อวยก่อนแล้วค่อยใช้งานหนัก! รู้ทัน Love Bombing การตบหัวแล้วลูบหลัง แสน Toxic ในองค์กร
ไม่ว่าใครก็อยากเป็นคนสำคัญหรือเป็นที่ต้องการกันทั้งนั้น
บางครั้งแค่คำชื่นชมเพียงไม่กี่คำก็สามารถดึงพลังใจของเราให้ฮึดสู้ต่อไปได้
ถ้ามีใครสักคนแสดงออกว่าต้องการเราหรือชื่นชมเรามาก เราจะรู้สึกอย่างไร?
แล้วถ้าแท้ที่จริง คำชมที่เราได้รับเป็นเพียงเครื่องมือที่ใครคนนั้นใช้เพื่อจ้องจะหาผลประโยชน์จากเรา เราจะทำอย่างไร?
.
การประจบชมเชยเพื่อหวังผลประโยชน์ที่ว่านั้นคือ ‘Love Bombing’ หรือการปาระเบิดความรัก ปกติแล้วจะถูกใช้ในความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งจงใจใช้คำหวานเพื่อเล่นกับความรู้สึก ตอกย้ำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเป็นที่รัก เป็นที่ต้องการ แล้วฉวยโอกาสควบคุมอีกฝ่าย
.
แต่ในโลกของการทำงานนั้นหมายถึงการใช้ถ้อยคำชมเชยเกินพอดี นำเสนอเฉพาะด้านดีๆ ขององค์กร และซื้อใจพนักงานในช่วงแรก ทำให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญขององค์กร แต่พอได้เข้ามาทำงานจริงๆ กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความภาคภูมิใจและรักในองค์กรแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกไร้ค่า ไม่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร และรอวันที่จะยื่นซองลาออกไปในที่สุด
.
ก่อนที่จะตอบรับการเสนองานของบริษัทใดๆ ก็ตาม เราจึงต้องเปิดโหมดป้องกันตัวเองด้วยการตรวจสอบให้ดี แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าคำพูดแบบไหนคือคำชมที่จริงใจ ยอมรับในความสามารถของเราจริงๆ หรือคำพูดแบบไหนเป็น Love Bombing?
.
.
จับพิรุธ Love Bombing ขององค์กรตั้งแต่สัมภาษณ์
.
โดยปกติแล้ว การหางานเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะสำหรับเด็กจบใหม่และคนที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ เพราะโลกการทำงานนั้นเป็นเหมือนสนามแข่งย่อมๆ ที่เราต้องแย่งชิงโอกาสเพื่อเข้าไปทำงานในองค์กรต่างๆ
.
แต่ปัจจุบันมันมีตัวแปรอื่นๆ ที่ทำให้เรื่องราวเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อไม่นานมานี้ ซาร์มอน เซลิม (Samorn Selim) ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพ ได้กล่าวว่า นอกจาก ‘ภาวะตลาดแรงงานตึงตัว’ (Labour Tightness) ที่ทำให้เกิดปัญหาแรงงานขาดตลาดแล้ว ทักษะที่ผู้สมัครชำนาญยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเข้าหาและพยายามดึงตัวผู้สมัครมาร่วมงานด้วย กลายเป็นองค์กรเสียเองที่ต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งพนักงานที่มีคุณสมบัติเข้าทำงาน
.
บริษัทต่างๆ จึงใช้ ‘Love Bombing’ ดึงตัวผู้สมัครที่มีความสามารถเข้ามาทำงาน โดยลักษณะสำคัญของ Love Bombing ที่เห็นได้ชัดอย่างแรกคือ ในขั้นตอนการสมัครจะเร่งรัดและไม่มีคำอธิบายตำแหน่งงานที่ชัดเจน นอกจากนี้ผู้สัมภาษณ์หรือฝ่ายบุคคลยังมีท่าทีกระตือรือร้นนำเสนอด้านดีของบริษัทมากเกินพอดี
.
นอกจากนี้ อแมนดา เฟอร์กูสัน (Amanda Ferguson) นักจิตวิทยาองค์กรยังชวนให้สังเกตวัฒนธรรมภายในของบริษัทปัจจุบันที่ทำงานอยู่ว่าเป็นองค์กรที่เฟ้นหาพนักงานด้วย Love Bombing หรือไม่โดยให้สังเกตจากพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงาน เช่น เมื่ออยู่ต่อหน้าก็จะพูดชมอีกฝ่าย แต่กลับนินทาอีกฝ่ายลับหลัง การเลือกที่รักมักที่ชัง การแบ่งพรรคแบ่งพวก หรือการยึดระบบชนชั้นในองค์กรมากกว่าหน้าที่ตำแหน่งงาน
.
ส่วนพนักงานคนไหนไม่เคยมีประสบการณ์ถูก Love Bombing มาก่อนก็อาจจะสับสนได้ว่าพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานเข้าข่าย Love Bombing หรือเป็นเพียงคำชมทั่วๆ ไป ก็สังเกตได้จากความรู้สึกตัวเองว่าความรู้สึกจากวันแรกที่ได้รับการติดต่อจากบริษัท จนถึงวันนี้เปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม เป็นบริษัท หรือเป็นทีมที่ดีแค่ช่วงแรกๆ หรือเปล่า นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ตรวจจับ Love Bombing ได้
.
.
จากถ้อยคำหวานหู สู่องค์กรที่เป็นพิษต่อสภาพจิตใจ
.
Love Bombing ทั้งในความสัมพันธ์แบบคนรักและองค์กรมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือการฉาบหน้าความสัมพันธ์ด้วยคำหวานๆ และท่าทีเอาใจใส่ แต่ความจริงแล้วต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณที่ได้รับความสำคัญและความรัก แล้วฉกฉวยโอกาสนี้เพื่อควบคุมความคิดและการกระทำของอีกฝ่าย
.
แล้วการจะรู้สึกตัวว่ากำลังถูกเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือองค์กร Love Bomb ใส่ได้ช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัว รวมถึงความสามารถในการตรวจจับบรรยากาศรอบข้างด้วย หากเรารู้ตัวเร็วก็จะเตรียมตัวรับมือหรือหาทางโต้กลับอย่างทันท่วงที ในทางกลับกัน หากเรารู้ตัวช้า ก็จะถูกหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานบงการอยู่อย่างนั้น จนสูญเสียความมั่นใจ คุณค่าในตัวเอง และรู้สึกไม่มีค่าต่อองค์กรในที่สุด
.
โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาประยุกต์ ปี 2015 ระบุว่าการโดน Love Bombing เกิดขึ้นได้จากเพื่อนร่วมงานรุ่นราวคราวเดียวกัน รวมถึงจากรุ่นพี่และหัวหน้าด้วย แต่วัฒนธรรมเคารพผู้อาวุโสในที่ทำงานทำให้เรารู้สึกตัวได้ยากกว่า พนักงานหลายคนที่หลงเข้ามาในองค์กรด้วย Love Bombing จึงต้องจมอยู่กับความรู้สึกถูกด้อยค่าเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว
.
ในขณะเดียวกัน บทความใน Harvard Business Review ปี 2022 บอกว่าคนวัยทำงานใช้เวลาหนึ่งในสามของชีวิตไปกับสังคมที่ทำงาน ซึ่งก็หมายความว่า หากเราต้องทนอยู่กับคำพูดชมเชยแบบฉาบฉวยจากคนในองค์กรที่จ้องจะหาผลประโยชน์ จนรู้สึกว่าตัวเองถูกควบคุม บงการ และด้อยค่า มันก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเราเอง เพราะองค์กรที่เป็นพิษเช่นนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้ามากถึง 3 เท่า
.
.
เปิดคู่มือจัดการกับเพื่อนร่วมงานที่ชอบ Love Bomb
.
ในช่วงหางานอาจเป็นเวลาที่ยากลำบากสำหรับใครหลายคน การตอบกลับจากบริษัทเพียงแค่ที่เดียวก็อาจต่อความหวังของผู้สมัครงานได้ แต่อย่างไรก็ต้องศึกษาองค์กรนั้นๆ ให้ถี่ถ้วนเสียก่อน โดยเฉพาะเรื่องค่านิยม หรือสิ่งที่องค์กรและพนักงานในบริษัทนั้นๆ ให้ความสำคัญ แล้วพิจารณาว่าตัวเราเองมีค่านิยมหรือเป้าหมายสอดคล้องกับบริษัทนั้นไหม
.
เมื่อได้เข้าทำงานไปแล้ว เราต้องฝึกอ่านบรรยากาศรอบข้างให้แตก แยกให้ออกระหว่าง “มีอิทธิพล” กับ “บงการ” เพราะทั้งสองคำคล้ายคลึงกันก็จริงแต่มีความหมายและน้ำเสียงต่างกันมาก การมี “อิทธิพล” เป็นคำที่มีความหมายกลางๆ หมายถึง ความสามารถที่เหนือกว่าของใครสักคน ซึ่งส่งผลต่ออีกคนและสามารถใช้ความเหนือกว่านั้นโน้มน้าวบุคคลอื่น
.
ในขณะที่การ “บงการ” เป็นคำที่มีความหมายเชิงลบ หมายถึง ใช้กลวิธีทางจิตวิทยาและใช้ประโยชน์จากอารมณ์ของอีกฝ่าย มาเปลี่ยนพฤติกรรมและการรับรู้ในทางที่ผิด หรือบิดเบือนออกไป
.
หากเราถูก Love Bomb แต่ตรวจจับได้เร็ว ก็จะทำให้เตรียมหาทางเลือกใหม่ได้ทันท่วงที เช่น หาบริษัทใหม่ งานใหม่ หรือปูทางสำหรับการก้าวหน้าไปสู่สังคมใหม่ๆ แต่ในระหว่างนั้นก็ต้องอดทนรับมือกับคำป้อยออย่างมีสติที่สุดเสียก่อน ด้วยการตอบสนองต่อคำอวยเกินจริงด้วยท่าทีตอบรับแบบกลางๆ ไม่ตื่นเต้นไปกับคำหวานเหล่านั้น
.
อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ดี ในกรณีที่องค์กร Toxic มากๆ คือ “การขีดเส้น” ให้ชัดเจนไปเลยว่าเราจะติดต่อ พูดคุยกันแค่เรื่องงาน และร่วมมือกันแค่เรื่องงานเท่านั้น แยกเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัวอย่างเด็ดขาดชัดเจน และไม่ยอมให้ใครมาก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวของเรา
.
และอย่าลืมฝึกวิชา “สลัดออก” ด้วยวิธีที่มีชั้นเชิง เช่น ตอนที่เพื่อนร่วมงานเริ่มมีพฤติกรรม Love Bombing หรือแสดงความ Toxic ออกมาด้วยการเห็นด้วย แล้วพยายามเบี่ยงประเด็นอย่างเนียนๆ เช่น “จริงสินะ แล้วเรื่องนั้นล่ะ” หรือ “ก็จริงนะ แล้วเรื่องนี้ล่ะ” เป็นต้น
.
วิธีเหล่านี้ถือเป็นวิธีที่ตั้งรับและป้องกันตัวเราจากการถูก Love Bombing ได้ดี แต่หากเรารู้ตัวว่ามีสัญญาณ Toxic จากเพื่อนร่วมงานหรือองค์กรได้เร็ว ทางที่ดีก็ควรหาลู่ทางใหม่ที่จะเป็นแผนสองให้ชีวิต อย่ายึดติดกับความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณที่ได้รับโอกาสดีๆ จากบริษัท และสับเท้าเดินออกมาจากสภาพแวดล้อมที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเรา
.
.
บริษัทที่ดีคือบริษัทที่ชื่นชมและยอมรับความสามารถของพนักงาน รวมถึงให้พื้นที่ในการพัฒนาทักษะ โดยไม่มีการให้ความหวังหรือล่อลวงกันด้วยถ้อยคำสวยหรูให้มาเสียความรู้สึกกันทีหลัง โดยเฉพาะบริษัทที่จั่วหัวว่า “เราอยู่กันแบบครอบครัว” หรือ “เราอยู่กันเหมือนพี่น้อง”
.
หากองค์กรที่เราอยู่เป็นที่ที่พร้อมจะผลักดันศักยภาพของพนักงานและมีสภาพแวดล้อมที่ดีกับชีวิตในที่ทำงานของเราจริงๆ เราก็จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญขององค์กรและพัฒนาความสามารถต่อไป จนกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของบริษัทได้ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจถ้อยคำเยินยอที่เกินจริงเลยแม้แต่คำเดียว
.
.
อ้างอิง
- ‘Love Bombing’ Happens In The Workplace, Too — It’s Just Harder To Spot : Sukriti Wahi, Refinery29 - https://bit.ly/46TRNUN
- Work 'love bombing': When companies come on too strong : Leah Carroll, BBC - https://bit.ly/3pYj8EH
.
#worklife
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast