โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ตราสารหนี้” จะลงทุน “โดยตรง” หรือผ่าน “กองทุน”…ก็มี “ความเสี่ยง” !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2566 เวลา 03.37 น. • สรวิศ อิ่มบำรุง

Wealthy Way: “การลงทุน” กับ “ความเสี่ยง” เป็นโลกคู่ขนานของกันและกัน เป็นไปตามหลักการลงทุน ‘High Risk, High Expected Return’
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน “สินทรัพย์” ประเภทใดก็ตาม ยังคงยืนบนหลักการพื้นฐานนี้ ไม่ว่าจะเป็น “หุ้น” หรือ “ตราสารหนี้”
ไม่ว่าจะ “ลงทุนโดยตรง” หรือลงทุนทางอ้อมผ่านเครื่องมืออย่าง “กองทุนรวม” ก็ตาม !!!
ในยุค “ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเตี้ยติดดิน” การลงทุนในกลุ่ม “ตราสารหนี้” โดยเฉพาะ “หุ้นกู้” ก็เฟื่องฟูขึ้นมาตามลำดับ ด้วยผลตอบแทนที่เหนือกว่าและนักลงทุนเข้าใจว่า “เสี่ยงน้อย” ไม่ต่างกัน
แต่นั่นก็อาจเป็นความเข้าใจที่ “ผิดพลาดคลาดเคลื่อน” จากข้อเท็จจริง และผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะ “แย่” ส่งผลร้ายต่อพอร์ตการลงทุนของคุณ ไม่แพ้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่นๆ ได้เช่นกัน
แล้ว “ความเสี่ยง” อะไรบ้าง? ที่นักลงทุนต้องเจอ ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้สรุปเอาไว้ใหเรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

รู้จัก “5 ความเสี่ยงหลัก” …ของการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้’

“ตราสารหนี้”เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า “หุ้น” แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ “ภาครัฐ” หรือ “เอกชน” ก็ตาม แต่นักลงทุนบางส่วนยังเข้าใจผิดคิดว่า ถ้าเป็น ‘พันธบัตรรัฐบาล’ แล้วจะไม่มีความเสี่ยง ซึ่งถือเป็นความเข้าใจที่ “ผิดพลาดคลาดเคลื่อน” อยู่พอสมควร
“คำกล่าวที่ว่า ‘พันธบัตรรัฐบาล’ ไม่มีความเสี่ยงนั้น เป็นการพูดเพียงมิติเดียวในเรื่องของ ‘ความเสี่ยงด้านเครดิต’(Credit Risk) เท่านั้น เพราะถือว่ารัฐมีฐานะความน่าเชื่อถือดีที่สุดแล้วในประเทศ จึงอนุโลมว่า ความเสี่ยงด้านนี้ไม่มี โอกาสจะเจอรัฐชักดาบยาก เพราะรัฐท้ายสุดก็สามารถเก็บภาษีมาจ่ายหนี้ได้อยู่ดี แต่มิติความเสี่ยงด้านอื่นยังมีอยู่ เช่น ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ยที่กระทบราคาตลาด เป็นต้น”
สำหรับ ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้มีหลากหลาย แต่ความเสี่ยงบางอย่างก็ป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ โดยความเสี่ยงหลักๆ ของการลงทุนในตราสารหนี้ มี 5 ประเภท ด้วยกัน ได้แก่

1.“ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้” (Credit/Default Risk) ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ เป็นความเสี่ยงที่บริษัทผู้ออกตราสารหนี้เกิดวิกฤติ ที่ทำให้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นคืนได้ ทำให้นักลงทุนอาจจะไม่ได้รับเงินคือ หรือได้รับไม่เต็มจำนวนความเสี่ยงนี้ถือเป็นความเสี่ยงหลักของการลงทุนในตราสารหนี้
2.“ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง” (Liquidity Risk) เกิดขึ้นจากการที่ตราสารหนี้นั้นไม่มีสภาพคล่องในตลาดในกรณีที่นักลงทุนต้องการจะขายตราสารหนี้ ก็อาจขายไม่ได้ในเวลาที่ต้องการ หรือขายไม่ได้ ณ ราคาที่ต้องการ เช่น ราคาที่ขายจริงต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น
“แต่ถ้านักลงทุนถือตราสารหนี้ไปจนครบกำหนด ก็ไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงนี้ ซึ่งนักลงทุนบุคคลส่วนใหญ่จะซื้อแล้วถือจนครบอายุเป็นหลัก เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ หรือหุ้นกู้ต่างๆ แต่หากต้องการขายก่อนก็อาจจะเกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่องนี้ได้เช่นกัน”
3.“ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย” (Interest rate Risk) เป็นความเสี่ยงจากการที่ราคาตราสารหนี้จะลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง เนื่องจากราคาตราสารหนี้จะ ‘แปรผกผัน’ กับอัตราดอกเบี้ย
“แต่ถ้าถือตราสารจนครบกำหนดอายุ จะไถ่ถอนได้ตามราคาหน้าตั๋วเสมอ ดังนั้น นักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ได้โดยการถือตราสารจนครบกำหนดอายุนั่นเอง”
4.“ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ” (Inflation Risk) คือ หากลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ในขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลให้ “อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง(ดอกเบี้ย-เงินเฟ้อ)” ลดลง
“ความเสี่ยงนี้อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยการลงทุนในตราสารหนี้ชดเชยเงินเฟ้อ หรือตราสารหนี้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นต้น”
5.“ความเสี่ยงจากการนำเงินไปลงทุนต่อ” (Reinvestment Risk) เกิดขึ้นในกรณีที่นักลงทุนได้รับเงินต้นหรือดอกเบี้ยแล้วนำไปลงทุนต่อได้ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำลง เป็นความเสี่ยงที่มีน้ำหนักมากขึ้นในช่วงดอกเบี้ยขาลง
และการลงทุนใน Callable Bond” ที่เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ผู้ออกจึงมักใช้สิทธิไถ่ถอนตราสารก่อนกำหนด เพื่อลดต้นทุนการจ่ายดอกเบี้ย และทำการออกตราสารหนี้ชุดใหม่ทดแทน ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ทำให้นักลงทุนเกิดความเสี่ยงในการนำเอาเงินไปลงทุนต่อในผลตอบแทนที่ลดลงนั่นเอง

มารู้จักกับ “Risk Spectrum” ของกลุ่ม “กองตราสารหนี้” ตั้งแต่ 1 - 6

โฟกัสกันมาที่กลุ่ม “กองตราสารหนี้” กันโดยเฉพาะ มี “ระดับความเสี่ยง” (Risk Spectrum) ไล่กันตั้งแต่ 1-6 เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามการจัดนี้ใช้ “ความเสี่ยงด้านเครดิต” (Credit Risk) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แบ่งได้ตามนี้
กลุ่มที่ ‘เสี่ยงต่ำสุด : “ความเสี่ยงระดับ1” ได้แก่ กลุ่ม ‘กองทุนตราสารตลาดเงินในประเทศ’ ที่มีนโยบายลงทุนในเงินฝาก, ตราสารหนี้ระยะสั้น ภาย ‘ในประเทศ’ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ตั้งแต่80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ มีอายุเฉลี่ยของตราสารที่ลงทุนต่ำกว่า 1 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำสุด
กลุ่มที่ “เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ”: ประกอบด้วย
-“ความเสี่ยงระดับ2” ได้แก่ กลุ่ม “กองตราสารตลาดเงินที่ลงทุนในต่างประเทศ” ที่มีนโยบายลงทุนในเงินฝาก, ตราสารหนี้ระยะสั้น เหมือนกลุ่มแรก แต่มีการลงทุนใน “ต่างประเทศบางส่วน” ก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นมาอีกระดับ เพราะมีเรื่อง “อัตราแลกเปลี่ยน” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่โดยปกติกองทุนเหล่านี้ก็จะมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้
-“ความเสี่ยงระดับที่ 3” ได้แก่ กลุ่ม “กองทุนพันธบัตรรัฐบาล”ที่มีนโยบายลงทุนในเงินฝาก, ตราสารหนี้ของภาครัฐ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีตั้งแต่ 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนจะยาวขึ้นมาอีกเฉลี่ยมากกว่า 1 ปี ก็จะมีความเสี่ยงขึ้นมาอีกระดับ
-“ความเสี่ยงระดับที่ 4” ได้แก่ กลุ่ม “กองทุนตราสารหนี้” จะมีนโยบายลงทุนคล้ายกันกับระดับที่3 แต่จะมีการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้เอกชน’ หรือ ‘หุ้นกู้’ เข้ามาด้วยที่ต่างกัน จึงทำให้ระดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่งหรือมีการลงทุนในตราสารหนี้ ‘ต่ำกว่าระดับลงทุนได้ (Non-investment Grade)’ หรือ ‘Unrated Bond’ ไม่เกิน 20% ของ NAV

“สำหรับ ‘กองตราสารหนี้’ที่อยู่ใน Risk Spectrum 4 อันดับแรก ชื่อก็พอจะทำให้นึกออกอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่ที่แฝงตัวอยู่ใน Risk Spectrum 5-6 นี้ จะถูกจัดชั้นเข้าไปอยู่ระดับความเสี่ยงเดียวกับ ‘กองทุนผสม’และ ‘กองทุนหุ้น’เลยทีเดียว”
กลุ่มที่ “เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง”: เทียบความเสี่ยงระดับ “กองทุนผสม” ได้แก่ “กองตราสารหนี้” ที่มีการการลงทุนในตราสารหนี้ ‘ต่ำกว่าระดับลงทุนได้’(Non-investment Grade) หรือ ‘Unrated Bond’ ตั้งแต่ 20 – 60% ของ NAV
กลุ่มที่ “เสี่ยงสูง”: เทียบระดับความเสี่ยงเท่ากับ “กองทุนหุ้น” ได้แก่ “กองตราสารหนี้” ที่มีการการลงทุนในตราสารหนี้ ‘ต่ำกว่าระดับลงทุนได้’(Non-investment Grade) หรือ ‘Unrated Bond’ ตั้งแต่ 60% ของ NAV
“โดย ‘กองตราสารหนี้’ที่ลงทุนใน Non-Investment Grade/Unrated ‘ไม่น้อยกว่า 60%’ ของ NAV จะต้องมีการอธิบายลักษณะความเสี่ยงของกองทุน และให้ผู้ลงทุนลงนามในแบบรับทราบความเสี่ยงก่อนการลงทุนด้วย”
มาถึงตรงนี้ เชื่อว่านักลงทุนคงเห็นแล้วว่าการลงทุนใน “ตราสารหนี้” ไม่ว่าจะลงทุนเองโดยตรงหรือลงทุนผ่านกองทุนรวมก็ตาม ต่างก็มีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่เห็นเป็นกองตราสารหนี้แล้วจะ “เสี่ยงต่ำ” ไปเสียทั้งหมด สังเกตจาก “Risk Spectrum” ของกองทุนนั้นๆ ก็ได้ หรือสอบถามผู้ขายให้แน่ใจให้เข้าใจก่อนจะลงทุน…จะได้ลงทุนอย่างสบายใจนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...