล่าวอีกแบบว่า อนุรักษนิยมกลุ่มนี้เป็นสายกลางมากที่สุด และอาจร่วมงานกับฝ่ายเสรีนิยมได้ในหลายเรื่อง หรือเป็นฝ่ายขวาที่ไม่สวิงไปกับความเป็นอำนาจนิยมแบบสุดขั้ว
3)อนุรักษนิยมแห่งชาติ (National Conservatism)
ความคิดของกลุ่มอนุรักษนิยมในสายนี้ อาจเรียกในภาษาทางรัฐศาสตร์ปัจจุบันว่า “ประชานิยมปีกขวา” (the right-wing populism) หรือ “ประชานิยมแห่งชาติ” (national populism) ซึ่งถือว่าเป็นกระแสอนุรักษนิยมขวาจัดที่สำคัญที่สุดของการเมืองในศตวรรษที่ 21
ฝ่ายขวาในกลุ่มนี้ต้องการปกป้อง “อัตลักษณ์ของชาติ” (national identity) คู่ขนานกับ “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (cultural identity) ดังนั้น ในมุมมองเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะให้ความสำคัญกับ “อธิปไตยแห่งชาติ” (national sovereignty) ซึ่งจะตามมาด้วยความคิดในการต่อต้านคนนอก เช่น บรรดาผู้อพยพ อันมีนัยถึงการต่อต้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมด้วย
ในอีกด้านก็ไม่ต่างจากความคิดอนุรักษนิยมทั่วไป ที่เน้นในเรื่องของลัทธิชาตินิยม การสร้างความเข้มแข็งของรัฐ (ซึ่งมีนัยในบริบทของยุโรปคือ ไม่ต้องการให้รัฐของตนอยู่ภายใต้องค์กรเหนือชาติแบบสหภาพยุโรป) และสนับสนุนนโยบายในการสร้างความเข้มแข็งของกองทัพ
การเมืองของชาวอนุรักษนิยมที่เป็น “ประชานิยมปีกขวา” เช่นนี้ จึงถือเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญของ “กระแสขวา” ในโลกร่วมสมัย และเป็นสิ่งที่ต้องทำความรู้จัก เพราะกระแสชุดนี้อาจกลายเป็นทิศทางหลักของการสร้างความเป็น “ขวาสุด” ที่อาจไม่ยอมรับแนวคิดของอนุรักษนิยมกระแสหลัก และทั้งยังอาจขยับตัวไปเป็น “ขวาอำนาจนิยม” ตามบุคลิกของผู้นำแต่ละคนได้อีกด้วย
4) อนุรักษนิยมแบบพ่อขุน (Paternalistic Conservatism)
แนวคิดอนุรักษนิยมชุดนี้เน้นถึงการดำรงความสัมพันธ์ภายใต้พันธะของ“ความเป็นพ่อ” (paternalistic obligation) ที่คนที่มีสถานะสูงกว่า ร่ำรวยมากกว่า หรือคนที่มีความเหนือกว่าจะมี “พันธะ” ที่จะต้องดูแลคนที่อ่อนแอกว่า ยากจนกว่าในสังคม แนวคิดชุดนี้มีความชัดเจนในการยอมรับชนชั้น และการจัดลำดับชั้นทางสังคมของมนุษย์ว่า เป็นเรื่องที่เป็นปกติตามธรรมชาติ และผู้ที่เหนือกว่าจะมี “หน้าที่” ที่จะต้องรับพันธะเช่นนี้
หากเป็นในทางการเมือง ผู้นำรัฐที่ยึดถือความคิดอนุรักษนิยมในแบบนี้ มักจะให้ความสำคัญกับนโยบายในการ“สร้างความปลอดภัยทางสังคม” (social safety net) ในการดูแลชนชั้นล่าง เช่น นโยบายแก้ปัญหาความยากจน นโยบายที่สนับสนุนการกระจายความมั่งคั่งสู่คนในระดับล่าง หรือการออกกฎระเบียบ (economic regulation) ในการควบคุมตลาด เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค
ฉะนั้น ชนชั้นนำจึงต้องรู้จักประสานผลประโยชน์ของคนทุกชนชั้นในสังคม โดยเฉพาะกับชนชั้นล่างที่เป็นคนงาน และจะต้องไม่ดำเนินการบนพื้นฐานผลประโยชน์ของชนชั้นสูง และชนชั้นนายทุนเท่านั้น
ในเยอรมนีในศตวรรษที่ 19 นายกรัฐมนตรีบิสมาร์กจัดทำนโยบายทางสังคม หรือที่เรียกว่า “สังคมนิยมแห่งรัฐ” (state socialism) โดยรัฐจะให้หลักประกันทางด้านสวัสดิการแก่คนงานในยามเจ็บป่วย เมื่อประสบอุบัติเหตุ มีปัญหาไม่สามารถทำงานได้ หรือแก่ชรา ยุทธศาสตร์ของบิสมาร์กคือ การสร้างหลักประกันในชีวิตให้แก่คนเยอรมันโดยทั่วไป รัฐจะไม่เน้นอยู่กับผลประโยชน์ของกลุ่มเจ้าที่ดินเท่านั้น นโยบายเช่นนี้คือ การสร้างความภักดีของพลเมืองให้มีต่อรัฐและกษัตริย์
ถ้าพิจารณาในบริบทของความคิดทางการเมืองโบราณของสยามแล้ว ชุดความคิดนี้คล้ายกับการปกครองแบบ “พ่อกับลูก” ของยุคสุโขทัย ที่กษัตริย์มีสถานะเหมือน “พ่อ” และคนที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองเป็นดัง “ลูก” ดังนั้น กษัตริย์ในความเป็นพ่อจึงมีพันธะที่ต้องดูแลประชาชนในความเป็นลูก และถูกประยุกต์ใช้กับ “รัฐ ทหารไทย” ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เชื่อว่า รัฐบาลทำหน้าที่เป็นพ่อในการปกครองลูกที่เป็นประชาชน
อนุรักษนิยมชุดนี้เป็นความพยายามที่จะประสานผลประโยชน์ทางชนชั้นให้ได้ แม้ว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลอนุรักษนิยมได้ แต่รัฐบาลจะต้องไม่ละเลยปัญหาทางชนชั้น และต้องเข้ามาดูแล อีกทั้งยังต้องถือว่ารัฐบาลมีสถานะเหมือน “พ่อ” ที่ต้องดูแลคนทุกฝ่ายในสังคม โดยเฉพาะชนชั้นคนงาน หรือโดยนัยคือ คนทั้งหมดในสังคมเป็นดัง “ลูก” จึงต้องได้รับการดูแลจากรัฐบาลซึ่งเป็นดัง “พ่อ”
5) อนุรักษนิยมแบบพวกปฏิกิริยา (Reactionary Conservatism)
ความเป็น “พวกปฏิกิริยา” ของชาวอนุรักษนิยมในการต่อต้านการปฏิวัติ หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนาดใหญ่นั้น ดูจะเป็นเรื่องปกติอย่างมาก เพราะบรรพชนของเขาอย่างเบิร์กก็เริ่มต้นด้วยการต่อต้านการปฏิวัติฝรั่งเศสมาแล้ว คนในสายนี้ถูกเรียกว่าเป็นพวก “ปฏิกิริยานิยม” (reactionarism) โดยมีจุดยืนพื้นฐานคือ ไม่ตอบรับกับการปรับเปลี่ยนทางสังคม กล่าวคือ พวกเขาสนับสนุนการดำรงสถานะเดิม และต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
แต่คนในสายความคิดนี้อีกส่วนอาจไปไกลมากกว่า “การต่อต้าน” แต่ต้องการที่จะหันกลับไปสู่โลกเก่า เพราะมีทัศนะว่าโลกสมัยใหม่เป็นภาพสะท้อนถึงความเสื่อมถอยในด้านต่างๆ ไม่ใช่ตัวแทนของความก้าวหน้า หรือมองว่า “ความเป็นสมัยใหม่” (modernity) เป็นภาวะที่มืดดำของมนุษย์ กล่าวคือ ฝ่ายขวาสายนี้ปฏิเสธความเป็นสมัยใหม่อย่างสิ้นเชิง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า พวกเขาเรียกร้องหาการกลับคืนสู่อดีตเป็นทิศทางหลัก
อดีตสำหรับพวกเขาคือการกลับไปสู่สถานะของความเป็นสังคมการเมืองในแบบเดิม (หรือแบบที่มีอยู่ก่อนหน้านี้) ที่ความดีงามหรือค่านิยมที่สำคัญยังดำรงอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ปรากฏให้เห็นในสังคมปัจจุบัน เช่น การชื่นชมความมีเกียรติยศและความกล้าหาญของอัศวินแบบยุคกลาง เป็นต้น
อนุรักษนิยมปฏิกิริยากลุ่มนี้ ดูจะเป็นพวกที่ “ถวิลหาโลกเก่า” มากที่สุดในบรรดาฝ่ายขวาทั้งหลาย จนบางทีอาจต้องสรุปว่า โลกเปลี่ยนมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งถอยกลับไปสู่อดีตมากเท่านั้น ความใฝ่ฝันถึงโลกชุดเก่า (สังคมแบบเก่า) เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่สำคัญของฝ่ายขวาชุดนี้
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ขวาคือใคร… คิดอย่างไร (5) ขวามีกี่แบบ… กี่ประเภท?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com