“กัญชา” กลับไปเป็นยาเสพติด ใครเจ็บหนักสุด? พ.ร.บ.ควบคุม คือทางออกที่ดีกว่า?
“กัญชา” สินค้าทางการเมืองโอกาสกลับไปเป็นยาเสพติดมีได้เสมอ แต่ “ไม่ง่าย” ผลกระทบลากยาวทั้งซัพลายเชน “วิสาหกิจชุมชน” เจ็บหนักสุดวันนี้ยังไม่คืนทุน หากรัฐยังดื้อต้องพร้อม “เยียวยา” ทั้งระบบ เคาะสถานะ “สมุนไพรควบคุมพิเศษ” เป็นทางออกที่ดีกว่า
กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้งสำหรับ “กัญชา” หลังการเปลี่ยนรัฐบาลถูกยกขึ้นมาพิจราณาให้กลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้ง หลังจากพ้นสถานะยาเสพติดมาได้เพียง 2 ปี โดยมีกำหนดเส้นตาย 1 มกราคม 2568 นับเป็น “DAY 1” ที่กัญชาจะกลับไปเป็นยาเสพติด
แน่นอนว่างานนี้ “ไม่ง่าย” และนำมาสู่การถกเถียงทั้งในมุมการเมืองและประชาชนทั่วไป เพราะอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมาแล้วระยะหนึ่ง การถอยกลับย่อมส่งผลกระทบในวงกว้าง ล่าสุด นายกรัฐมนตรี“เศรษฐา” ตัดสินใจใช้ “พ.ร.บ.ควบคุม” แทนการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด เพื่อลดผลกระทบและความขัดแย้งต่างๆ
ประเด็นนี้ ดร.ไพศาล การถาง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร หนึ่งในนักวิชาการที่คว่ำหวอดในแวดวงกัญชา ตั้งแต่ยุคต้นของการผลักดันกัญชาพ้นยาเสพติดให้มุมมองที่น่าสนใจกับ “การเงินธนาคาร” ว่า การนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด จะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนถ้วนหน้า
โดยเฉพาะ ต้นน้ำ และ กลางน้ำ ซึ่งวันนี้กลุ่มผู้ปลูกที่เป็น“วิสาหกิจชุมชน” ยังไม่สามารถคืนทุนได้เลย ส่วนที่ 2 ที่จะได้รับผลกระทบหนักตามมา ก็คือส่วนของการสกัด และอาจหมายรวมถึงผลิตภัณฑ์จากกัญชา ซึ่งอาจจะมีปัญหาตามมา
รวมทั้ง คีย์สเตกโฮลเดอร์ ในยุทธจักรนี้ ก็คือ“กลุ่มผู้ป่วย” ที่ใช้กัญชาไม่ว่าจะในรูปของช่อดอกหรือสารสกัดหรือน้ำมันต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มนี้จะโดนผลกระทบหลังจากนี้ เพราะเข้าถึงยากัญชาลำบากขึ้น แม้ว่าวันนี้จะมีคลินิกกัญชา แต่การจะเข้าไปถึงคลินิกก็ยังคงไม่เป็นระบบอยู่
และแน่นอนว่าวันนี้ กัญชายังตกอยู่ในภาวะ “สุญญากาศ” ดังนั้นกัญชาภาคประชาบ้านละ 6 ต้น ก็ไม่อาจไปต่อได้ เพราะหากจะขับเคลื่อนต่อ กัญชาจะต้องไม่ตกอยู่ในสถานะยาเสพติด เพราะแค่มีช่อดอกออกมาก็เป็นปัญหาแล้ว
“วันนี้ กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ได้ออกประกาศเป็นกฎกระทรวงให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกัญชา มีการส่งรายงานอย่างเป็นระบบ ส่วนตัวมองว่าเครื่องมือเหล่านี้ต่างหากที่เราสามารถนำมาบังคับใช้อย่างชัดเจน และจะนำเข้าสู่การบริหารจัดการที่ดีได้
เพียงแต่วันนี้ เราไม่ได้มีความพยายามที่จะหาแนวทางเพื่อบริหารจัดการที่ดี แต่มองเรื่องที่จะไปควบคุมและดำเนินการตามทัศนะทางการเมืองมากกว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจาก กัญชง-กัญชา จะมีปัญหา”
พ.ร.บ.ควบคุม คือทางออก เดินหน้าต่อเคลมเป็นผลงานรัฐได้
ดร.ไพศาล กล่าวต่อไปว่า ทางออกของเรื่องนี้คือ ควรให้กัญชา-กัญชง เป็น “สมุนไพรควบคุมพิเศษ” และบริหารจัดการใกล้เคียงกับยาเสพติดประเภท 5 มีการควบคุมที่ชัดเจน มีการกำกับดูแลและใช้กฎหมายให้ครอบคลุมซึ่งไม่ยาก“แต่บังเอิญรัฐบาลเลือกที่จะไม่ทำมากกว่า”
ดังนั้น พ.ร.บ.ควบคุม เป็นทางออกที่ดีกว่าการนำกลับไปเป็นยาเสพติด ซึ่งในทางปฏิบัติรัฐบาลสามารถนำ พ.ร.บ. ที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยทำไว้ มาตั้งต้นในการขับเคลื่อนได้เพราะผ่านประชาพิจารณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หรืออาจจะนำของรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งดำเนินการร่วมกันในรูปของกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งรวมทุกพรรคการเมืองเข้ามาแชร์ไอเดียปั้นพระราชบัญญัติกัญชา-กัญชง มาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเพิ่มเติมได้
“ของเดิมมีอยู่แล้วเพียงแต่ขับเคลื่อนให้ พ.ร.บ. นั้นผ่านทั้ง 3 วาระ เพื่อแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด เพราะฉะนั้นส่วนตัวมองว่า พ.ร.บ.ควบคุม จะเป็นคำตอบของทุกภาคส่วน และรัฐบาลสามารถเอาเรื่องนี้มาขยายผลต่อก็คือ การบริหารจัดการให้เป็นระบบและสามารถชูเป็นผลงานรัฐบาลได้”
กัญชา ยังมีโอกาสกลับไปเป็นยาเสพติดได้ไหม
อย่างไรก็ตาม ดร.ไพศาล ยังแสดงมุมมองที่น่าจับตามองว่า “วันนี้ด้วยการที่กัญชา-กัญชง กลายเป็นสินค้าทางการเมืองไปแล้ว โอกาสที่จะกลับไปเป็นยาเสพติดนั้น “มี” ได้เสมอ แต่วันนี้ถ้าจะเอากลับไปเป็นยาเสพติด โดยส่วนตัวมองว่าก็ “ไม่ง่าย”**
เพราะผู้ที่จะนำกัญชา - กัญชง กลับไปเป็นยาเสพติด อาจจะต้องแลกกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในข้อกฎหมายต่อในอนาคต เช่น ถ้าส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้หรือไม่สามารถดำเนินการทางธุรกิจได้
รัฐควรจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีในการชดเชยหรือเยียวยากลุ่มผู้ได้รับผลกระทบก่อน เพราะทุกส่วนของสังคมที่ได้รับผลกระทบอยู่พร้อมที่จะส่งเสียงขึ้นมาถึงความสมเหตุสมผลและความถูกต้องชอบธรรม ที่จะเอากัญชากลับไปเป็น ยาเสพติด บนพื้นฐานที่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็ต้องชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งวันนี้ด้วยความไม่ชัดเจนทำให้ทุกอย่างเกิดคำถามและเกิดความไม่สบายใจกับคนที่ลงทุนไปแล้ว”