โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จะเลิกวีนกี่โมง? วิธีปรับอารมณ์ เปลี่ยนนิสัย ให้เป็นมิตรต่อคนรอบข้าง

Mission To The Moon

เผยแพร่ 22 พ.ค. 2567 เวลา 11.00 น. • Mission To The Moon Media

โดยปกติแล้วชีวิตในแต่ละวันของเราต้องพบเจอกับผู้คนมากมาย หากเป็นนักเรียนนักศึกษาส่วนใหญ่แล้วก็จะพบเจอเพื่อนฝูงและครูบาอาจารย์ ส่วนคนที่โตขึ้นมาหน่อยอย่างวัยทำงานก็จะต้องพบเจอทั้งเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง หัวหน้า หรือแม้กระทั่งลูกค้า
.
ซึ่งแน่นอนว่าผู้คนต่างๆ ในชีวิตที่เราเจอนั้น เราจะปฏิบัติตัวกับแต่ละคนแตกต่างกันออกไป อย่างเช่นคนที่อยู่ระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน เราก็จะมีความเป็นกันเองหน่อย หรืออย่างคนที่มีสถานะสูงกว่าอย่างอาจารย์ หัวหน้า หรือลูกค้า เราก็จะมีความนอบน้อม
.
อย่างไรก็ดี จะมีอีกความสัมพันธ์หนึ่งที่เราอาจปฏิบัติตัวด้วยแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ก็คือคนที่สนิทมากๆ อย่างพ่อแม่ ครอบครัว หรือคนรัก บางคนอาจจะปฏิบัติอย่างแตกต่างไปในเชิงบวก เช่น พูดจาอ่อนหวานด้วยเป็นพิเศษ พยายามรักษาน้ำใจกันสุดฤทธิ์ แต่ในขณะเดียวกันบางคนก็อาจปฏิบัติอย่างแตกต่างในทางที่เรียกได้ว่า ‘เลวร้าย’ ไปเลยก็ได้เช่นกัน เช่น ชอบพูดจาไม่ดีใส่ ชอบใส่อารมณ์ และไม่รักษาน้ำใจกัน ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้มักเกิดขึ้นกับเฉพาะคนใกล้ตัว
.
คำถามคือ ทำไมเราถึงใจเย็นและใจดีกับคนนอก แต่กลับใจร้อนและใจร้ายกับคนใกล้ตัวกัน?
.
.
เหตุผลเบื้องหลังความใจร้ายที่มีต่อคนใกล้ตัว
.
หากเรามองในโลกของความเป็นจริงแล้ว ก็ต้องบอกว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะใช้ชีวิตโดยไม่ทำร้ายคนที่เรารัก บางครั้งเราก็ทำให้ใครบางคนเจ็บปวดใจโดยที่อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งที่มีชื่อว่า “Everyday Aggression Takes Many Forms” ชี้ว่าคนเรานั้นมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวกับคนใกล้ตัวและคนที่เรารักมากที่สุด เช่น การตะโกนใส่หน้า การเผชิญหน้าโต้งๆ และการนินทาแรงๆ โดยเหตุผลเบื้องหลังนั้นก็มีหลายประการด้วยกัน
.
เหตุผลประการหนึ่งก็อาจเป็นเพราะเรา “ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางคนอาจมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นต่ำ ไม่สามารถทำความเข้าใจมุมมองของผู้อื่นได้ จนสุดท้ายก็เผลอพูดจาหรือแสดงการกระทำร้ายๆ ใส่คนใกล้ตัวไป อย่างไรก็ดี หลายคนทำโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำไปเพราะขาดความเข้าใจผู้อื่นจริงๆ ซึ่งความเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ เพียงแค่ต้องมีใจที่อยากจะเปลี่ยนแปลง
.
มีตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คือเรื่องราวของชายหนุ่มที่มีชื่อว่าดิมิทรี มัวร์ โดยลูกชายคนนี้ได้ออกมาเล่าว่าคุณแม่ของเขานั้นเป็นคุณแม่ลูกหก ที่ต้องทำทุกอย่างเองหลังจากที่สามีเสียชีวิตไป คุณแม่ของเขานั้นต้องสละเวลาทำงานเพื่อไปดูการแข่งขันฟุตบอลของเขาในทุกๆ ครั้ง รวมถึงทำแบบเดียวกันนี้กับลูกคนอื่นๆ ด้วย เรียกได้ว่าคุณแม่คนนี้รักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไขและอยากเห็นลูกทุกคนมีความสุข แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยเวลาว่างของตัวเอง
.
แต่แล้ว ดิมิทรี มัวร์ กลับแสดงท่าทีและปฏิบัติตัวแบบไม่ค่อยเคารพแม่เท่าไรในตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น เวลาคุณแม่ของเขาถามอะไร เขาก็จะตอบกลับด้วยความหุนหันพลันแล่นและใส่อารมณ์ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้สิ่งที่เขาทำก็ยังคงตามมาหลอกหลอนเขาจนถึงทุกวันนี้
.
เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปเขาพบว่าแม่ของเขาคอยสนับสนุนเขามาตลอด ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม แม่ของเขาต้องสูญเสียอะไรหลายๆ อย่างเพียงเพราะคำว่า “ลูก” เช่น สูญเสียเวลาส่วนตัว สูญเสียความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่ง ดิมิทรี มัวร์ ก็เพิ่งคิดขึ้นได้ว่าแม่ของเขาไม่สมควรได้รับการกระทำแย่ๆ และอารมณ์ร้ายๆ จากตัวเองเลย แต่เขากลับพึ่งมารู้ตัวในวันนี้
.
เชื่อว่าเรื่องราวเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับชายที่มีชื่อว่า ดิมิทรี มัวร์ เท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับใครหลายๆ คน เพราะเรามักจะทำเช่นนี้กับผู้คนที่เราอยู่ด้วยแล้วรู้สึกว่าปลอดภัย เช่น พ่อแม่ เพื่อนสนิท หรือคนรัก หลายคนอาจจะคิดว่าเราจะหยาบคายแค่กับคนที่ทำร้ายเรา แต่เรื่องนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่
.
บางครั้งเรามองข้ามคนใกล้ตัวไปว่าแท้จริงแล้วเขาทำเพื่อเรามากแค่ไหน เราแสดงพฤติกรรมทุกอย่างของตัวเองออกไป เพราะเราคิดว่าเขาคือคนที่รักเรา เขาจะไม่จากเราไปไหนไม่ว่าเราจะแสดงพฤติกรรมแย่ๆ แค่ไหนก็ตาม พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเราสบายใจกับคนเหล่านี้มากจนเกินไป จนกล้าที่จะแสดงด้านมืดของตัวเองออกมานั่นเอง
.
บางคนโกรธคนข้างนอกก็เอามาลงกับคนในบ้าน ซึ่งเราไม่ทำแบบนั้นกับคนนอกบ้านเพราะเรารู้ว่าหากเราทำเช่นนี้กับคนภายนอกแน่นอนว่าก็คงจะไม่มีใครรับได้เป็นแน่ คนในบ้านและคนใกล้ชิดจึงกลายเป็นที่รองรับอารมณ์ไปโดยปริยาย
.
พฤติกรรมก้าวร้าวเช่นนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นเมื่อครั้งเราเป็นวัยรุ่น เรามักจะใช้ความโกรธเข้ามาเพื่อสร้างขอบเขตกับพ่อแม่ เพราะต้องการความเป็นอิสระ พอถึงจุดหนึ่งเราก็จะเริ่มรู้สึกตัวและรู้สึกผิด และวันที่เรารู้สึกตัวมักจะเป็นวันที่สายเกินไปแล้ว ก็คือวันที่ความตายเข้ามาพรากเราจากคนที่เรารัก เราอาจคิดว่าพ่อแม่จะอยู่กับเราไปตลอด แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครอยู่กับตัวเราไปได้ตลอดเว้นแต่ตัวเราเอง สุดท้ายเราก็จะจมอยู่กับความเสียใจที่เมินและปฏิบัติตัวไม่ดีต่อคนที่เรารัก
.
.
หยุดอารมณ์ร้ายใส่คนใกล้ตัว ถ้าไม่อยากเสียใจในภายหลัง
.
สำหรับคนที่อยากลดนิสัยทำร้ายจิตใจคนใกล้ตัว เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์แย่ลงจนถึงจุดแตกหักและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ก็สามารถเริ่มต้นปรับเปลี่ยนตัวเองได้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้ลองคิดดูว่าถ้าวันหนึ่งคนที่เรารักคนนั้นจากไปแล้วจะเป็นอย่างไร
.
วิธีนี้จะช่วยให้เราใจเย็นลงได้ เผลอๆ อาจจะมีความรู้สึกขอบคุณขึ้นมาในใจด้วยก็เป็นได้ ให้ลองเขียนลิสต์ออกมาว่าสิ่งที่คุณรักในตัวเขาคนนั้นมีอะไรบ้าง ลองนึกดูว่าที่ผ่านมาเขาทำอะไรดีๆ เพื่อเราบ้าง เขียนสิ่งเหล่านั้นออกมาให้หมด แล้วในท้ายที่สุดความหงุดหงิดของเราก็จะค่อยๆ เพลาลง จนเหลือเพียงแค่ความรู้สึกขอบคุณในใจ
.
นอกจากนี้ หากเราพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่เกิดการปะทะอารมณ์กันแล้ว ก็ต้องบอกว่าการระเบิดอารมณ์ส่วนใหญ่มาจากการสื่อสารที่ไม่ดี เช่น อีกฝ่ายอาจจะพูดจาไม่ค่อยเข้าหูจนทำให้เราระเบิดอารมณ์ออกมา เมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปสู่จุดนี้ เราต้องกล้าที่จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมเราถึงปฏิบัติตัวกับเขาแบบนี้ ตามมาด้วยคำขอโทษและแสดงให้เห็นว่าเรารักเขา หลังจากนั้นก็หาทางออกร่วมกันว่าพวกเราควรทำอย่างไรต่อไปจึงจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก
.
หากลองพยายามทำสิ่งเหล่านี้แล้วยังรู้สึกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงและรู้สึกว่าทุกอย่างมันเกินจะรับไหว ให้ลองหยุดพักจากคนที่เรารัก ไม่ได้หมายความว่าให้ตีห่างออกไปเลย แต่ให้ลองออกไปท่องโลกกว้างและลองไปสัมผัสการใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนที่หลากหลาย เพราะจะทำให้เราได้รับมุมมองใหม่ๆ กลับมา ซึ่งบางทีมันอาจทำให้เราเข้าใจคนที่เรารักมากยิ่งขึ้น
.
.
เริ่มปรับอารมณ์ เปลี่ยนนิสัย ให้เป็นมิตรต่อคนรอบข้าง
.
สำหรับใครที่เบรกอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ไม่ค่อยได้ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำก็คือการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) หรือก็คือความสามารถในการจัดการอารมณ์ของตัวเองและเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น โดย EQ นั้นเกี่ยวข้องกับหลายทักษะด้วยกัน เช่น
.
[ ] การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) คือการเข้าใจจุดแข็ง ข้อจำกัด อารมณ์ ความเชื่อ และแรงจูงใจของตัวเอง
[ ] การควบคุมตัวเอง (Self-Regulation) คือการจัดการอารมณ์ พฤติกรรม และแรงกระตุ้นของตัวเอง ยิ่งเราสามารถตระหนักรู้ในตัวเองได้มากเท่าไร เราก็จะยิ่งเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง และสามารถจัดการกับความรู้สึกนั้นได้อย่างถูกต้อง
[ ] ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) คือความสามารถในการทำความเข้าใจความคิดและอารมณ์ของผู้อื่น
[ ] การสร้างแรงจูงใจ (Motivation) คือความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองและผู้อื่นให้กระทำอะไรบางอย่าง
[ ] ทักษะทางสังคม (Social Skills) คือการรับรู้อารมณ์ การมีปฏิสัมพันธ์ และการพูดคุยสื่อสารกับผู้อื่น กล่าวคือไม่ใช่แค่รับรู้ถึงความตึงเครียดและอารมณ์ต่างๆ แต่จะต้องสามารถแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งตรงหน้าได้ด้วย
.
แล้วเราจะพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของตัวเองอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้เป็นมิตรกับคนรอบข้างมากขึ้น
.
1. เริ่มจากการ “จดบันทึก”
ก่อนที่ในแต่ละวันจะจบลง ให้ลองไตร่ตรองดูว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เราปฏิบัติตนกับผู้อื่นอย่างไร เขียนออกมาให้หมดไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราหาแพตเทิร์นพฤติกรรมและการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ของตัวเองและคนรอบข้างได้ดีขึ้น และรู้ว่าตัวเราเองควรพัฒนาจุดไหนหรือเรื่องอะไรบ้าง
.
2. รับฟีดแบ็กแบบรอบทิศ
สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถพัฒนา EQ ให้ดีขึ้นได้คือ การเปิดใจรับฟังฟีดแบ็กจากคนรอบข้างอยู่เสมอ ไม่ว่าจะจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หรือคนใกล้ตัวอย่างเช่น พ่อแม่ เพื่อนสนิท และคนรัก การเปิดใจรับฟังฟีดแบ็กจะเป็นสิ่งที่แสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตัวเรานั้นพร้อมที่จะพัฒนาอยู่เสมอ บางครั้งฟีดแบ็กที่ได้มาอาจจะมีทั้งดีและไม่ดี และหากเจอฟีดแบ็กที่ไม่ดี ก็ให้คิดเสียว่าเป็นโอกาสที่จะช่วยให้เราได้เรียนรู้และเติบโต
.
3. ฝึกรับฟังอย่างตั้งใจ
การสื่อสารของคนเราไม่ได้มีเพียงแค่การพูดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟังด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการตั้งใจฟังจะทำให้เชื่อมโยงกับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้เข้าใจความคิดและความรู้สึกของผู้อื่นอีกด้วย เพราะฉะนั้นให้ลองตั้งใจฟัง โดยสามารถเริ่มได้จากการพยายามถามคำถาม พยักหน้าเมื่ออีกฝ่ายพูด และพูดทวนสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งพูดอีกครั้ง
.
4. ใส่ใจอารมณ์ของตัวเอง
ก่อนที่จะทำความเข้าใจอารมณ์ของคนอื่น เราต้องเข้าใจอารมณ์ของตัวเองให้ได้ก่อน ดังนั้นเมื่อรู้สึกว่ามีอารมณ์อะไรบางอย่างก่อเกิดขึ้นมา ซึ่งดูค่อนข้างจะรุนแรง ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นอารมณ์เชิงบวกหรือเชิงลบก็ตาม ให้ลองคิดคำนึงถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่าเพราะเหตุใดเราถึงรู้สึกเช่นนี้ อะไรน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกนี้ขึ้นมา วิธีนี้จะช่วยให้เราตระหนักถึงอารมณ์ของตัวเองและเข้าใจคนรอบข้างมากขึ้น
.
5. พยายามคิดบวกและฝึกใจเย็นท่ามกลางความกดดัน
เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ บางคนอาจจะเลือกระเบิดอารมณ์และแสดงพฤติกรรมไม่ดีต่อคนรอบข้าง แต่คนที่ EQ สูงจะพยายามคิดบวก แสดงพฤติกรรมเชิงบวก และใจเย็นอยู่เสมอ เพราะการคิดเชิงบวกจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกดีตามไปด้วย อีกทั้งการใจเย็นยังทำให้เราสามารถจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ดีขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ยากๆ ให้ลองหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้ตัวเองใจเย็นลง เพื่อรักษาพลังงานเชิงบวกของตัวเองไว้
.
.
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายครั้งเรามักจะอารมณ์ร้อนใส่คนที่รักโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าเราจะไม่ได้มีเจตนามุ่งร้าย แต่การกระทำที่แสดงออกมาก็เป็นการทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ดี หากไม่อยากเสียใจภายหลัง ก็อย่าเอาความโกรธจากที่อื่นมาลงกับคนที่เราคิดว่าเขาจะไม่ไปไหน เพราะในความเป็นจริงแล้วมันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป จงใจเย็น มีสติและรู้ตัวอยู่เสมอ ว่าตัวเองกำลังทำอะไรและสิ่งที่เราทำจะส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร “จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่เราอยากให้เขาปฏิบัติต่อเรา”
.
.
อ้างอิง
- Why we push away those we love most: 'They didn't deserve that' : Jenna Ryu, USA TODAY - https://bit.ly/3QM1xtM
- Why are we the meanest to the people who love us the most? : Ella Glover, Metro.co.uk - https://bit.ly/3K50qBA
- EMOTIONAL INTELLIGENCE SKILLS: WHAT THEY ARE & HOW TO DEVELOP THEM : Lauren Landry, Harvard Business School Online - https://bit.ly/4bEM32H
- How To Improve Emotional Intelligence in 9 Steps : Jennifer Herrity, Indeed - https://bit.ly/44GTjc9
.
.
#selfdevelopment
#emotionalintelligence
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...