ขึ้นค่าทางด่วน เพิ่มภาระค่าครองชีพ ชั่วโมงเร่งรีบ-รถติดยาวห่างว่าว
ขึ้นค่าทางด่วน เพิ่มภาระค่าครองชีพ ชั่วโมงเร่งรีบ-รถติดยาวห่างว่าว
มหากาพย์ค่าทางด่วนฯ ยังคงเป็นกระแสร้อนสำหรับประชาชนที่ใช้บริการ แม้จะมีการปรับราคาขึ้นทุก 5 ปี แต่เสียงสะท้อนกลับบอกว่าการบริการไม่ได้ดีขึ้น หนำซ้ำอาจจะทำให้เห็นว่าการใช้ชีวิตบนท้องถนนแย่กว่าเดิม
การที่หลายคนยอมจ่ายเงินขึ้นทางด่วน เพราะหวังว่าจะด่วนจริงๆ แต่ในชั่วโมงเร่งรีบ กลับไม่ต่างอะไรกับการไม่ขึ้นทางด่วน รถติดไม่ต่างกัน ซ้ำยังต้องเสียเงินอีก จึงเสมือนเป็นการเสียเงินที่เปล่าประโยชน์ ไม่ว่าจะขึ้นด่วนหรือไม่ขึ้นรถก็ติดเหมือนกันในชั่วโมงเร่งรีบ
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2566นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เซ็นเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงคมนาคม ที่กำหนดให้ชะลอการปรับค่าผ่านทางออกไปอีก 6 เดือน เพื่อลดภาระใช้จ่ายของประชาชน
ล่าสุด ครบกำหนด 6 เดือนการชะลอปรับขึ้นค่าผ่านทาง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เร่งประกาศแจ้งปรับอัตราค่าผ่านทางด่วนขึ้นทันที
ทั้งนี้ การขึ้นค่าทางด่วนแต่ละครั้ง จะคิดคำนวณตามดัชนีผู้บริโภค ปรับขึ้น 10% หรือประมาณ 5 บาท เริ่มจากอัตราค่าผ่านทางพิเศษฉลองรัช รถ 4 ล้อ ราคา 45 บาท เดิมที 40 บาท รถ 6หรือ10 ล้อ ขึ้นเป็น 65 บาท จากเดิม 60 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ ปรับขึ้นเป็น 90 บาท จากราคาเดิม 80 บาท
ส่วนอัตราผ่านทางพิเศษบูรพาวิถี เริ่มที่รถ 4 ล้อ กรณีเดินทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร จะใช้อัตราค่าผ่านทางเดิม แต่กรณีเดินทางเกิน 20 กิโลเมตร จะปรับอัตราค่าผ่านทางต่ำสุด 5 บาท สูงสุดไม่เกิน 10 บาท โดยคิดตามระยะทาง อัตราเดิมเริ่มต้น 20-70 บาท เปลี่ยนเป็นเริ่มต้น 20-80 บาท
รถ 6-10 ล้อ หากเดินทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร จะปรับขึ้น 5 บาท แต่กรณีเดินทางเกิน 20 กิโลเมตร จะปรับอัตราค่าผ่านทางต่ำสุด 10 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 บาท โดยคิดตามระยะทาง จากเดิมเริ่มต้น 50-145 บาท ปรับใหม่เป็น 55-165 บาท
และรถมากกว่า 10 ล้อ การเดินทางที่ไม่เกิน 20 กิโลเมตร จะปรับขึ้น 5 บาท แต่ถ้าเดินทางเกิน 20 กิโลเมตร จะปรับอัตราค่าผ่านทางต่ำสุด 10 บาท สูงสุดไม่เกิน 25 บาท คิดตามระยะทาง อัตราเดิมจะเริ่มต้น 75-220 บาท และอัตราใหม่เริ่มต้น 80-245 บาท
ทั้งนี้ แม้จะมีการประกาศปรับขึ้นราคาค่าทางด่วน ในวันที่ 1 มี.ค.นี้ กระทบภาระค่าครองชีพประชาชนเพิ่มมากขึ้น สวนทางกลับคุณภาพชีวิตที่ดิ่งลงเหว ท้ายสุดการเดินทางของประชาชนยังได้รับความเดือดร้อนบนเส้นท้องถนนเหมือนเดิม