โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เกาะติดสงครามอิสราเอล-ฮามาส ธุรกิจรับมือวิกฤตการเมืองโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ต.ค. 2566 เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2566 เวลา 00.43 น.
ฉนวนกาซา หลังการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล - ภาพถ่ายเช้าวันที่ 10 ตุลาคม 2023 (ภาพโดย MOHAMMED ABED / AFP)

โลกหวังสงครามฮามาส-อิสราเอล ยังจำกัดวง-ไม่ยืดเยื้อ ขณะนี้ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจยังควบคุมได้ ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นไม่มาก “ซีอีโอ ปตท.” ย้ำ ยังไม่น่าห่วง ลุ้นโอกาสส่งออกสินค้าอาหารกระป๋อง-ข้าว-ยาง-ผลไม้กระป๋อง-ยา-เครื่องมือแพทย์ แต่ให้ระวังท่าเรือจะปิด ด้าน “ดีป้า” ให้จับตาผลกระทบซัพพลายเชนของสินค้าไอที เหตุบริษัทเทคยักษ์ใหญ่มีการลงทุนผลิต “การ์ดจอ-ชิปเซต” ในอิสราเอล แต่ถือเป็นโอกาสไทยรองรับ บริษัทสตาร์ตอัพ ที่จะย้ายฐานหนีภัยสงคราม

วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่ม “ฮามาส (Hamas)” กองกำลังติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ได้ยิงจรวดหลายพันลูกออกจากฉนวนกาซา ไปโจมตีพื้นที่เมืองในภาคใต้ของประเทศอิสราเอล พร้อมกับส่งกองกำลังแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่และจับตัวประกันทั้งชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติ รวมทั้งคนไทย เข้าไปควบคุมตัวไว้ในกาซา

โดยฝ่ายอิสราเอลได้ประกาศภาวะสงครามทันที พร้อมกับเรียกระดมพลครั้งใหญ่ที่สุดและได้ทำการ “ปิดล้อม” ฉนวนกาซาพื้นที่ 365 ตารางกิโลเมตร ตามมาด้วยการโจมตีทิ้งระเบิด ตลอดการต่อสู้ 3 วันที่ผ่านมา ปรากฏมีผู้เสียชีวิตทะลุ 1,700 คน ในจำนวนนี้เป็น “คนไทย” 18 คน และถูกจับไปเป็นตัวประกันอีก 11 คน

เพิ่มความเสี่ยงดึง ศก.โลกถอยหลัง

มีการวิเคราะห์กันว่า ความขัดแย้งครั้งนี้จะสร้างความเสี่ยงใหม่ ๆ ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหา “เงินเฟ้อ” ที่อาจพุ่งกลับขึ้นอีก เป็นโจทย์ใหญ่ให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องแก้ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก รวมถึงมีแนวโน้มว่าสงครามจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจกับนักลงทุนลดลง โดยผลกระทบจะเกิดขึ้นรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับระยะเวลาการทำสงครามว่า “จะยาวนานเพียงใดและขอบเขตพื้นที่ของการทำสงครามจะขยายวงกว้างสู่ประเทศอื่นในภูมิภาคหรือไม่”

โดยความกังวลหลัก ๆ เกี่ยวกับการขยายพื้นที่สงครามจะเป็นเรื่องของ “ราคาน้ำมัน” โดยสิ่งที่เห็นแล้วก็คือ ตลาดเงิน ตลาดทุนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้น 5% ในเช้าวันที่ 9 ตุลาคม ขณะที่ราคาสัญญาซื้อขายข้าวสาลีล่วงหน้าที่ตลาดชิคาโก (CBOT) เพิ่มขึ้น 1.3% ในเวลา 02.56 น. (GMT) ของวันที่ 9 ตุลาคม ส่วนราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้น 0.6% และถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 0.7%

คาร์ล แทนเนนบาม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันการเงิน นอร์เทิร์น ทรัสต์ (Northern Trust) ในสหรัฐ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากภูมิภาคที่เกิดเหตุสงคราม ทำให้มีความหวาดกลัวว่า ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น ด้าน คาริม บาสตา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน ทริปเปิลอาย แคปิทัล แมเนจเมนต์ (Ill Capital Management) ในฟลอริดา สหรัฐ กล่าวว่า ความขัดแย้งนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น ความเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อและความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

ด้าน กอนซาโล ลาร์ดีส์ (Gonzalo Lardies) ผู้จัดการกองทุนหุ้นอาวุโสของธนาคาร “แอนด์แบงก์” (Andbank) ในสเปน วิเคราะห์ว่า สงครามนี้จะเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะถอยหลังไปหนึ่งก้าว กล่าวคือ อัตราเงินเฟ้อจะกลับไปสูงอีก ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะกลายเป็นประเด็นหลักของเศรษฐกิจโลก “ความผันผวนจะพุ่งสูงขึ้น โดยที่ตราสารหนี้ระยะสั้นจะเป็นหลุมหลบภัย (safe haven) อีกครั้ง ในขณะที่หุ้นวัฏจักรจะเป็นที่จับตามอง”

ส่วน กีร์เลร์โม ซานโตส หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของบริษัทการเงิน iCapital ในสเปน วิเคราะห์ว่า ผลกระทบจากสงครามนี้ไม่ควรที่จะส่งผลเสียต่อตลาดการเงินมากเป็นพิเศษ ตราบใดที่สงคราม “ยังจำกัดอยู่” เฉพาะระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ไม่มีการขยายขอบเขตของสงครามออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากมีการขยายขอบเขตสงครามออกไปจนถึงประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาค จะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำร้ายประเทศตะวันตกมาก และนั่นอาจหมายถึงต้องขึ้นดอกเบี้ยสูงและนานกว่าเดิมอีก

กระทบการค้า-ท่องเที่ยวจำกัด

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากสงครามประเมินเบื้องต้นยังคงมีผลจำกัด หากความขัดแย้งยังอยู่ภายในประเทศอิสราเอล ไม่ได้ขยายวงกว้างไปสู่ประเทศอื่น เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปยังกลุ่มตะวันออกกลางไม่มาก โดยในช่วง 8 เดือนมีมูลค่าส่งออกไปตะวันออกกลางอยู่ที่ 7,300 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.7% ของการส่งออกทั้งหมด และส่งออกไปยังอิสราเอลราว 545 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 0.3% ของการส่งออกทั้งหมด

ขณะที่นักท่องเที่ยวก็มีผลจำกัด เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจากอิสราเอลไม่มากนัก โดยภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียง 2.3% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด โดยส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวในกลุ่มสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UEA) ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต

แต่สิ่งที่กังวลและอาจมีผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทย หากความขัดแย้งขยายวงกว้างไปสู่ประเทศอื่น ๆ เช่น อิหร่าน เลบานอน และสหรัฐ ซึ่งจะมีผลต่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอิหร่านที่มีการผลิตน้ำมันสูงถึง 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหากมีความขัดแย้งอาจทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวสูงไปสู่ระดับ 120-150 เหรียญ/บาร์เรล ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ส่งผลต่อเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อได้

ปีหน้าราคาพลังงานผันผวน

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง กล่าวว่า ปัญหาสงครามในตะวันออกกลางจะมีผลกระทบเรื่องใหญ่ที่สุดเสมอคือ “ราคาพลังงาน” ในอดีตสงครามในตะวันออกกลางทุกครั้งจะทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น และรอบนี้เหมือนจะซ้ำซ้อนกับปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ราคาพลังงานสูงอยู่แล้ว ในบริบทอย่างนี้จะยิ่งทำให้ตลาดพลังงานของโลกมีความผันผวนมากขึ้น

“เรามองโจทย์ของปี 2567 จะตอบได้ชัดเจนว่า ราคาพลังงานจะมีความผันผวนมาก ซึ่งจะยิ่งมีผลกระทบต่อปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ถ้าสถานการณ์ผันผวนมาก ราคาพลังงานขยับสูงขึ้น ก็ยิ่งทำให้ค่าครองชีพได้รับผลกระทบมากขึ้น ปัญหาค่าครองชีพเป็นโจทย์ซ้อนกัน 3 ชุด ดังนั้นภาคธุรกิจและประชาชนต้องเตรียมรับมือ”

อย่างไรก็ตาม สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้จะขยายตัวไปเป็นการก่อการร้ายเหมือนที่เราเคยเห็นหรือไม่ เพราะถ้าขยายตัวเป็นก่อการร้ายและนำไปสู่การก่อเหตุในหลายพื้นที่ เราก็จะกลับสู่ยุคของการก่อการร้ายอีกแบบหนึ่งและจะกระทบเศรษฐกิจ ดังนั้นเรื่องเศรษฐกิจในปี 2567 ถ้ามองในมิติความมั่นคง ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดปัจจัยเชิงลบมากขึ้น

แต่ถ้าสงครามในตะวันออกกลางไม่ขยายตัวก็จะเป็นการต่อสู้ระหว่าง อิสราเอล กับกลุ่มติดอาวุธฮามาส-ฮิซบอลเลาะห์ เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะขยายตัวเกินกว่านั้นหรือไม่ ซึ่งเราต้องรอดูอีกระยะหนึ่ง เพราะถ้าสงครามขยายใหญ่ก็อาจมีสภาวะคล้าย ๆ หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ที่เกิดกระแสมุสลิมทั่วโลก ซึ่งกระแสมุสลิมตอนนี้หลายฝ่ายกำลังจับตาดูอยู่ว่า จะเคลื่อนตัวไปอย่างไรกับสถานการณ์ในอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

“ถ้าสงครามขยายตัวเป็นความรุนแรงมากขึ้นก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างโลกอาหรับกับอิสราเอล ถ้าอิสราเอลไปพึ่งโลกตะวันตกมากขึ้น คำถามใหญ่คือ จะขยายวงเป็นปัญหาระหว่างโลกอาหรับกับฝ่ายตะวันตกหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่า ตะวันออกกลางเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่การแข่งขันของภูมิรัฐศาสตร์ และโจทย์ซ้ำซ้อนจากรัสเซีย-ยูเครนเข้าสู่ตะวันออกกลาง อาจเป็นสภาวะของสงครามเย็นชุดใหม่ที่เราเห็นและเริ่มคลี่คลายจากสงครามยูเครนมาสู่ปัญหาในตะวันออกกลาง” ศ.ดร.สุรชาติกล่าว

ส่วนท่าทีของรัฐบาลไทยควรจะวางตัวอย่างไรนั้น “คงต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความละเอียดอ่อน” เพราะมีคนงานไทยในอิสราเอล โดยไทยควรรักษาสัมพันธ์ที่ดีกับโลกมุสลิมไว้ด้วย โจทย์เรื่องนี้ไทยต้องระมัดระวังว่าจะวางบทบาทของตนเองอย่างไร เพราะด้านหนึ่งต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอลและโลกตะวันตก

ซีอีโอ ปตท.ชี้ยังไม่กระทบ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในช่วงระยะสั้น “ยังไม่น่าจะส่งผลต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลก” เพราะไม่ได้เป็นแหล่งผลิตน้ำมัน แต่อาจจะส่งผลทางด้านจิตวิทยาบ้าง ทำให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับขึ้นประมาณ 3-4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ล่าสุดราคาจะเริ่มอ่อนตัวลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังอาจอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามประมาณ 2 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่ง ปตท.ยังคงไม่ปรับสมมุติฐานคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ 80-85 เหรียญ/บาร์เรล

“ถ้าสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างออกไปจากที่เป็นอยู่ ก็ถือว่าไม่น่าจะต้องเป็นห่วง ปตท.มีการเตรียมความพร้อมในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานในการสำรองพลังงานให้เพียงพอต่อการใช้ในประเทศทั้งน้ำมันและก๊าซ”

ไทยรับอานิสงส์ส่งออกข้าว-อาหารกระป๋อง

สำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล รายงานเข้ามาว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจจะส่งผลกระทบต่อในการฟื้นฟู เยียวยาเศรษฐกิจในประเทศอิสราเอล และหากมองในภาพบวก อิสราเอลจะมีความต้องการสินค้าอุปโภค-บริโภคเพิ่มขึ้น นับเป็นโอกาสของไทยที่จะส่งออกสินค้า

ทั้งนี้ อิสราเอล เป็นคู่ค้าอันดับที่ 40 ของไทย และอันดับ 6 ของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในปี 2566 (มกราคม-สิงหาคม) การค้าระหว่างไทย-อิสราเอล มีมูลค่า 856.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัว ร้อยละ 1.15) โดยไทยส่งออกไปอิสราเอล 545.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัว ร้อยละ 12.62) และนำเข้าจากอิสราเอล 311.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลง ร้อยละ 14.18)

สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปอิสราเอล 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ, อัญมณีและเครื่องประดับ, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป, ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และข้าว ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญจากอิสราเอล 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องเพชรพลอยและอัญมณี, ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, แผงวงจรไฟฟ้า และผัก ผลไม้ ของปรุงแต่งที่ทำจากผักผลไม้

พร้อมกันนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้า ได้วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับไทย ด้านแรงงาน มีแรงงานไทย 29,000 คน ที่ทำงานเกษตรในอิสราเอล มีแรงงานไทยหลายคนได้รับอันตรายเสียชีวิตและถูกจับเป็นตัวประกัน ด้านการค้าการนำเข้า-ส่งออกจากไทย แม้ว่าอิสราเอลมั่นใจว่า จะชนะสงครามครั้งนี้ แต่ก็ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก กระทรวงการคลังอิสราเอลประมาณการว่า เศรษฐกิจอิสราเอลได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง มูลค่าความเสียหายหลายพันล้านเชเกล

ขณะที่กระทรวงการคลัง จะประสบปัญหาการอ่อนค่าของเงินสกุลเชเกลและการจัดอันดับเครดิตทางเศรษฐกิจของอิสราเอล หากสงครามสามารถยุติลงได้ใน 1-2 สัปดาห์ อิสราเอลจะสามารถฟื้นฟูเยียวยาประเทศและเศรษฐกิจได้เหมือนที่ผ่านมา แต่หากสงครามยืดเยื้อก็ต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของธุรกิจ

“ผลกระทบเชิงบวก เป็นโอกาสของไทยในการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากภาวะสงครามและการขาดแคลนสินค้า ได้แก่ ข้าว, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป, ผลไม้กระป๋องและแปรรูป, ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง, เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์, ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ ส่วนผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ ปัญหาการขนส่งสินค้าไทยไปยังประเทศอิสราเอลอาจจะล่าช้าและราคาค่าขนส่งแพงมากขึ้น สินค้านำเข้าจากอิสราเอลมายังไทย เช่น เพชร ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ อาจมีปัญหาในการผลิต

และการส่งออกจากอิสราเอล แม้ไทยอาจจะส่งออกสินค้าอาหารได้เพิ่มขึ้น แต่การส่งออกสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพไปตลาดอิสราเอล อาจชะลอลงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวอิสราเอลลดลง เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ ตลอดจนนักธุรกิจอิสราเอลอาจชะลอการเดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทย”

คู่ค้าอันดับ 6 ใน ตะวันออกกลาง

ด้าน นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า การส่งออกของไทยไปประเทศกลุ่มตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วน 4% ต่อการส่งออกทั้งหมดของไทย โดยประเทศที่ไทยส่งออกไปมาก คือ UAE, ซาอุดีอาระเบีย ส่วนอิสราเอลจะเป็นลำดับที่ 6 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการส่งออกเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ 7%

การค้าไทย-อิสราเอล 10 ปีที่ผ่านมา ปรากฏประเทศไทยได้ดุลการค้ากับอิสราเอลมาตลอด โดยสินค้าอาหารที่ไทยส่งออกไปอิสราเอลใน 8 เดือนแรกของปี 2566 มีมูลค่า 4.4 พันล้านบาท หรือเติบโต 9% ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-8%), ข้าว (+30%), เครื่องดื่ม (+48%), ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ (+6%), ผลไม้กระป๋องและแปรรูป (-23%)

ส่วนสินค้าอาหารที่ไทยนำเข้าจากอิสราเอลใน 8 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 600 ล้านบาท เติบโต 3% ได้แก่ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก, ผลไม้ (7%), พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช (-30%), ผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ (+37% ), กาแฟ ชา เครื่องเทศ (+51% ), ข้าวและผลิตภัณฑ์จากแป้ง (+168%)

ด้านสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ตอนนี้ยังไม่มีรายงานจากสายการเดินเรือ แต่เนื่องจากว่าเป็นพื้นที่สงคราม จึงคาดว่าหลาย ๆ ท่าเรือจะปิดเพราะเสี่ยงเกินไปที่จะขึ้นท่า ประเมินผลกระทบการค้าไทยระยะสั้น ด้านแรงงานกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเข้าไปทำงานที่อิสราเอล โดยรัฐบาลอิสราเอลอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างชาติใน 4 สาขาอาชีพเท่านั้น คือ การเกษตร, ก่อสร้าง, พ่อครัวในร้านอาหาร และดูแลคนชรา/พิการ/ป่วย โดยแรงงานไทยเป็นที่ต้องการของนายจ้างอิสราเอลอย่างมาก ส่วนการท่องเที่ยวปัจจุบันยังมีนักท่องเที่ยวอิสราเอลเข้ามาในไทยไม่มากนัก

หวั่นลามซัพพลายเชนไอที

ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ (กลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อิสราเอลเป็น “startup nation” หรือประเทศที่มีความโดดเด่นในการสร้างสตาร์ตอัพและพัฒนาเทคโนโลยีมาก โดยเฉพาะกลุ่ม deeptech, AI และ cybersecurity ทำให้ที่ผ่านมา ดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ได้เป็นจำนวนมาก เช่น ไมโครซอฟท์, อินเทล และเอ็นวิเดีย รวมถึงมีบริษัทไทยหลายรายเข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพของอิสราเอลด้วย

ทำให้ภัยสงครามอาจส่งผลกระทบด้านซัพพลายเชน เพราะอินเทลมีฐานการผลิตชิปเซตที่นั่น หรืออย่าง เอ็นวิเดีย ที่เป็นผู้นำด้านการผลิตการ์ดจอ รวมถึงชิปเซตที่ใช้ในการพัฒนา AI ก็มีการลงทุนในอิสราเอลด้วย “ถ้าภัยสงครามยืดเยื้อกว่านี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อการผลิต และการส่งออกชิ้นส่วนต่าง ๆ อาจส่งผลให้อุปกรณ์ไอทีมีโอกาสปรับราคาขึ้นได้เช่นกัน

นอกจากนี้ที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่ของไทยยังเข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพของอิสราเอล ในรูปแบบที่เรียกว่า CVC หรือ corporate venture capital จึงอาจมีผลกระทบบ้าง แต่คงไม่มาก เพราะส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อหา strategic value หรือโซลูชั่น เข้ามาปรับใช้ในการทำธุรกิจมากกว่า”

ขณะที่ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า ที่ผ่านมาอิสราเอลเป็นประเทศที่มีอีโคซิสเต็มเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างสตาร์ตอัพมาก เช่น เมืองเทลอาวีฟ (Tel Aviv) ที่อยู่บริเวณชายฝั่ง มีความร่วมมือของบริษัทขนาดใหญ่และมหาวิทยาลัยในการจัดตั้ง ศูนย์พัฒนานวัตกรรม

โดยช่วงแรก ๆ ที่อิสราเอลผลักดันตนเองเป็น “ชาติแห่งสตาร์ตอัพ” ก็มีสตาร์ตอัพจดทะเบียนในระบบกว่า 8,000 ราย ทั้งยังโดดเด่นด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร และการจัดการน้ำ จึงเป็นประเทศที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ ได้ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ทำให้ความน่าสนใจของการมีเทคอีโคซิสเต็มอาจหายไป

“จึงมีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจะไหลออกไปที่อื่น” แม้แต่สตาร์ตอัพในประเทศก็อาจย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นเพื่อหนีภัยสงคราม จึงอาจเป็นโอกาสของสตาร์ตอัพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เพราะมีอีโคซิสเต็มที่เป็นมิตรกับนักลงทุนในหลายด้าน ขณะที่เศรษฐกิจในจีนก็ยังไม่นิ่ง

ไอคอนสยาม-CPN เกาะติดสถานการณ์

นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวของไทยมากน้อยแค่ไหนนั้น อาจจะต้องจับตาและติดตามสถานการณ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ เนื่องจากเหตุการณ์ลักษณะนี้หากมีผลกระทบมักจะเห็นได้ค่อนข้างเร็ว แต่เชื่อว่าแม้สถานการณ์จะลากยาวออกไปก็น่าจะไม่กระทบกับการท่องเที่ยว เพราะปัจจุบันยังไม่เห็นเอฟเฟ็กต์ที่เกี่ยวข้อง

เช่นเดียวกับ ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า สถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้น เบื้องต้นไม่ได้รับเอฟเฟ็กต์โดยตรง อย่างไรก็ตาม จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะลุกลามหรือยืดเยื้อหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เพราะในอดีตที่ผ่านมาทั้งปาเลสไตน์และอิสราเอลก็มีปัญหากระทบกระทั่งกันมาเป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว

แรงงานไทยใน 3 เมืองหลัก

ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศอิสราเอล บริเวณเมือง Netivot (เนติวอต ), Sderot (สเดรอต), Ashkelo (แอชเคโล) รวมทั้งสิ้นประมาณ 29,900 คน และพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 5,000 คน

“ขณะนี้มีแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บจํานวน 9 คน เป็นชายทั้งหมด โดยบาดเจ็บสาหัสจํานวน 3 คน และบาดเจ็บเล็กน้อยจํานวน 6 คน แยกเป็นภูมิลําเนา อุดรธานี 1 คน นครพนม 1 คน หนองบัวลําภู 2 คน สุรินทร์ 2 คน (บาดเจ็บสาหัส) อุบลราชธานี 1 คน พะเยา 1 คน และตาก 1 คน ส่วนแรงงานไทยที่ถูกจับไปเป็นตัวประกันจำนวน 11 คน เป็นชาย 10 คน หญิง 1 คน แยกเป็นภูมิลำเนา อุดรธานี 5 คน (ชาย 4 คน และหญิง 1 คน)

นครพนม 3 คน สุรินทร์ 1 คน ศรีสะเกษ 1 คน และนครราชสีมา 1 คน มีแรงงานไทยขึ้นทะเบียนขอเดินทางกลับไทยจำนวน 2,990 คน โดยกลุ่มแรกที่ได้กลับไทยรวม 15 คน แบ่งเป็น 2 เที่ยวบิน คือ เที่ยวบินแรก LY081 จำนวน 5 คน และเที่ยวบินที่สอง LY083 จำนวน 10 คน ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 12 ตุลาคม 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...