โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิถีแห่งกลยุทธ์ : ศึกษา ‘หานซิ่น’ พลิก‘จุดอับ’ เป็น‘ชัยชนะ’ วิกฤต คือ โอกาส

MATICHON ONLINE

อัพเดต 01 ก.ย 2565 เวลา 06.22 น. • เผยแพร่ 01 ก.ย 2565 เวลา 05.10 น.

เมื่อโป้วอั้งเสาะ (หิมะแดงตระกูลโป้ว) เดินทางไปยังปศุสัตว์โรงหมื่นม้า (บ้วนเบ๊ตึ้ง) ของบ้วนเบ๊จึงจู๊ ณ เมืองเปลี่ยวร้างชายแดน

มันถูกท้าทายและหยามหยันจากบุรุษหนุ่มเหล่าบริวาร “ม้อย่งเม้งจู”

กระทั่งถึงขนาด “หากท่านมีขวัญกล้าแข็งจริง จงมาฆ่าข้าพเจ้า หากท่านไม่มีขวัญนี้อย่าหมายได้เข้าประตูใหญ่”

ท้าทายเพราะมั่นใจใน “วิชาฝีมือ” ของตน

ท้าทายเพราะเห็นว่าโป้งอั้งเสาะเป็นคนพิการ เท้าขวาของมันพิการ ยามเดินเท้าซ้ายต้องสาวออกไป 1 ก้าวก่อน เท้าขวาจึงลากตามไปช้าๆ แล้วเท้าซ้ายจึงก้าวอีก เท้าขวาลากตามไปอีก

ข้อเสนอของม้อย่งเม้งจู คือ “ท่านจงคลานลอดใต้รั้วนี้ไปเถิด”

เสียงหัวร่อเย้ยหยันของพวกมันโป้วอั้งเสาะกลับคล้ายมิได้ยินเลย ใบหน้ายังคงไร้ความรู้สึก คลานลอดใต้รั้วไม้อย่างเชื่องช้า ลากฝีเท้าหนักอึ้งเดินตรงไปเบื้องหน้า

ทีละก้าว ทีละก้าว เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ทราบเปียกชุ่มตั้งแต่เมื่อใด

คอยุทธนิยายกำลังภายในที่ติดตาม “ดาบจอมภพ” ของโกวเล้ง สำนวนแปล ว. ณ เมืองลุง ประทับจิตฝังใจต่อบทบาทนี้ของโป้วอั้งเสาะ

เนื่องจากพลันเสียงหัวร่อของบุรุษหนุ่มทั้งปวงก็หยุดชะงักลงพร้อมกัน

เนื่องจากทั้งปวงต่างพบเห็น แต่ละก้าวของโป้วอั้งเสาะพื้นจะมีรอยเท้าที่ลึกอย่างยิ่งปรากฏอยู่ เป็นรอยเท้าซึ่งคล้ายใช้มีดสลักขึ้น แสดงว่ามันต้องใช้พละกำลังทั้งปวงเท่าที่มีเข้าสะกดกลั้นความพลุ่งพล่านดาลเดือดของจิตใจไว้

จึงสามารถ “กลั้น” เอาไว้ได้

แรกที่สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นตีพิมพ์ “ดาบจอมภพ” ก็ได้ทำเชิงอรรถบอกให้รู้ว่า สถานการณ์ที่โป้วอั้งเสาะประสบนี้เป็นโกวเล้งนำเอามาจากประวัติศาสตร์

เป็นประวัติศาสตร์ในวัยหนุ่มของ “หานซิ่น” นักรบหาญกล้าแห่งยุคฮั่น

จะเข้าใจเรื่องราวของหานซิ่นให้ถ่องแท้จำเป็นต้องอ่าน “แลหลังแดนมังกร” เล่ม 3 อัน ถาวร สิกขโกศล แปลมาจากภาษาจีน

การชิงอำนาจกันระหว่าง “เล่าปัง” กับ “เซี่ยงอวี่” นั้น

มีชายผู้หนึ่งได้ช่วยเหลือมีคุณต่อเล่าปังมาก ชายผู้นี้ แซ่หาน ชื่อซิ่น ฝึกบุ๋นเรียนบู๊มาตั้งแต่ยังเยาว์ มีความรู้ความสามารถสูงเยี่ยม

แต่ยากจนข้นแค้น ตกปลาเลี้ยงชีพอยู่ที่บ้านหวยยิน

ครั้งหนึ่ง หานซิ่นอดอาหาร แม่เฒ่าซึ่งมาซักผ้าสงสารแบ่งอาหารของตนให้เป็นทาน หานซิ่นกล่าวขอบคุณด้วยความซึ้งใจว่า

“วันหน้าข้าพเจ้าต้องตอบแทนพระคุณท่านให้จงได้”

แม่เฒ่านั้นโกรธมากตอบว่า “เกิดเป็นชายแต่ข้าวไม่มีจะกิน แล้วจะได้ดิบได้ดีอะไร ใครต้องการให้เจ้าตอบแทนบุญคุณ”

หานซิ่นรู้สึกละอายจึงลาจากไป

นักเลงใหญ่ของบ้านหวยยินต้องการเหยียดหยามหานซิ่นจึงขวางทางไว้และสั่งให้ลอดหว่างขาตนไป หานซิ่นดูหน้าตาท่าทางของนักเลงนั้นแล้วยอมทำตามคำสั่ง

ตั้งแต่นั้นคนเรียกหานซิ่นอย่างหยามหยันว่า “ไอ้ลอดหว่างขา”

แรกทีเดียวหานซิ่นทำงานอยู่ในก๊กของเซี่ยงอวี่แต่ไม่ได้รับการขยายบทบาทต่อเมื่อจางเหลียงได้พบและรับรู้ความเก่งจึงชักนำให้ไปอยู่กับเล่าปัง

ในเบื้องต้นเล่าปังมองไม่เห็นคุณค่าความสามารถ

ต่อมา เซียวเหอซึ่งเป็นคนที่เล่าปังวางใจได้ผลักดันและอธิบายต่อเล่าปังจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพ สร้างชัยชนะให้กับฝ่ายของเล่าปังอย่างต่อเนื่อง

เห็นได้จากเมื่อเล่าปังปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าฮั่นโกโจได้มีพระดำรัสดังปรากฏในยุทธนิยายเรื่อง “ไซ่ฮั่น”ว่า

“เรากระทำการใหญ่ได้สำเร็จครั้งนี้ประกอบด้วยกำลังศึก 3 ประการ

คือ จางเหลียง รู้กลอุบายลึกซึ้ง คิดอ่านป้องกันภัยทั้งปวงไปถึงพันโยชน์ก็เป็นกำลังประการหนึ่ง ประการหนึ่ง เซียวเหอซึ่งไปรักษาเมืองเสียนหยาง รู้เกลี้ยกล่อมคนให้ทำไร่ไถนาได้ข้าวปลาอาหารไว้บริบูรณ์ เราทำศึกจึงไม่ขาดเสบียงอาหารก็เป็นกำลังศึกสองประการ

ประการหนึ่ง คือหานซิ่น ชำนาญในพิชัยสงคราม รู้ตั้งค่ายแลจัดแจงกองทัพ จึงมาตรว่าคนสักร้อยหมื่น สองร้อยหมื่นหานซิ่นก็เป็นแม่ทัพคุมไว้ได้

อันคน 3 คนนี้คือกำลังศึกของเรา จึงทำการใหญ่ได้สำเร็จ”

เนื้อความจากยุทธนิยายเรื่องไซ่ฮั่นนี้ตรงกับเมื่อ “เจ้าหยุย” คนในแผ่นดินถังรจนาหนังสือ “ฉางต่วนจิง” แล้ว อธิคม สวัสดิญาณ แปลมาเป็น “ฉางต่วนจิง ศาสตร์แห่งการยืดหยุ่นและพลิกแพลง”

นั่นก็คือ

“ข้าไม่อาจเทียบกับจางเหลียงในด้าน “วางแผนในกระโจมคว้าชัยไกลพันลี้” ข้าไม่อาจเทียบกับเซียวเหอในด้านทำนุบำรุงสุขราษฎร สนองธัญญาหารแก่แนวหน้าและรักษาความสงบของประเทศชาติ

ข้าไม่อาจเทียบกับหานซิ่นในด้านศิลปะแห่งการนำทัพ คุมกำลังพลนับล้าน รบทุกครั้งชนะทุกครั้ง

จางเหลียง เซียวเหอและหานซิ่น

ล้วนเป็นยอดคนในแผ่นดิน แต่ข้าสามารถช่วงใช้พวกเขา นี่คือ สาเหตุที่ข้าสามารถยึดครองแผ่นดิน”

จึงอาจกล่าวได้ว่า ใช้ปราชญ์เป็นคือวิถีแห่งขัตติยราช ทำงานเป็นคือวิถีแห่งขุนนาง”

ถามว่าอะไรคือยุทธวิธีการนำทัพและประสบชัยชนะของหานซิ่นกระทั่งได้รับคำชมเชยยกย่องจากบรรดานักรบรุ่นหลัง

คำตอบนี้เห็นได้จากที่ปรากฏในหนังสือ “พิชัยยุทธ์ซุนวู ฉบับหัวซาน”

แน่นอน ย่อมเป็นการรจนาโดย “หัวซาน” และได้รับการแปลเรียบเรียงมาเป็นภาษาไทยโดย ชาญ ธนประกอบ

นั่นคือ

หานซิ่นตั้งทัพ 1 หมื่นคนที่ริมน้ำก่อน จากนั้น ให้ทหารที่จะใช้เป็นเหยื่อออกรบ ใครคือเหยื่อหรือ ใครคือเหยื่อหรือ เขาใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ

นี่ทำให้ทัพจ้าวไม่งับเหยื่อก็ไม่ได้ เห็นหานซิ่นไม่งับแล้วจะไปงับใคร

หานซิ่นนำทหารที่เป็นเหยื่อออกรบ ธงทิวโอ่อ่า กลองศึกรัวดังสะท้านฟ้า ธงประจำตัวแม่ทัพพลิ้วไสว ทัพจ้าวตื่นเต้นมาก กระเหี้ยนกระหือรือจะตัดหัวหานซิ่นกลางทัพนับหมื่น

รบกันไปครู่หนึ่งหานซิ่นเริ่มถอย-“แสร้งถอย”

ที่พิสดารคือเป็นการหนีจริง สู้ไม่ไหวจริง เสแสร้งจนคล้ายไม่เสแสร้ง ขณะถอยหานซิ่นเริ่มปล่อยเหยื่อและวางเบ็ด สิ่งที่ใช้คือธงประจำตัวแม่ทัพ เครื่องประดับแสดงฐานะและอำนาจ 1 ชุดและกลองศึก

“แสร้งถอยอย่าไล่กระชั้น อย่าฮุบเหยื่อเมื่อทอดให้” ทัพจ้าวละเมิดทั้ง 2 ข้อ

เบื้องหน้าเป็นหานซิ่นที่ถอยถึงริมน้ำแล้ว กำลังสมทบกับทหารหนึ่งหมื่นคนที่ตั้งอยู่แต่แรก และแล้วก็โต้กลับมา ส่วนด้านหลังทัพจ้าว กำลังเสริม 2 พันนายของหานซิ่นลอบเข้ายึด ทัพจ้าวตกอยู่ในสภาพ ข้างหน้ามีข้าศึกกล้าแข็ง ข้างหลังเสียรังเก่าไป

จึงล่มสลายพินาศสิ้น

คำพังเพยว่าไว้ “ถ้าตัดใจทิ้งทารกไม่ได้ ก็ล่อหมาป่าไม่ได้” เราเห็นได้จากตัวของหานซิ่นเอง

ถ้าไม่เอาตัวเองไว้ในจุดอับ หมาคงไม่ยอมมาให้จับแน่

ไม่เพียงแต่จะนำเอาเรื่องราวของ “ไอ้ลอดหว่างขา” มาสอดสวมเข้ากับโป้วอั้งเสาะ หากแต่เมื่อเขียน “นักสู้ผู้พิชิต”

“โกวเล้ง” ก็นำเอากลยุทธ์ “จับตัวเองเข้าอยู่ในที่อับจน” มาแสดงผ่านปึงป้อเง็ก

นั่นเป็นบททดสอบเมื่อปึงป้อเง็กเดินทางเข้าสู่ “วังวารีบริสุทธิ์” (แป๊ะจุ๊ยเก็ง) ณ ยอดเขาไท้ฮั้งซัวซึ่งห่มคลุมด้วยเมฆหมอกขาว

ด่าน 1 ย่อมเป็นด่านหญิงงาม ด่าน 1 ย่อมเป็นด่านกระบี่

เริ่มจาก “กระบี่ไม้ตายพลิกจักรวาล” (นิ่วจ้วงเคี้ยงคุนเซาะซิ่วเกี่ยม) ตามด้วยดกระบี่เพลงเดียวกับของ “บุรุษชุดขาว” ด่านสุดท้ายสำคัญอย่างยิ่ง

พลันที่ประกายกระบี่สว่างวาบ แทงเข้าเบื้องหน้าห่างปลายเท้ามันราว 3 นิ้ว

“ข้าพเจ้าหากไม่แยแสต่อกระบวนท่านี้เลย กระบี่นี้ก็จะแทงสวนจากเบื้องล่างขึ้นมาในบัดดล แต่จากกระบี่ที่แทงมาจากแง่มุมนี้ไม่ทราบว่าควรจะปัดป้องเยี่ยงไร เพราะมิว่าเป็นใต้ฝ่าเท้าของผู้ใดล้วนเป็น “มุมตาย” ของคนผู้นั้น

กระบวนท่าที่แทงจากมุมตายนี้คือกระบวนท่าที่ไม่มีในสำนักค่ายทั้งหลาย จึงเป็นกระบวนท่าที่ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานปัดป้องได้

ความยอดเยี่ยมในกระบวนท่า คือ ต้องจับตัวเองเข้าอยู่ในที่อับจนเสียก่อน”

การนำเอากระบวนท่าอันมากด้วยความอับจนเนื่องจากอยู่ใน “มุมตาย” จึงเท่ากับเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

เรื่องราวของ “หานซิ่น” จึงเป็น “ความบันดาลใจ”

เป็นความบันดาลใจให้โกวเล้งนำมาสอดสวมเข้ากับแต่ละจังหวะก้าวแห่งการทดสอบของปึงป้อเง็กแห่ง “นักสู้ผู้พิชิต” เข้ากับแต่ละจังหวะก้าวของ
โป้วอั้งเสาะแห่ง “ดาบจอมภพ” ที่ต้องการล้างรอยแค้น

ไม่ว่าเรื่องของ “หานซิ่น” ไม่ว่าเรื่องของ “โป้ว อั้งเสาะ” ไม่ว่าเรื่องของ “ปึงป้อเง็ก” ดำรงอยู่ในประวัติศาสตร์ ดำรงอยู่ในยุทธนิยาย

ดำรงอยู่อย่างเป็น “สะพานเชื่อม” ในทางความรับรู้

เป็นการเรียนรู้จาก “อดีต” ปรับประสานเข้ากับความเป็นจริงใน “ปัจจุบัน” และทอดมองไปยัง “อนาคต”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...