โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่องผลงานหุ้นไฟแนนซ์ เทียบฟอร์ม 3 บริษัทเจ้าตลาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. 2567 เวลา 03.52 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2567 เวลา 06.41 น.

หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ แจ้งผลประกอบการงวดปี 2566 กันออกมาแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกปีที่ดีสำหรับหุ้นกลุ่มนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ต้นทุนการเงินต่าง ๆ ขยับขึ้น และความกังวลเรื่องหนี้เสีย จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

TIDLOR “รายได้-กำไร” นิวไฮ

ล่าสุด บมจ.เงินติดล้อ (TIDLOR) แจ้งผลการดำเนินงานปี 2566 ว่า บริษัทมีผลประกอบการเติบโต ทำนิวไฮ ทั้งด้านรายได้รวม 18,972 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.2% และมีกำไรสุทธิ 3,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% จากปีก่อน โดยพอร์ตสินเชื่อคงค้างขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ มียอดสินเชื่อรวม 97,456 ล้านบาท ขยายตัว 19.9% (YOY) ซึ่งคุณภาพพอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าและยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 1.45%

ขณะที่ธุรกิจนายหน้าประกันยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขยายตัวตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยยอดเบี้ยประกันวินาศภัยรวมสำหรับปี 2566 มีมูลค่า 8,743 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% YOY

โดย “ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ TIDLOR เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจมาจากกลยุทธ์การลงทุนและพัฒนาด้านเทคโนโลยี สะท้อนจากความสำเร็จของ “บัตรติดล้อ” (Tidlor Card) และ “แอปพลิเคชั่นเงินติดล้อ” ที่ปริมาณการใช้งานยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทมีช่องทางให้บริการลูกค้าที่หลากหลาย (Omnichannel) ทั้งช่องทางออฟไลน์ผ่านช่องทางสาขากว่า 1,678 สาขา, ช่องทางออนไลน์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล

“สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2567 นี้ ตั้งเป้าการเติบโตที่ระดับ 10-20% ทั้งธุรกิจสินเชื่อและนายหน้าประกันวินาศภัย”

SAWAD กำไรพุ่ง 5.2 พันล้าน

ขณะที่ “ธิดา แก้วบุตตา” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) เปิดเผยว่า ปี 2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 5,254 ล้านบาท โดยมีรายได้ดอกเบี้ยราว 15,743.7 ล้านบาท และรายได้อื่นราว 3,170.8 ล้านบาท รวมรายได้อยู่ที่ 18,914.5 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 54% YOY

“การเติบโตในปี 2566 มาจากธุรกิจหลักสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย รวมถึงการควบรวมกิจการของบริษัท เงินสดทันใจ ส่งผลให้รับรู้รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ผลักดันพอร์ตสินเชื่อทั้งปีขยายตัวสูงที่ระดับ 98,569 ล้านบาท อีกทั้งค่าใช้จ่ายสำรองลดลงเนื่องจากการบันทึกค่าใช้จ่ายสำรองพิเศษเพียงครั้งเดียวในช่วงไตรมาสที่ 2/2566 จึงสนับสนุนให้ทั้งปีมีรายได้และกำไรสุทธิเติบโตอย่างต่อเนื่องตามแผนงานที่วางไว้”

ส่วนปี 2567 บริษัทยังคงเดินหน้าปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยยึดหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการให้สินเชื่อด้วยความรับผิดชอบและเป็นธรรม ดังนั้น พอร์ตสินเชื่อปีนี้จะอยู่ในอัตราเติบโต 20-30% และคุม NPL ให้อยู่ในช่วง 3-4%

กราฟฟิก หุ้นไฟแนนซ์

“ปัจจัยหนุนคาดว่าปีนี้จะได้อานิสงส์ที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง ทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทลด กอปรกับคุณภาพหนี้ที่ดีมากยิ่งขึ้นของพอร์ตโดยรวม ขณะเดียวกันมีโอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ยในบางผลิตภัณฑ์และเริ่มกลับมาโฟกัสในการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอาเซียนเพิ่ม”

“ธิดา” กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจัดสรรกำไรประจำปี 2566 จ่ายปันผลเป็นหุ้นในอัตรา 10 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นปันผล โดยหากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2567 อนุมัติ บริษัทจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 8 พ.ค. และจ่ายปันผลในวันที่ 23 พ.ค. 2567

MTC จ่ายปันผล 0.21 บ./หุ้น

“ปริทัศน์ เพชรอำไพ” รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เปิดเผยว่า ปี 2566 ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ในภาพรวมตลาดจะมีการแข่งขันสูง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ยังเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า โดย ณ สิ้นปี 2566 บริษัทมีพอร์ตสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 143,318 ล้านบาท เติบโต 18.8% YOY ขณะที่รายได้รวมทั้งปี 2566 อยู่ที่ 24,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2% YOY และมีกำไรสุทธิทั้งปี 4,906 ล้านบาท

“ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ด้วยการปล่อยสินเชื่อมีความรัดกุมมากขึ้น ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าที่มีปัญหาชำระหนี้ ตามนโยบายแก้หนี้อย่างยั่งยืนของ ธปท.”

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายปันผลเป็นเงินสดจากงวดผลการดำเนินงานในปี 2566 ในอัตรา 0.21 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 29 เม.ย. และจ่ายปันผลวันที่ 16 พ.ค. 2567

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2567 “ปริทัศน์” กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในทุก ๆ ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น 20% พอร์ตสินเชื่อคงค้างเพิ่มเป็น 170,000 ล้านบาท เพื่อกระจายการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านสาขาที่มีอยู่กว่า 7,500 แห่ง โดยมุ่งสร้างความเท่าเทียมทางการเงินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พัฒนาการบริการลูกค้าให้เกิดความประทับใจในทุกมิติและเป็นมาตรฐานระดับสากล และวางเป้าหมายคุมสัดส่วน NPL ให้ไม่เกิน 3.2% โดยมีแผนการจัดหาเงินทุนผ่านการกู้ยืมจากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ และการออกหุ้นกู้

“ที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในส่วนของภาคการบริโภคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าเริ่มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงขาลง ในครึ่งหลังของปี 2567 เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ NIM ปรับตัวดีขึ้น”

จำนำทะเบียนปี’67 ปรับดีขึ้น

“ตฤณ สิทธิสวัสดิ์” นักวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปี 2567 คาดการณ์หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ 5 บริษัท (AEONTS, KTC, MTC, SAWAD, TIDLOR) จะมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 28,081 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% YOY โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำธุรกิจจำนำทะเบียน จะมีทิศทางที่ดีขึ้น จากปีที่แล้วได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากรถยนต์มือสองที่ตกต่ำ โดยเฉพาะช่วงปลายปีทำให้มีผลขาดทุนจากการขายรถยึดสูง แต่ปีนี้ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2567 เห็นดัชนีราคารถยนต์มือสองฟื้นตัวขึ้นมาได้ค่อนข้างเร็ว ดังนั้นมองว่าผลขาดทุนรถยึดจากราคาประเมินรถยนต์มือสองจะเริ่มดีขึ้น และทำให้พวกค่าใช้จ่าย และการตั้งสำรองในปีนี้คงดีขึ้น ทั้งนี้ แนะนำหุ้นที่ราคายังไม่แพง เช่น SAWAD, TIDLOR

“ทิศทางดอกเบี้ยขาลงจะเป็นบวกกับทั้งอุตสาหกรรม เพราะหุ้นไฟแนนซ์จะมีการออกหุ้นกู้เป็นระยะ ๆ เพื่อนำมาปล่อยกู้กับลูกค้า ฉะนั้น จะลดผลกระทบด้านต้นทุนทางการเงิน หนุนให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) ชะลอการปรับตัวลงได้”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องผลงานหุ้นไฟแนนซ์ เทียบฟอร์ม 3 บริษัทเจ้าตลาด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...