บุกคลินิกนายทุนจีนย่านทองหล่อจ้างเมียนมาเป็นแพทย์พบมี 15 สาขาทั่วโลก
วันที่ 21 กรกฎาคม พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.สุพจน์ พุ่มแหยม ผกก.4 บก.ปคบ. ร่วมกันแถลงตรวจค้นคลินิกเถื่อน ย่านทองหล่อ เปิดให้บริการรักษาลูกค้าต่างชาติโดยใช้บุคลากรทางการแพทย์จากประเทศเพื่อนบ้านรักษาและมีสาขาทั่วโลกกว่า 15 สาขา ตรวจยึดของมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท
สืบเนื่องจาก กก.4 บก.ปคบ.รับการประสานจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ว่ารับเรื่องเรียนจากประชาชนสงสัยว่าสถานพยาบาลแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ เปิดสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตและแพทย์ผู้ทำการรักษาไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ รวมทั้งสงสัยว่ายาที่ใช้ในการรักษาจดทะเบียนตำรับยาหรือไม่ จึงสืบสวนทราบว่าสถานพยาบาลดังกล่าว ชื่อว่า ซี โคโค่ บิวตี้ คลินิก ตั้งอยู่ 33/7 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร และเปิดดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง ตรวจสอบข้อมูลพบว่าคลินิกดังกล่าวประกอบกิจการโดย บริษัท ซี โคโค่ บิวตี้ คลินิก จำกัด โดยมีบุคคลสัญชาติจีน เป็นกรรมการบริษัท และปิดสถานพยาบาลในชื่อ ซี โคโค่ บิวตี้ ในหลายประเทศทั่วโลกกว่า 15 สาขา เช่น จีน, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, ออสเตรเลีย เป็นต้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมาตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. นำหมายค้นของศาลอาญากรุงเทพใต้ตรวจค้นสถานพยาบาลดังกล่าวพบว่าคลินิกดังกล่าวเปิดรักษาแก่ประชาชนทั่วไปและมีประชาชนเข้ารับบริการ ซึ่งมีผู้หญิงสัญชาติ เมียนมา อ้างตนเป็นแพทย์ประจำคลินิก ทำการตรวจรักษาและฉีดวิตามินบำรุงผิวกับประชาชน โดยผู้หญิงคนดังกล่าว รับว่าเป็นชาวเมียนมา จบการศึกษาทางด้านการแพทย์จากมหาวิทยาลัยในประเทศเมียนมา เมื่อจบการศึกษามีผู้ชักชวนให้มาทำงาน ที่ถานพยาบาลดังกล่าวในลักษณะพาร์ทไทม์ รับค่าจ้างครั้งละ 2,000 บาท ทำงานมาแล้วประมาณ 1 เดือนตรวจสอบใบอนุญาตทำงานพบว่าได้รับสิทธิอนุญาตให้ทำงานเพียงเป็นผู้จัดการทั่วไปแต่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของประเทศไทยแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจยึดของกลาง 51 รายการ เป็นยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา 23 รายการ, เครื่องมือแพทย์ 12 รายการ และเครื่องสำอาง 16 รายการ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 5,000,000 บาท พร้อมจับกุมผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.ดำเนินคดีความผิดฐาน”ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิจะทำได้” โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหาโดยศาลพิพากษา จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท จำรอ 6 เดือน โทษจำรอลงอาญา ในส่วนเจ้าของคลินิกดังกล่าว เป็นชาวต่างชาติพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อจะเรียกมาแจ้งข้อกล่าวหาความผิดฐาน “ประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต และดำเนินกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, ขายยาที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา,ขายเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต,ขายเครื่องสำอางที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง,ขายเครื่องสำอางที่ไม่มีเลขจดแจ้ง,และข้อหาตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของบุคคลต่างด้าว ต่อไป
สอบถามเจ้าหน้าที่ประจำคลินิก แจ้งว่าสำหรับสาขาในประเทศไทย เปิดขึ้นมาเพื่อรองรับลูกค้าชาวต่างประเทศ และลูกค้าที่มาจากสาขาต่างประเทศ ไม่รับลูกค้าที่เป็นคนไทย โดยคลินิกแห่งนี้เปิดดำเนินการมาแล้วประมาณ 9 เดือน จากการตรวจสอบการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ของสถานพยาบาลดังกล่าว พบว่ามีการใช้อินฟลูเอนเซอร์ ชื่อดังที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศโฆษณาประชาสัมพันธ์ กิจการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกหมายเรียกบุคคลดังกล่าวเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวมีความผิดตาม กรณีแพทย์ที่ทำการรักษา 1. พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ฐาน “ประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยไม่ได้รับอนุญาต” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2560 ฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิจะทำได้” ระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท และถูกผลักดันส่งกลับประเทศ
กรณีกรรมการ บริษัท มีความผิดฐาน 1. พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ฐาน “ประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต และดำเนินกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ฐาน “ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท และ “ขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 ฐาน “ขายเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 4. พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 ฐาน” ขายเครื่องสำอางที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ “ขายเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้ง” ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และ 5. พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2560 ฐาน “รับคนต่างด้าวที่ไม่ไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากมีสิทธิที่จะทำได้”ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท
พล.ต.ต.อนันต์ กล่าวฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนว่า ควรศึกษาข้อมูลคลินิก แพทย์และขั้นตอนการรักษาให้ดีก่อนที่จะเข้ารับบริการรักษาโรค หรือเสริมความงามเนื่องจากเป็นขั้นตอนและวิธีการที่จะต้องใช้ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเกิดผลกระทบกับร่างกายโดยตรง ควรตรวจสอบคลินิกและแพทย์ที่ทำการรักษาว่าได้รับอนุฐาตถูกต้องหรือไม่ และแจ้งเตือนไปยังผู้ที่ลักลอบกระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่สวมรอยเป็นหมอ, หมอเถื่อน หรือคลินิกเถื่อน ให้หยุดพฤติการณ์ดังกล่าวทันที เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการจับกุมอย่างต่อเนื่อง หากตรวจพบจะดำเนินคดีโดยเด็ดขาด พี่น้องประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน บก.ปคบ.1135 หรือเพจ ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภค