โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

กัดไม่ปล่อย มหากาพย์ สร้างรัฐสภา หลังหมดระยะเวลางดเว้นการปรับค่าสร้างงานล่าช้า

THE ROOM 44 CHANNEL

อัพเดต 23 ม.ค. 2567 เวลา 11.06 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2567 เวลา 09.39 น.

กัดไม่ปล่อย มหากาพย์ สร้างรัฐสภา หลังหมดระยะเวลางดเว้นการปรับค่าสร้างงานล่าช้า ยังไร้คำตอบ ส่อคนสภาฯ เอี่ยวเอื้อประโยชน์ เสี่ยงมีคดีหลังเกษียณ

การก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย หรือ “สัปปายะสภาสถาน” บนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมเนื้อที่ 119.6 ไร่ ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ใช้งบประมาณแผ่นดินไปมากกว่า 12,000 ล้านบาท โดยสัญญาหลักในการก่อสร้าง ที่ทำโดยสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุสัญญาเริ่มต้นงานสร้างตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย.2556 จนถึงสิ้นสุดสัญญาวันที่ 24 พ.ย.2558 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 900 วัน แต่ปรากฏว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ จนมีการขอขยายสัญญาในการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกถึง 4 ครั้ง รวมเป็นระยะเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 1,864 วัน โดยระบุวันสิ้นสุดสัญญาครั้งหลังสุด ในเมื่อ 31 ธ.ค.2563 พร้อมระบุค่าปรับชัดเจน หากงานก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนดในสัญญาที่วันละ 12.28 ล้านบาท รวมถึงค่าใช้จ่ายของผู้ควบคุมงานและที่ปรึกษาบริหารการก่อสร้างอีกวันละ 332,140 บาท จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.64

แต่ปรากฏว่า หลังจากสัญญาสิ้นสุดของการแก้ไขขยายเวลาก่อสร้างในครั้งที่ 4 ไปแล้ว งานก่อสร้างอีกหลายรายการก็ไม่แล้วเสร็จ ซ้ำยังมีการแก้ไขแบบ และสร้างงานไม่ตรงแบบ ในบางรายการได้รับการอนุมัติแก้แบบจากคณะกรรมการตรวจการจ้างแล้ว (คตจ.) จนเป็นที่มาของงานกัดไม่ปล่อยของ "วิลาศ จันทร์พิทักษ์" อดีตสส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ (กมธ. ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่เกาะติดการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ย่านเกียกกาย ที่เพียงติดตามเนื้องานการสร้างเพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม จนกลายเป็นขาประจำสภาผู้แทนราษฎร

ซึ่งหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2564 บริษัทผู้รับเหมาต้องเสียค่าปรับงานล่าช้า แต่มีการอ้างเหตุโรคโควิด-19 คณะรัฐมนตรี(ครม.) ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2563 ให้งดเว้นการเก็บค่าปรับการสร้างงานล่าช้า วันละ 12.28 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายของผู้ควบคุมงานและที่ปรึกษาบริหารการก่อสร้างอีกวันละ 332,140 บาท ไปถึงวันที่ 7 เม.ย. 2566 แต่ก่อนจะถึงกำหนดเส้นตายในการปรับงานล่าช้า บริษัทผู้รับเหมาได้อ้างถึงกรณีที่รัฐบาลประยุทธ์ เคยมีมติ ครม. เมื่อปี 2559 ที่ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อสร้างในกรณีที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ขึ้นค่าแรง 300 บาทให้ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ โดยรัฐบาลประยุทธ์ให้ขยายเวลาในการก่อสร้างงานอีก 150 วัน โดยไม่ต้องเสียค่าปรับงานล่าช้า(กรณีนี้บริษัทรับเหมางานของรัฐได้รับสิทธิทั่วกัน) ซึ่งระยะเวลาของการปรับจะสิ้นสุดในวันที่ 4 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา โดยพอถึงวันดังกล่าว ทางบริษัทผู้รับเหมาสร้างงานได้ทำหนังสือว่าพร้อมส่งมอบงาน100%

แต่ คณะกรรมการตรวจการจ้างแล้ว (คตจ.) ได้มีมติแจ้งแค่ว่า จะตรวจสอบงานการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ว่าครบถ้วน100% หรือไม่ ซึ่งจนถึงปัจจุบัน คตจ. ก็ยังไม่มีรายงาน หรือมีมติใดในการตรวจเนื้องานการก่อสร้างดังกล่าวให้เลขาธิการสภาฯทราบแต่อย่างใด หรืออาจเป็นเพราะ สภาผู้แทนราษฎร เพิ่งจะได้เลขาธิการสภาฯคนใหม่คือ ว่าที่ ร้อยตำรวจตรีอาพัทธ์ สุขะนันท์ เรื่องการปรับงานล่าช้าวันละ 12.28 ล้าน และค่าใช้จ่ายของผู้ควบคุมงานและที่ปรึกษาบริหารการก่อสร้างอีก 332,140 บาทต่อวัน จึงไม่มีการพูดถึง ทั้งที่งานการก่อสร้างรัฐสภาฯ ยังไม่แล้วเสร็จคาราคาซัง โดย "วิลาศ" ระบุว่า เดินตรวจดูงานในสภายังพบว่า หลังปีใหม่2567 ยังมีการทุบแผ่นหินโมเสคในสระน้ำรอบศาลาแก้วด้านหน้าตัวอาคารกลาง เพื่อซ่อมสร้างเพราะแผ่นกระเบื้องในสระมีอาการบวม บางแผ่นลอยน้ำขึ้นมา อย่างนี้ถือว่า งานแล้วเสร็จ100% หรือไม่

ซึ่งปัจจุบัน 23 ม.ค.2567 “วิลาศ” ได้เดินสายร้องเรียนงานการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่ส่อในการทุจริต การสร้างผิดแบบ หรือลดสเปคเนื้องาน ต่อองค์กรตรวจสอบของรัฐ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว รวม 31 เรื่อง ร้องสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน 29 เรื่อง และร้องเรียนต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รวม 49 เรื่อง

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 เปิดศักราชใหม่ “วิลาศ” ก็ยื่นเรื่องร้องต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาเกี่ยวกับเรื่องไม้ ที่ใช้ในการสร้างภายในตัวอาคารรัฐสภา โดยเฉพาะไม้ปูพื้นจำนวน 27,300 แผ่น พื้นที่ประมาณ 13,758 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีไม้ที่ใช้ทำอย่างอื่น เช่น บันได อีกเป็นจำนวนมาก โดยพบสิ่งผิดปกติจึงขอให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบ ก่อนตรวจรับมอบงาน คือ

1.)ไม้ทำบันไดและสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวกับบันไดตามแบบใช้ไม้สัก แต่จากการตรวจใบกำกับสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดที่ทำด้วยไม้หวงห้ามที่สั่งเข้ามาใช้ในโครงการ เท่าที่พบเป็นไม้กระยาเลยทั้งสิ้น ถือเป็นการใช้ไม้ผิดแบบอย่างชัดเจน

2.)กรณีไม้ปูพื้นซึ่งตามแบบให้ใช้ไม้ตะเคียนทอง และมีข้อสงสัยในการตรวจสอบเกี่ยวกับการปูพื้นไม้จำนวนมาก

2.1 เรื่องชนิดของไม้ปูพื้น

2.1.1 จากการตรวจสอบใบกำกับสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดที่ทำด้วยไม้หวงห้าม พบว่าไม้ที่ส่งเข้าไปใช้ใน โครงการส่วนใหญ่เป็นไม้ตะเอียนทอง แต่ที่ระบุว่าเป็นไม้กระยาเลยมีจำนวนถึงประมาณ 7,500 แผ่น นอกจากนี้ยังมีที่ระบุว่าเป็นไม้ตะเคียน ( มีกว่า 10 ชนิด)อีกจำนวนหนึ่ง มีกรณีคำถามว่า ถ้าเป็นไม้ตะเคียนทอง ทำไมไม่ระบุว่าเป็นไม้ตะเคียนทอง แต่กลับไประบุว่าเป็นไม้กระยาเลยบ้าง เป็นไม้ตะเคียนบ้าง มีข้อยืนยัน กล่าวคือเคยสุ่มตรวจพบว่าเป็นไม้พะยอม

2.1.2 เคยเอาช่างไม้และป่าไม้เข้าไปตรวจในทางลับ มีการยืนขันว่า ไม้ที่ใช้ปูพื้นมีไม้ตะเดียนหย่อง และตะเคียนหิน ปะปนอยู่จำนวนมาก (โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นที่ลับตา) อีกทั้งมีไม้ชนิดอื่นผสมอยู่บ้างเป็นส่วนน้อย

2.1.3 จากเอกสารหนังสือแสดงหลักฐานประกอบการเคลื่อนย้ายไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองจำนวน 18 ราย และการลงพื้นที่สุ่มตัวอย่างตรวจสอบด้วยตนเองจำนวน

2.2. ราย จาก 18 รายดังกล่าว ยืนยันได้ว่าทั้ง 3 ราย ทำเอกสารไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ส่อว่าเป็นเอกสารเท็จ

2.2.1 ตามแบบไม้ปูพื้นให้ใช้ขนาดความยาวไม่น้อยกว่า 3 เมตร เว้นแต่กรณีจำเป็นให้ใช้ความยาวไม้น้อย

กว่า 2 เมตร แต่จากเอกสารการส่งไม้เข้าใช้ในโครงการ พบว่ามีไม้ความยาวหลากหลายมากตั้งแต่ยาว

เมตรขึ้นไป และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบไม้ขนาดความยาว 2 เมตร , 2.50 เมตร มีปริมาณใกล้เคียงกับขนาดความยาว 3 เมตร จึงขอให้ตรวจสอบการใช้ไม้ขนาดความยาวดังกล่าวในการปูพื้นว่า ถูกต้องหรือไม่ ต้องสั่งให้ทำใหม่หรือไม่

2.2.2 ร่องห่างระหว่างแผ่นไม้ตามแบบต้องไม่เกิน 2 ม.ม. แต่จากการเดินตรวจและวัดความห่างของร่องไม้บางแผ่นห่างเกิน 12 ม.ม. การปูพื้นไม้ระยะห่างไม่เป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่ และยังได้รับการร้องเรียนจากข้าราชการและจากการเดินสังเกตุด้วยตัวเอง เห็นว่าเนื้อของไม้อาจไม่ใช่เนื้อไม้จริงอาจเป็นกาวผสมสีและเชื่อ ไม้ จึงขอให้ตรวจสอบข้อร้องเรียนนี้ด้วยว่าจริงเท็จประการใด

อนึ่งขณะนี้มีคดีเรื่องเกี่ยวกับไม้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใด้ ตั้งใจแล้วว่าจะเสนอให้ศาลเดินเผชิญสืบพร้อมกับขอให้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเรื่องไม้ของศาลยุติธรรมมาร่วมตรวจสอบไม้ในสภาด้วยว่า มีการสวม หรือใช้ไม้ผิดสเปกที่กำหนดหรือไม่ เพราะมีการเบิกจ่ายไปแล้ว ไม้ที่กำหนดมีราคาสูงกว่าไม้ที่นำมาใช้ในโครงการ ส่อว่าทำให้รัฐเสียหายหรือเสียประโยชน์

“โดยเฉพาะ10 เรื่องหลุงที่ผมเดินหน้าร้องเรียนต่อเลขาธิการสภาฯ ส่อว่ามีความผิดค่อนข้างชัดเจน เช่น 1. การสร้างงานผิดแบบแปลนจากสัญญาหลัก คือการก่อสร้างไม่ตรงแบบ และยังไม่มีการแก้ไขสัญญาย่อยให้ถูกต้องตามแบบงานที่สร้างที่อาจมีมากกว่า 100 รายการ เช่น งานปูหินวิชิตาและขนาดของหินที่ใช้ปูทางโดยรอบอาคารรัฐสภา ไม่ตรงตามสเปคในสัญญา หรือ ขนาดของต้นไม้ที่ใช้ปลูกโดยรอบและในตัวอาคาร ที่เดิมเป็นต้นไม้ใหญ่ และมีการตายจำนวนมากกว่า 200 ต้น จึงมีการเปลี่ยนต้นไม้มาปลูกใหม่ก็มีขนาดต้นที่เล็กลง

2.การปูพื้นไม้ ที่มีการระบุชนิดแบะขนาด ไม่ตรงตามสัญญา

3.การสร้างเขื่อนริมน้ำเจ้าพระยา ไม่ตรงตามแบบในสัญญา

4.ลานจอดรถชั้น บี2 ที่มีน้ำผุด น้ำซึม มีการปรับแก้เป็นจุดๆ จำนวนมาก ได้มาตรฐานหรือไม่

5.ตู้ครอบอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยรอบอาคารรัฐสภา ไม่ตรงตามแบบ

6.เสาไม้สักทองที่ใช้ประดับรอบตัวอาคารทั้งตึกสส.และสว. ที่มีกว่า4,000ต้น มีการขึ้นราดำมากกว่าครึ่ง และมีการปริแตกของฐานเสาจำนวนมาก

7.พื้นทางเดินเท้ารอบอาคารรัฐสภาที่ต้องผูกเหล็ก2ชั้น แต่กลับมีการผูกเหล็กแค่ชั้นเดียว โดยเสนอว่าจะปรับแก้โดยการผสมสตรีมไฟเบอร์25 กิโลกรัม/ปูน1 คิว เพื่อให้ได้มาตรฐาน แต่จากการตรวจสอบพบว่า มีการใส่สตรีมไฟเบอร์ผสมในบางจุดเท่านั้น ส่วนใหญ่ไม่มีการผสมเลย จึงขอให้มีการตรวจสอบงานเหล่านี้ก่อนการรับมอบงาน และขอเตือนข้าราชการสภาฯให้ทำหน้าที่ของตนในการรักษาประโยชน์ของส่วนรวม มากกว่าการรักษาประโยชน์ให้เอกชน มันไม่คุ้มกันที่จะมีคดีหลังเกษียณราชการ”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...