โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศพหลอนเปรี้ยวเขียน จม. ลาแม่

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2566 เวลา 15.17 น. • RS PCL
กรรมสนอง “เปรี้ยว หั่นศพ” หลอนคาคุกผวาเห็นตับไต เปิด จม.ลาแม่ไร้คนเยี่ยม

จากคดี เปรี้ยว หั่นศพ หรือ น.ส.ปรียานุช , น.ส.กวิตา หรือ เอิร์น และ น.ส.อภิวันท์ หรือ แจ้ ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพ น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือแอ๋ม อายุ 22 ปี หลังจากทั้ง 3 คนถูกจับเข้าเรือนจำไปแล้ว เหตุเกิดเมื่อช่วงกลางปี 2560 ที่ จ.ขอนแก่น

ส่วนเรื่องที่เปรี้ยวและเอิร์น หลังจากเข้ารับโทษในเรือนจำและเปรี้ยวต้องกินยาจิตเวชระงับอาการทางประสาทตลอดเวลา และเอิร์น ก็ผวาเวลาดูทีวีที่มีข่าวหรือเรื่องราวเกี่ยวกับตับ ไต ไส้ พุง ก็จะไม่สามารถดูได้ ตนเองมองว่าเป็นผลกรรมที่ทั้งสองสมควรได้รับ ตนเองไม่อยากซ้ำเติมทั้งสองคน เพราะทั้งสองได้รับกรรมที่ทำไปแล้ว ซึ่งก็เหมือนตายทั้งเป็น แต่จะให้อภัยทั้งสองหรือไม่ตนเองขอไม่ให้อภัย เพราะสิ่งที่ทั้งสองทำกับหลายตนเองมันเกินไปจนจะให้อภัย

ด้านน.ส.วรัญญา หล่อจิตต์ หรือ น้ำ ออกมาแชร์ประสบการณ์เคยใช้ชีวิตอยู่ใน ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา ร่วมกับ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยว, น.ส.กวิตา ราชดา หรือเอิร์น ตนเองมองว่าสิ่งที่น้ำพูด คือ การกล่าวหาว่าสาเหตุที่ทำให้เปรี้ยวลงมือฆ่าหั่นศพลูกสาวตนเองมาจากลูกสาวตนเองเป็นต้นเหตุ ซึ่งตนเองมองว่าสิ่งเปรี้ยวพูดเชื่อถือได้มากแค่ไหน เพราะลูกสาวตนเองก็ตายไปแล้วไม่มีโอกาสได้พูด

นอกจากนี้สิ่งที่หลายคนแสดงความคิดเห็นและวิจารณ์ลูกสาวตนเองในช่องยูทูปดังกล่าว ยอมรับว่า กระทบจิตใจตนเองและครอบครัวมาก เหมือนมาซ้ำเติมความสูญเสียอีกครั้ง จึงอยากให้ทางน้ำและเจ้าของช่องยูทูปออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือขอโทษกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะตอนนี้กลับกลายเป็นว่าคนส่วนใหญ่เห็นใจผู้ต้องหามากกว่าผู้ตาย ทั้งที่การกระทำของผู้ต้องหาโหดเหี้ยมเกินไป พร้อมกับอยากให้น.ส.วรัญญา หล่อจิตต์ หรือน้ำ หยุดการกระทำเอาลูกตนเองมาหากิน เพราะทุกวันนี้ตนเองก็ยังสูญเสียและทำใจไม่ได้ หากไม่หยุดต้องเองจำเป็นต้องดำเนินการทางกฏหมาย

ล่าสุดผู้สื่อข่าวเดินทางมาที่บ้านเหล่านางาม ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านของนางสำราญ เพียจันทร์ อายุ 74 ปียายของน.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือแอ๋ม เหยื่อฆ่าหั่นศพ ซึ่งเราได้พบยายของแอ๋มกำลังพักรักษาอาการดวงตาทั้ง 2 ข้าง หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกตา อยู่ที่กระท่อมหน้าบ้าน

จากนั้นเราจึงได้ไปคุยกับนางสำราญ ยายของแอ๋ม ยอมรับทั้งน้ำตาว่า แม้จะผ่านมา 6-7 ปีแล้วกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ยังทำใจไม่ได้ เพราะภาพเหล่านั้นยังติดอยู่ในใจตลอดและทุกครั้งที่นึกถึงสิ่งที่เปรี้ยวและพวกทำกับหลานตนเอง น้ำตาก็จะไหลออกมาทุกครั้ง โดยเฉพาะแม่ของแอ๋มที่ทุกครั้งที่มาเจอหน้ากันก็มีแต่ร้องไห้คิดถึงลูกสาว จนบางครั้งมองไปเจอใครที่อายุไล่เลี่ยกับแอ๋มก็จะทักว่าเป็นแอ๋มตลอด

ขณะที่เรากำลังพูดคุยกับยายของน.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือ แอ๋มที่ถูกเปรี้ยวฆ่าหั่นศพ น.ส.พิชชาภา แม่น้องแอ๋ม ได้โทรศัพท์วิดีโอคอลมาหาน้องสาวพอดี เราจึงได้มีโอกาสคุยกับคุณแม่ผ่านทางวิดีโอคอล

ซึ่งแม่ยอมรับว่า แม้จะผ่านมา 6-7 ปีแล้วแต่ตนเองไม่เคยลืมเหตุการณ์ในวันนั้นที่เปรี้ยวได้ลงมือฆ่าหั่นศพลูกสาว ทุกวันนี้ตนเองยังทำใจลืมไม่ได้ แต่ก็ยังพยายามทำใจให้ลืมเรื่องราวร้ายๆ ด้วยการเข้าหาธรรมะ ให้ธรรมมะช่วยเยียวยาจิตใจ

ส่วนเปรี้ยวและเอิร์น ต้องทานยาระงับประสาท ตนเองถือว่าทั้งสองได้รับผลกรรมจากการกระทำของตนเองไปแล้ว ซึ่งตนเองไม่อยากซ้ำเติมใคร ปล่อยให้เป็นไปตามเวรกรรมของใครของมัน

ขณะเดียวกันเราได้เข้าไปดูเฟซบุ๊ของแม่แอ๋ม พบว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่าน แม่ของแอ๋มยังโพสต์เฟซบุ๊คถึงลูกสาวพร้อมกับโพสต์รูปที่ถ่ายคู่กับลูกสาวและแชทข้อความที่ลูกสาวเคยแชทหาตอนยังมีชีวิตอยู่ และเขียนความ ในลักษณะว่าไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน แม่ก็ยังคงไม่ลืมลูกสาวสักวินาที กว่าจะผ่านได้แต่ละวันเจ็บปวดเหลือเกิน โดยโพสต์นี้ได้โพสต์หลังวันเกิดเหตุ 1 วัน (วันเกิดเหตุ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2560)

ต่อมาผู้สื่อข่าวช่อง 8 ได้เดินทางไปที่บ้านห้วยบาก ตำบลคำม่วง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านของน.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือ เปรี้ยว ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพแอ๋ม ซึ่งเราได้พบกับนางสาคร ภาษี แม่ของเปรี้ยว ที่กำลังทำกับข้าวอยู่ที่กระท่อมข้างบ้าน ขณะที่ภายในกระท่อมมีที่นอนและหมอนรวมทั้งเสื้อผ้าแขวนอยู่ ซึ่งจากการสอบถามนางสาคร บอกว่า บางวันที่คิดถึงลูกก็จะออกมานอนอยู่กระท่อม

จากนั้นเราจึงได้สอบถามนางสาคร ถึงกรณีที่เปรี้ยวต้องกินยาจิตเวชระงับประสาน ซึ่งนางสาคาร เผยว่า หลังจากที่เปรี้ยวถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกในคดีฆ่าหั่นศพ เป็นระยะเวลา 34 ปี 6 เดือน หลังจากรับโทษที่เรือนจำขอนแก่นและได้ย้ายไปรับโทษที่เรือนจำคลองไผ่ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2561 ตนเองได้ไปเยี่ยมลูกสาว ประมาณ 2 ครั้ง โดยได้ขี่รถจักรยานยนต์จากขอนแก่นไปเรือนจำคลองไผ่พร้อมกับลูกชายคนโต หลังทางเรือนจำเปิดให้ญาติเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาภายในเรือนจำได้

ซึ่งขณะนั้นเปรี้ยวก็ไม่ได้มีท่าทีแสดงอาการป่วยแต่อย่างใด ซึ่งยังเล่นสนุกกับเพื่อนๆ ยังดูมีท่าทางร่าเริงแจ่มใส และยังได้นำพวงมาลัยดอกมะลิมากราบเท้าตนเอง พร้อมกับบอกให้ตนเองดูแลสุขภาพให้ดี เพื่อรอวันที่ลูกสาวจะถูกปล่อยตัว ในอีก 9 ปี พร้อมกับสัญญาว่าหากตนเองถูกปล่อยตัว จะปรับปรุงตัวเป็นคนดีของครอบครัว ซึ่งตนเองก็ได้ปลอบใจลูกสาวและได้บอกว่าให้รับโทษไปเพราะตนเองทำผิดจริงและให้อดทน

นางสาคร บอกอีกว่า หลังจากนั้นตนเองไม่ได้ไปเยี่ยมลูกสาวอีกเลย เนื่องด้วยระยะทางที่ไกลและสุขภาพไม่ดีรวมทั้งไม่มีเงินค่าเดินทาง จึงได้แต่เขียนจดหมายหา ซึ่งหลังจากที่ตนเองไม่ได้เยี่ยม จึงไม่รู้ว่าลูกสาวมีอาการป่วยจนต้องกินยาจิตเวช จนกระทั่งมาทราบจากที่นักข่าวที่มาถาม แต่ตนเองคิดว่า อาจจะเป็นเพราะเพื่อนที่สนิทที่เคยอยู่ในเรือนจำด้วยกันถูกปล่อยตัว หรือย้ายเรือนจำ รวมไปถึงตนเองก็ไม่ได้ไปเยี่ยมลูกสาวเหมือนแต่ก่อน รวมไปไปถึงผลกระทบจากการกระทำของลูกสาวที่ยังคงทำให้สะเทือนใจอยู่ จึงส่งผละกระทบทำให้ลูกสาวเครียดและวิตกกังวลก็เป็นได้

นอกจากนี้ทราบว่าลูกสาวถูกย้ายไปอยู่ที่เรือนจำจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ตนเองยิ่งเป็นห่วงลูกสาว ว่าจะปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ได้หรือไม่ พร้อมกับฝากไปถึงลูกสาวให้ดูแลสุขภาพให้ดี ตนเองจะรอวันที่ลูกสาวถูกปล่อยตัว พร้อมกับสอนสังคมให้เห็นใจลูกสาวตนเองด้วย เพราะตอนนี้ลูกสาวตนเองก็ได้รับโทษจากกระทำแล้ว และยืนยันลูกไม่ได้ตั้งใจฆ่าแอ๋ม แต่เพราะโกรธที่แอ๋มพูดไม่ดีใส่

ขณะเดียวกันนางสาคร ยังบอกกับผู้สื่อข่าวอีกว่า ตนเองยังเฝ้ารอว่าสักวันลูกจะถูกปล่อยตัวในเร็ววันนี้ และหวังว่าลูกจะได้กลับมาทันตนเองยังมีชีวิตอยู่ ส่วนบ้านที่เปรี้ยวสร้าง ตนเองยังคงเก็บห้องใหญ่ไว้รอให้ลูกกลับมานอน

นอกจากนี้ นางสาครยังได้นำจดหมายที่เปรี้ยวเขียนมาหานางสาคร ภายในเรือนจำของไผ่ เมื่อช่วงวันแม่แห่งชาติปี 63

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...