โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

อนาคตบ้าน-คอนโดต่ำ 3 ล้าน ถอดบทเรียน “รีเจ้นท์คอนโด-ธนาสิริกรุ๊ป”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 เม.ย. 2567 เวลา 04.03 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2567 เวลา 04.03 น.

เกาะขอบเวทีสัมมนาแห่งปี จัดโดย REIC-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2567 ที่ผ่านมา

ไฮไลต์อยู่ที่เวทีแข่งขันทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีการจัดเสวนาในท่วงทำนองถอดบทเรียนธุรกิจ มองไปข้างหน้าอนาคตของที่อยู่อาศัยทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียมราคาต่ำ 3 ล้านบาท ผ่านมุมมองตัวจริงเสียงจริงจาก 2 ดีเวลอปเปอร์ ในหัวข้อ “ฝ่าโจทย์ท้าทายตลาดที่อยู่อาศัย กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปี 2567”

น่าสนใจว่ามีการแชร์มุมมองเชิงลึก หนึ่งมุมมองฟันธงว่าทำอสังหาฯ เจ๊งยาก ถึงแม้รายกลาง-รายเล็กจะเสียเปรียบรายใหญ่เรื่องสภาพคล่องทางการเงิน อีกหนึ่งมุมมองมีภาพสะท้อนของพันธมิตรต่างชาติที่ร่วมทุน มีมุมมองเป็นบวกว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมืองไทยเลี้ยงอาเซียนอยู่ จนต้องขอลงทุนเพิ่ม

โดย 2 ดีเวลอปเปอร์ตัวจริงเสียงจริง ได้แก่ “นิรัตน์ อยู่ภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รีเจ้นท์ กรีน พาวเวอร์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการคอนโดฯ BOI ปีละ 5,000-10,000 ยูนิต กับ “จรัญ เกษร” ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ บริษัท ธนาสิริ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ดีกรีอดีตผู้บริหารค่าย LPN 20 กว่าปี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

หนี้ครัวเรือน ดอกเบี้ยแพง กระทบต่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำ 3 ล้าน

นิรัตน์ อยู่ภักดี – เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2567 ได้ไปพบกับอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งเป็นผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ให้กับรีเจ้นท์ เราก็ถามว่าที่มีข่าวหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ 1 ล้านล้าน สัดส่วน 20% เป็นหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ 2 แสนล้านบาท ในจำนวน 2 แสนล้านก้อนนี้เป็นหนี้ที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้าน อยู่ประมาณ 1.2 แสนล้าน

ผมก็ถามว่า NPL-non performing loan หรือหนี้เสียของรีเจ้นท์มีไหม คำตอบก็คือไม่มี

จริง ๆ มันเป็นข้อเท็จจริงของหนี้ครัวเรือนเพราะคนไทยที่ผ่านมา 2-3 ปี มีการใช้เงินอนาคตค่อนข้างมาก แต่รายได้ไม่ได้มีการปรับไม่ว่าจะเป็นค่าแรงต่าง ๆ เพราะฉะนั้นหนี้ครัวเรือนก็ต้องตามมา

วิตกไหม จะไปวิตกเฉพาะกลุ่มอสังหาฯบางกลุ่ม ซึ่งห้องชุดรีเจ้นท์ของผมขายเป็นคอนโดฯ BOI ซึ่งกำหนดราคาขายไม่เกิน 1.2 ล้าน ปรากฏว่าเหตุผลที่ลูกค้าของรีเจ้นท์ซึ่งเราทำสะสมแล้ว 4 หมื่นหน่วย ไม่เป็น NPL เพราะมูลค่าอาคารเพิ่มขึ้นมา เมื่อลูกค้ามีปัญหาก็นำห้องชุดรีเจ้นท์ขายต่อแล้วก็ชำระหนี้ นอกจากนี้มีวัฒนธรรมใหม่ ซื้อห้องชุดราคา 1 ล้าน อยู่อาศัย 3-4 ปีก็ขาย แล้วมาซื้อรีเจ้นท์ราคา 1.2 ล้าน ต้องมองว่าถ้าซื้อ 1.2 ล้าน ขอสัก 3-4 ปีก็จะขาย และมาซื้อเราใน 1.5 ล้าน ขายเอากำไรไปเรื่อย ๆ แล้วก็เปลี่ยนที่อยู่ อันนี้จะเป็นในเฉพาะลูกค้าที่ทำธุรกิจ (กลุ่มซื้อลงทุน)

ผมเรียนว่า ถ้ามองอสังหาฯก็เป็นห่วงในเรื่องสินค้าเหลือขาย แต่ถ้าวิจัยลงไปลึก ๆ จะเห็นว่าตลาดรวมคอนโดฯมีห้องเหลือขายรวมกัน 8-9 หมื่นหน่วย แต่เป็นคอนโดฯราคา 2 ล้านขึ้นไป ไม่มีประเภทที่ต่ำกว่า 1 ล้าน เพราะฉะนั้น เรามองว่าอสังหาฯไม่ว่าจะวิกฤตหรือไม่วิกฤต คอนโดฯ BOI ราคา 1 ล้านยังไปได้ตลอด ก็เล่าให้ฟังว่าโอกาสยังมีอยู่

รีเจ้นท์ฯต้องทำปีละ 5,000-10,000 หน่วย ใครจะมองว่าคอนโดฯวิกฤตแล้วนะ เราก็มีโครงการใหม่ที่มีการวิเคราะห์ออกมาว่า ซื้อที่ดินตารางวาละ 3 แสน มาทำคอนโดฯ 20 ตารางเมตร ขายในราคาไม่เกิน 1.5 ล้าน เฉลี่ยตารางเมตรละ 50,000 กว่าบาท ดูแล้วเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าทำ 1,000 ห้อง แต่ถ้าทำปีละ 7,000 ห้อง สามารถทำได้

ถ้าเจาะเข้าไปลึก ๆ โอกาสในอสังหาฯมีตลอด เพียงแต่เราต้องเข้าให้ถูกจุด ปัญหาก็คือบริษัทอสังหาฯส่วนใหญ่ ผมไม่กลัวปัญหาเรื่องภาพรวมตลาด แต่กลัวปัญหาเรื่องการแข่งขัน เพราะทุกวันนี้บริษัทรายใหญ่มีสภาพคล่องสูง บริษัทเล็ก ๆ ที่สภาพคล่องไม่ค่อยมีมักจะไปไม่ค่อยรอดในเรื่องของปัญหากู้ไม่ผ่าน แบงก์ไม่ปล่อยกู้

ยอดกู้ไม่ผ่านของรีเจ้นท์เป็นอย่างไร

นิรัตน์ อยู่ภักดี – สินค้าเราเป็นประเภทคอนโดฯ เมื่อก่อนมีสัดส่วนลูกค้าซื้อลงทุน 30% ซื้ออยู่อาศัยเองหรือเรียลดีมานด์ 70% ตอนนี้สัดส่วนเปลี่ยนเป็นซื้อลงทุน 60% ซื้ออยู่เอง 40% เพราะฉะนั้น คนที่ซื้อลงทุนส่วนใหญ่เขาไม่มีปัญหาเรื่องกู้ เปอร์เซ็นต์กู้ไม่ผ่านน้อยมาก ผมโอน 1 โครงการจำนวน 5,000 ห้องในช่วงโควิด ซึ่งเป็นช่วงที่มีรีเจ็กชั่นเรตสูงสุด ปรากฏว่า 5,000 ห้องเราโดนปฏิเสธสินเชื่อไม่ถึง 10 ห้อง เพราะนโยบายของเราจะไม่ยึดเงินดาวน์ลูกค้า เพราะฉะนั้นห้องไหนมีปัญหาเราจะเห็นทันทีว่าไม่ผ่าน

เรามีนโยบาย 1.ในระหว่างที่ผ่อนเราอยู่ ถ้าเสียชีวิตเราคืนเงิน ถ้าเข้าโรงพยาบาลเราขอจ่ายที่โรงพยาบาล แต่ถ้าย้ายที่ทำงานไปอยู่ต่างจังหวัด เราจะขอสัญญามา ถ้าเราขายได้เราก็คืนเงินได้ ห้องชุดจึงไม่ค่อยมียอดกู้ไม่ผ่าน 2.วงเงินกู้ต่ำ 1.2 ล้าน ลูกค้าจ่ายดาวน์มาแล้ว 2 แสน เหลืออีก 1 ล้าน เพราะฉะนั้น ลูกค้าที่เงินเดือน 15,000 บาทกู้ผ่านหมด

ที่สำคัญคือคอนโดฯรีเจ้นท์จะอยู่ในแนวรถไฟฟ้า ลูกค้าทำงานในเมือง ไม่ว่าโรงงานโดนปิด โรงงานไม่มี OT ก็ไม่ได้สะเทือนลูกค้าเรา โอกาสที่จะกู้ไม่ผ่านน้อยมาก ผมคิดว่าถ้า BOI เพิ่มเพดานขายจากไม่เกิน 1.2 ล้าน เพิ่มเป็นราคาไม่เกิน 1.5 ล้าน ก็เป็นโอกาสพัฒนาเซ็กเมนต์นี้มากขึ้น

จรัญ เกษร – เห็นด้วยว่าโอกาสในตลาดยังมี เราพูดถึงประชากรในอีก 5-10 ปีจะลดลง ตอนนี้จำนวนประชากรก็ยังนิ่ง ๆ แต่ก็ถือว่าเยอะมี 66 ล้านคน คิดเป็น 20 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ครอบครัวเล็กเริ่มแตกไปเรื่อย ๆ วันนี้เรามีทั้งหมด 11 ล้านครัวเรือน มันมีตั้งเยอะที่ต้องการ ถ้าเราถอยหลังไปก่อนโควิด 2-3 ปี สภาพเศรษฐกิจโตช้า ๆ โตเรื่อย ๆ แต่พอเจอสถานการณ์โควิดมีผลกระทบกว้างขวางมาก

ธนาสิริทำบ้านในระนาบ 5-10 ล้านโดยส่วนใหญ่ ก็เริ่มชะลอมาจนถึงต้นปีนี้ เรื่องหนี้ครัวเรือน เรื่องดอกเบี้ยสูงก็มีผลต่อคนผ่อนบ้าน เพราะค่างวดผ่อนบ้านล้านละ 6,000 บาทก็ยังเป็นอัตรานี้อยู่ ยกเว้นจะมีดอกเบี้ยโปรโมชั่น 3 ปีแรกที่แบงก์แข่งขันกัน แต่จริง ๆ อัตราการกู้เงินขึ้นจาก 4% ไปเป็น 6% เป็นดอกเบี้ยนโยบาย ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่บวกลบ 6% เพิ่มขึ้นจาก 4-5% เมื่อปี 2566

ผลกระทบต่อคนผ่อนบ้านที่ทำมาหากินจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดฯ 1-2 ล้าน หรือบ้านแนวราบ 3-6 ล้าน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ กระทบแน่ ๆ ประกอบกับค่าครองชีพไม่ได้ลดลง พอเกิดสงครามอะไรก็แพง ขึ้นไป 10-20% เขาก็ต้องดูแลตัวเอง คนที่กำลังจะมีบ้านเริ่มคิดเยอะ คอนโดฯรีเจ้นท์จึงโตเพราะมีผู้เช่าเยอะ นักลงทุนก็เยอะ แสดงว่าความต้องการที่อยู่อาศัยยังมีอยู่ แต่ช่องว่าง โอกาสธุรกิจอยู่ตรงไหน

นอกจากนี้ จีดีพีปีนี้ตั้งเป้า 3% ตอนนี้เหลือ 2.7% การที่จีดีพีลดลง หมายความว่ากระเป๋าตังค์เราแฟบ คนจะซื้อบ้านคิดไกลเพราะบ้านอยู่ยาว 50 ปี คุณใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งชีวิต ไม่ใช่เสื้อเชิ้ต รองเท้าที่เปลี่ยนได้ ต้องมั่นใจว่าอนาคตตัวเองนิ่งพอ ไม่เดือดร้อน ประกอบกับหลักประชากรศาสตร์ อายุเยอะขึ้นย่อมเติบโตขึ้น เริ่มต้นอยู่คอนโดฯไม่เกิน 10 ปี ก็ต้องมาอยู่บ้าน อายุ 30-40 ปีเริ่มมีการหาซื้อบ้านกันแล้ว หลังจากนั้นมีลูก มีค่าใช้จ่าย การงานดีขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้น เมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้นก็เท่ากับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อที่แท้จริง 2-3% ก็ยังไม่ได้สูง

บ้านเรายังเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่เป็นแบ็กแพ็กมากมายเพราะค่าใช้จ่ายไม่แพง เทียบกับที่อื่น แต่วนกลับมาหาคนทำงาน อัตราการว่างงานก็ไม่ค่อยมี แต่ทำไมเรามีปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนไปตั้ง 91% สัดส่วน 50% ของครัวเรือนทั้งประเทศเป็นหนี้ ถอยหลังไป 5-10 ปีก่อนหน้านี้ หนี้ 33% มาจากอสังหาฯ อีก 60% เป็นหนี้รถยนต์ 40% ที่เหลือเป็นหนี้อุปโภคบริโภค เป็นหนี้ที่เอาเงินในอนาคตมา

ผมว่าถ้าย้อนหลังไปดูจริง ๆ มันพุ่งกระฉูดในช่วงที่เทคโนโลยีบูม มีผลกระทบกับคนซื้ออสังหาฯ ถ้าหนี้ตัวนี้ยังไม่ลดลงและไม่มีแนวทางที่ดีขึ้น ก็เหนื่อย เพราะว่าศักยภาพผู้บริโภคที่อยากมีบ้านซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ก็จะมีศักยภาพลดลง ถ้าพวกเราที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยไม่ใช่รายใหญ่ ก็ต้องดูดี ๆ เพราะเทียบกันทุกระนาบเลยของตัวเลขที่ปรากฏ ตั้งแต่เริ่มลงทุนจนถึงรีเทิร์นที่มันวิ่งในรอบเวลาการลงทุน ต้องวัดกันทุกระนาบถึงจะสะท้อนความเป็นจริง

ซึ่งคอนเฟิร์มแล้วว่าถ้าทำอสังหาฯ ถ้าตั้งใจทำ ดูแลรายละเอียด ค่อย ๆ ทำไป ไม่มีวันเจ๊ง แต่อย่าฟุ้งอย่าลอย ได้มาเสร็จอย่าเผลอ เพราะว่าตัวเลขที่นำเสนอเป็นตัวเลขที่ต้องจับตามอง ต้องระวังดอกเบี้ยยังไม่ลงง่าย ๆ เพราะมีสิ่งแวดล้อมร่วมที่ยังเป็นประเด็นอยู่

แนวโน้มอสังหาฯปีนี้ ปีหน้า ยังน่าลงทุนหรือไม่

จรัญ เกษร – ผมมองว่าบ้านแนวราบไม่แย่ไปกว่าช่วงครึ่งปีแรก 2566 ตลาดเริ่มส่งสัญญาณนิ่ง ๆ ถ้าเจาะตรงรับได้ก็รับ แต่ไม่ได้ดีถึงขนาดช่วงถอยกลับไปอีก 2 ปีก่อนหน้า มันเป็นไปไม่ได้

นิรัตน์ อยู่ภักดี – ตลาดคอนโดฯแตกต่างจากบ้านแนวราบ ต้องมองไปถึง 5 ปี ผมทำอาคารสูงซื้อที่ดินวันนี้ทำ EIA (รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม) อย่างน้อย 2 ปี กับอีก 2 ปีในการก่อสร้าง โอนอีก 1 ปี แสดงว่าเราต้องมองไป 5 ปี เพราะฉะนั้น รีเจ้นท์กล้าซื้อที่มาทำคอนโดฯ 7,000 ยูนิต แสดงว่าเรามองไป 5 ปี มีตลาดรองรับ

ก็มีคำถามต่อว่า รีเจ้นท์ไปเอาตลาดมาจากไหนตั้ง 7,000 ยูนิต เราบอกไม่มีอะไรมากหรอก ให้มองว่า 1.2 แสนล้านบาทที่จะโดนยึด NPL รวมกับของใหม่ที่จะมาอีก คำนวณเป็นจำนวนอาคาร 2 แสนยูนิต ถ้าเฉลี่ยยูนิตละ 3 ล้านบาทก็คือ 7 หมื่นยูนิต เพราะฉะนั้นจะมีบ้านโดนยึด 7 หมื่นหน่วย คนโดนยึดบ้านก็ต้องมาเช่าคอนโดฯ รีเจ้นท์อยู่

ฝากความหวังอะไรกับรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน

นิรัตน์ อยู่ภักดี – ตัวแทนสมาคมผู้ประกอบการอสังหาฯได้เข้าพบท่านนายกฯเศรษฐา ขอการสนับสนุน 8 เรื่อง แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการขอไปมันเป็นแค่กระพี้เท่านั้นเอง หลัก ๆ อยู่ที่ผู้ประกอบการจะต้องช่วยตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องการบริหารสภาพคล่อง อสังหาฯมีอยู่เรื่องเดียว ถ้าเป็นอาคารชุดสร้างให้จบก็ไม่มีเจ๊ง แต่ถ้าเป็นบ้านแนวราบขอให้สภาพคล่องอย่าขาด สิ่งที่รัฐบาลช่วยเป็นปลายเหตุ และก็ช่วยแค่ผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนรายย่อยปัญหาคือสภาพคล่อง

ผมว่าวิกฤตตอนนี้มันเหมาะสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กที่จะปรับตัว เพื่อที่จะเข้าไปแข่งขันอยู่ในระยะยาว แต่สิ่งที่สมาคมต่าง ๆ ขอไป ผมว่าเป็นประโยชน์มาก ได้เท่าไหร่ก็ถือว่าดีแล้ว

ธนาสิริมีญี่ปุ่นมาร่วมลงทุนด้วย นักลงทุนต่างประเทศมองอสังหาฯไทยอย่างไร

จรัญ เกษร – ธนาสิริมีพันธมิตรร่วมทุนกลุ่มอนาบูกิ โคซัน ประวัติเป็นดีเวลลอปเปอร์อันดับ 7 ของญี่ปุ่น มาถึงเมืองไทยก็แสดงตัวเป็นอินเวสเตอร์ภายใต้ข้อมูลที่มี เพราะเขาไปลงอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ แล้วก็มาลงเมืองไทยใน 4-5 ปีที่ผ่านมา และเขายังเปิดเผยในรายงานประจำปีว่า เมืองไทยกำลังเลี้ยงอาเซียนอยู่ในที่ที่เขาไปลงทุนทุกจุด หรือเรียกว่าประเทศไทยดีที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนในอาเซียน เขาเลยขอลงทุนเพิ่ม ไม่ใช่แค่กับเรา แต่ไปลงทุนร่วมกับคนอื่นด้วย

ซึ่งหมายความว่าในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อดูจากตลาดแล้วน่าจะมีโอกาส นั่นคือบทสะท้อนที่เราสรุปว่ามีโอกาสอยู่ เพียงแต่ต้องหาช่องให้เจอ จับทางให้ถูก

ในมุมมองของผม ผมว่าคนซื้อบ้านหรือคนซื้อคอนโดฯ ความหนาแน่นเป็นปัจจัยหนึ่งในการเลือกซื้อ บางทีเขาก็ไม่อยากอยู่กันแบบแออัด แล้วยิ่งหนีจากคอนโดฯมาหาบ้าน ก็จะอยากได้บ้านที่เป็นส่วนตัวหน่อย

นิรัตน์ อยู่ภักดี – เรื่องนักลงทุนที่มองบ้านเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจขึ้นโครงการใหญ่ ๆ ในอาเซียน 5-10 ปีข้างหน้า การทำงานก็จะเหมือนยุโรป ปัญหาขัดแย้งเรื่องสงครามไม่มี ไทยเป็นประเทศที่คนทั่วไปมาเที่ยวและอยากอยู่ต่อ ประเด็นต่อไปเป็นเรื่องผู้สูงอายุ ถ้าให้เลือกได้ก็อยากมาอยู่ที่เมืองไทย เพราะฉะนั้น 5-10 ปีหน้า ตลาดอสังหาฯ 70% จะเป็นตลาดคนไทย อีก 30% เป็นตลาดลูกค้าต่างชาติ จะเห็นข้อมูลคอนโดฯ 20 ล้านบาทขึ้นไปเริ่มมีการลงทุนกันแล้ว

ผมมองว่าปัญหาผู้ประกอบการอสังหาฯมีอยู่เรื่องเดียว คือ ใครสามารถหาที่ดินทำเลทองมาได้เท่านั้นเอง ใครได้ที่ดินผืนงามมา คนนั้นได้กำไร

บ้าน-คอนโด

บริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ 7,000 ยูนิตอย่างไร

นิรัตน์ อยู่ภักดี – อันดับแรกเรื่องการก่อสร้าง ปี 2566-2567 ผมมีโครงการก่อสร้าง 10,000 หน่วย เฉพาะค่าก่อสร้างอย่างเดียวเราประหยัดหน่วยละ 1 แสนบาท 1 หมื่นหน่วยก็ 1,000 ล้านบาท

เรื่องที่ 2 ผมมีโปรเจ็กต์ที่บางซ่อน 9,000 หน่วย คนอยู่อาศัย 10,000 คน สิ่งที่ได้กำไรมากที่สุดคือ การเปิดร้านเซเว่นฯใต้ตึก ถ้า 5,000 หน่วย กำไรตกเดือนละ 5 แสนบาท

ประเด็น ESG พันธมิตรและลูกค้าให้ความสนใจมากน้อยแค่ไหน

จรัญ เกษร – ต้องยอมรับว่ามีแนวโน้มที่ดี ถ้าเราเรียนรู้จากประสบการณ์ 25 ปีที่แล้ว เรื่อง ISO (ระบบคุณภาพการจัดการ) มีข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกิดจากขยะ ของเสีย และขยับมาเรื่อย ๆ แต่สังคมกับสิ่งแวดล้อมมาก่อน มาจากยุโรป 10-20 ปีหลังจีดีพีเราพึ่งพาภาคส่งออกเยอะ ก่อนจะมาพึ่งพากับจีน เราส่งออกไปอเมริกากับยุโรป-ญี่ปุ่นเยอะ ยุโรปเป็นต้นตอแห่งข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการเรียนรู้ว่าระยะยาวมันไม่ยั่งยืน

จนล่าสุดที่ทีมเราได้ไปเสวนาองค์กรกึ่งภาครัฐ ส่งสัญญาณมาแล้วว่าเริ่มจะมีข้อกำหนดที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ในระนาบของกรีนที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม ถามว่านักลงทุนคิดยังไง เท่าที่เราจับสัญญาณยังมีการถามอยู่ว่า กำไรลดเท่าไหร่ ในแง่ของการลงทุนและผลกำไรที่จะได้ แต่ในแง่ของสังคมเขาเห็นชอบ แต่อย่าสะเทือนตัวเลขจนเป็นนัยสำคัญ

ลูกค้าให้ความสำคัญมากน้อยแค่ไหน นาทีนี้ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ น้ำหนักแทบมองไม่เห็นเลย สิ่งที่ลูกค้ามองคือการลดราคา

นิรัตน์ อยู่ภักดี – ผมไปนั่งคุยกับ SCG เราก็พยายามดูว่าในเมื่อเราได้จากสังคมมาเยอะแล้ว อะไรที่เราจะตอบแทนสังคมได้บ้าง รีเจ้นท์ถึงแม้ว่าจะขายในราคาถูกแต่ก็พยายามหาจุดนี้ให้เจอ คิดว่าการรีดีไซน์ใหม่ 7,000 ยูนิตของผมจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ถึงแม้ไม่ได้ 100% แต่อย่างน้อยสัก 50% ก็ยังดี ปริมาณเยอะลงทุนอะไรมันก็คุ้มทั้งนั้น เช่น เครื่องจักรอบขยะเป็นปุ๋ย ทำ 7,000 ยูนิตขายปุ๋ยจากขยะยังคุ้มเลย

ฝากข้อคิดอะไรบ้าง

นิรัตน์ อยู่ภักดี – ในฐานะที่ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาเยอะ มีจุดหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวคือจัดระบบใหม่ ในรายละเอียดผมมีอยู่ 3 ส่วน 1.ค่าก่อสร้าง 2.ค่าดำเนินการ 3.กำลัง ไม่ว่าเจอวิกฤตอะไรก็ตาม ถ้าเราบริหาร 3 ส่วนนี้ได้ ไม่มีคำว่าเจ๊ง

ปัจจุบันมีส่วนเดียวที่บริหารยากที่สุดคือดอกเบี้ย ถ้าเราบริหารสภาพคล่อง ทำยอดโครงการ ทำเรื่อง Cash Flow 5 ปีล่วงหน้า อสังหาฯเป็นธุรกิจหนึ่งที่ไม่มีคำว่าจะตก เพราะเราดูทุกปีในยอดขายทั่วประเทศปีละแสนล้าน เพียงแต่เราจะเข้าไปอยู่ในส่วนไหนของตลาดแสนล้านตรงนั้น และผมยังมองว่าในอนาคตต่างชาติจะเข้ามาประเทศไทยอีกเยอะ เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสทองของอสังหาฯ เพียงแต่ต้องจัดระบบภายในให้ได้ก่อน

จรัญ เกษร – ตั้งสติ ทำใจ ทำงานภายใต้ข้อมูล อย่าเพ้อฝัน ต้องยืดหยุ่น ต้องปรับตัว อย่ายึดติดกับสิ่งที่เราคิดว่ามันเจ๋งมันดี ขายไม่ได้คือหยุด ขายไม่ได้คือเปลี่ยน เราเป็นคนแค่นำทางนำสู่ อย่าติดยึดกับตัวเอง

แต่การที่จะไปปรับเปลี่ยนต้องมีข้อมูล และเลือกให้ถูก เลือกให้ตรง และอย่ายอมแพ้ ทำใจ หมายความว่าทำใจในเรื่องที่เรายึดติดกับมัน อย่าไปมีอีโก้ว่าเราสร้างมาดีแล้วมันต้องดี ในภาวะที่มันจะผันผวนไปยังไงก็ตาม เราต้องยอมรับและปรับตัวเอง

ต้องเข้าใจว่าตลาดมันเปลี่ยน และเราต้องเปลี่ยน หาวิธีที่นำไปสู่การตัดสินใจ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อนาคตบ้าน-คอนโดต่ำ 3 ล้าน ถอดบทเรียน “รีเจ้นท์คอนโด-ธนาสิริกรุ๊ป”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...