ชีวิตอันน่าเศร้าของ ชิต สิงหเสนี ในวาระ 120 ปีชาตกาล
“นอกจากขัดกับหลักกฎหมายแล้ว ในแง่สามัญสำนึกทุกวันนี้มีใครบ้างที่จะสติดี จะคิดว่า คนอย่างชิต สิงหเสนี ที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่รับใช้ราชวงศ์มาหลายชั่วคน ผู้ซึ่ง ‘ตอนที่ทรงพระเยาว์อยู่ ในหลวงรัชกาลที่ 8 ทรงขี่ข้าพเจ้าต่างม้า’…จะมีส่วนร่วมในแผนปลงพระชนม์?”
ข้างต้นคือข้อสังเกตจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ต่อความตายอย่างไม่เป็นธรรมของชิต สิงหเสนี
ชิต สิงหเสนี มีชื่ออยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะหนึ่งในสามของผู้ต้องตายจากคดีสวรรคตรัชกาลที่ 8 แต่ชีวิตสามัญของชิตอย่างมนุษย์คนหนึ่งเป็นเช่นใดนั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่แพร่หลายนัก ในวาระ 120 ปีชาตกาลของเขา (5 กรกฎาคม 2447-2567) จึงขอเรียบเรียงบทความนี้เป็นอนุสรณ์ถึงมหาดเล็กผู้จงรักภักดีซึ่งจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า
กำเนิด
ชิตเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2447 เป็นบุตรของพระยาอนุชิตชาญไชย (สาย) ซึ่งเกิดจากนางน้อม (สกุลเดิม สุวรรณทัต) ทั้งนี้ พระยาอนุชิตฯ มีภรรยาหลายคน โดยมีเชย (สกุลเดิม สุวรรณทัต) เป็นคุณหญิง ซึ่งมีบุตรธิดา 3 คน คือ สำลี สำรวล และชวน
พระยาอนุชิตชาญไชย (สาย) สืบสายตรงมาจากเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์) กล่าวคือพระยาอนุชิตฯ เป็นบุตรคุณหญิงนุ่มกับพระยาเพ็ชรฎา (ดิศ) ซึ่งเป็นบุตรท่านผู้หญิงหนูกับเจ้าพระยายมราช (แก้ว) ผู้เป็นบุตรท่านผู้หญิงเพ็งกับเจ้าพระยาบดินทร์เดชา
การศึกษา
พระยาอนุชิตชาญไชย (สาย) เป็นสมุหพระตำรวจในรัชกาลที่ 6 เมื่อชิตถึงวัยเรียน จึงนำตัวเข้าเฝ้าฯ ถวายตัวสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าพระองค์นั้น และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนักเรียนในโรงเรียนมหาดเล็กหลวง โดยเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ชั้นที่ 1 คือพระราชทานเครื่องเล่าเรียนและเครื่องใช้สอยทุกอย่าง เช่น แปรงสีพัน ยาสีฟัน และยาขัดรองเท้า เป็นต้น
ชิตศึกษาในโรงเรียนมหาดเล็กหลวง จนสิ้นรัชกาลที่ 6 จึงได้ออก เพราะมีการปรับปรุงโรงเรียนกันใหม่ นักเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ต้องเสียเงินจึงจะเรียนได้ ขณะนั้นชิตอายุประมาณ 18 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมบีที่ 6 เมื่อออกจากโรงเรียนมหาดเล็กหลวงแล้วก็ไม่ได้ไปเรียนต่อที่ไหนอีก
การทำงาน
ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อได้พบคุณหญิงสำลี ยมาภัยพงศ์พิพัฒน์ พี่สาวต่างมารดาของชิต พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถึงน้องๆ ของพระยาบุรีนวราษฐ์ (ชวน) ผู้เคยเป็นราชเลขานุการฝ่ายต่างประเทศในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชเลขานุการในพระองค์ และอัครราชทูตประจำราชสำนักอังกฤษ ซึ่งเวลานั้นสิ้นชีวิตไปแล้ว
คุณหญิงสำลีกราบบังคมทูลว่า ยังมีน้องๆ อีก แต่เป็นเด็กยังไม่ได้เข้ารับราชการ หลังจากนั้นคุณหญิงสำลีสั่งให้ชิตเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเข้าเฝ้าฯ ถวายตัวต่อรัชกาลที่ 7 ที่หัวหิน เมื่อในหลวงเสด็จฯ กลับคืนพระนครแล้ว จมื่นศรีสรรักษ์โทรเลขให้ชิต ซึ่งเวลานั้นอยู่ขอนแก่น กลับกรุงเทพฯ มารับราชการ โดยพระยาบริหารราชมานพ จางวางมหาดเล็ก เป็นผู้นำเข้าเฝ้าฯ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นมหาดเล็ก
ชิตเข้ารับราชการครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2472 โดยเป็นมหาดเล็กในกองตั้งเครื่อง มียศเป็นว่าที่รองเสวกตรี ในตำแหน่งมหาดเล็กสำรองกองตั้งเครื่องประจำเวรใหญ่ที่ 1 รับพระราชทานเงินเดือนขั้นต่ำ เดือนละ 40 บาท
ชิตได้รับราชการอยู่ในราชสำนักตลอดมา จนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 (ตามปฏิทินเก่า)
ความจงรักภักดีแสดงออกมาในบันทึกส่วนตัวของเขาถึงวันสุดท้ายที่ได้เข้าเฝ้าไว้ว่า
“12 มกราคม 2477 เสด็จประพาสยุโรปและอเมริกา เพื่อรักษาพระเนตร เราไปส่งเสด็จจนถึงสีชัง ดูพระองค์เศร้ามากทั้งสองพระองค์ ตอนก้มลงกราบบาททูลลาก่อนเรือออก รู้สึกคล้ายกับหัวใจออกจากร่าง ซึ่งไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิตเรา”
ชีวิตครอบครัว
ในปี 2477 นั้นเอง ชิตได้แต่งงานกับชูเชื้อ (ชื่อเดิม วลี กฤษณามระ) ซึ่งเวลานั้นเปิดร้านตัดเสื้อ ‘สุนทราภรณ์’ บนถนนจักรวรรดิ อยู่ในย่านเดียวกันกับบ้านวัดสามปลื้ม ตรอกสะพานยาว ที่ชิตพักอยู่ อีกทั้งนายเลื่อน พี่ชายต่างมารดาของวลี ยังเป็นเพื่อนสนิท เล่นเทนนิสกับชิตเป็นประจำ
เมื่อแต่งงานกันแล้ว ห้องหอของชิตกับชูเชื้ออยู่ชั้นล่างของตึกใหญ่ ชั้นบนเป็นที่พักของสำรวล สิงหเสนี พี่สาวต่างมารดาของชิต และห้อง ม.ร.ว.สายสวัสดี สวัสดิวัตน ผู้เป็นหลานตาของชิต เนื่องจาก ม.ร.ว.สายสวัสดี เป็นธิดาของหม่อมเสมอ บุตรีของพระยาบุรีนวราษฐ์ (ชวน)
ชิตกับชูเชื้อมีลูกสาวด้วยกันถึง 7 คน ได้แก่ สมปอง ผ่องพรรณ พวงศรี วิลาสี ชวพร ชวันดา และลักษณา
พวงศรีเล่าว่า ชิตชอบเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน พร้อมสอดแทรกการสอนภาษาไทยสนุกๆ ให้ลูก และมีงานอดิเรกที่เกี่ยวข้องกับความรักธรรมชาติ เช่น การทำภูเขาจำลองในอ่างที่บ้าน “พ่อรักธรรมชาติ พ่อจึงรักทุกสิ่งที่พ่อจำลองมาจากธรรมชาติ ป่าเขาขนาดย่อมเหล่านั้น ซึ่งล้วนแต่มาจากนิยาย หรือนิทาน ที่พ่อปรุงแต่งผสมผสานออกมา ฝังใจพวกเราตั้งแต่เด็ก”
ความสุข
เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็นประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงมีการส่งมหาดเล็กไปรับใช้พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ ชิตเป็นมหาดเล็กคนหนึ่งที่ถูกส่งไปประจำ จนทรงลาออกจากตำแหน่งประธานผู้สำเร็จฯ ชิตจึงกลับไปอยู่แผนกรับใช้ตามเดิม ตลอดเวลาที่ไปประจำรับใช้พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ นั้น ชิตได้รับความไว้วางพระทัยมาก และได้ประทานของที่ระลึกมากมายหลายอย่าง
เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลนิวัตพระนครครั้งแรก พ.ศ.2481 ชิตประจำแผนกรับใช้พวกตั้งเครื่อง และสิ่งที่ประทับใจชิตเป็นยิ่งนัก ก็คือ “ตอนที่ทรงพระเยาว์อยู่ ในหลวงรัชกาลที่ 8 ทรงขี่ข้าพเจ้าต่างม้า”
ครั้นถึงวันที่ในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อในหลวงประทับบนเรือรบหลวงแม่กลองแล้ว สมเด็จพระราชชนนีรับสั่งถามพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาว่า ทำไมชิตจึงไม่ได้เหรียญรัตนาภรณ์เช่นคนอื่นๆ พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ กราบบังคมทูลให้ทรงทราบว่า เงินเดือนยังไม่เข้าขั้นที่จะได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ เพราะตามหลักเกณฑ์ ผู้ที่จะได้รับพระราชทานได้นั้น ต้องได้รับเงินเดือนตั้งแต่ 45 บาทขึ้นไป ชิตได้รับเงินเดือนเพียง 40 บาทเท่านั้น
พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ ทูลต่อไปว่า แต่ถ้าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ก็ไม่ขัดข้อง เพราะเป็นของส่วนพระองค์ สมเด็จพระราชชนนีรับสั่งว่า ชิตเห็นสมควรจะได้รับพระราชทานมากเสียกว่าคนบางคนที่พระราชทานไปแล้ว ในที่สุด เมื่อตอนที่ในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จฯ เข้าห้องโถงในเรือพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์แก่นายทหารเรือจนหมดแล้ว ก็มีคนมาตามชิตให้เข้าไปรับพระราชทาน
พอชิตออกมาจากห้อง เจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นายหนึ่ง ได้มาจับมือแสดงความยินดีด้วยในทันที เช่นเดียวกับนายพันตำรวจเอก เนื่อง อาขุบุตร ที่ถึงกับเปิดหีบเอาเหรียญออกมากลัดให้ที่หน้าอกเลยทีเดียว
ความจงรักภักดี
การเสด็จนิวัตพระนครครั้งสุดท้ายของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 คือเดือนธันวาคม 2488 ชิตได้รับตำแหน่งมหาดเล็กประจำห้องพระบรรทม มีภาระงานดูแลห้องพระบรรทม ห้องทรงพระอักษร ห้องพระ ห้องแต่งพระองค์ และห้องสรงสำหรับส่วนพระองค์ นอกจากนี้ เขายังได้รับมอบหมายให้ดูแลเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 8 รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทำให้ชิตภาคภูมิใจที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย
ความจงรักภักดีของชิตนั้นชัดเจน แม้ภายในบ้านของตนเอง ลูกสาวของเขาเล่าว่า วันหนึ่งชิตนำอะไรอย่างหนึ่งมาบรรจงวางในผอบเบญจรงค์ใบเล็กๆ แล้ววางไว้บนหิ้งบูชา เฝ้ามองแล้วก็ยิ้ม
ลูกถามชิตว่า “อะไรจ๊ะ”
“เส้นพระเกศา” ชิตตอบ
ลูกไม่รู้ว่า พระเกศาคืออะไร เมื่อชิตหยิบเอามาให้ดู ลูกก็คว้ามาเล่น เพราะสิ่งที่เห็นคือเส้นผมธรรมดาๆ สีดำเป็นมันขลับเท่านั้นเอง การกระทำเช่นนั้นทำให้ถูกชิตตี แล้วอธิบายให้ฟังว่า “ลูกเอ๋ย นี่คือเส้นพระเกศาของในหลวง เส้นผมไงล่ะลูก วันนี้ติดหวีของพระองค์ท่านมา เวลาพ่อล้างหวี พ่อจะเก็บไว้ทุกครั้งไม่ยอมให้ร่วงหล่นลงพื้นหรือหายไปไหน พ่อเก็บมาบูชาไงล่ะ”
พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระอัฐมรามาธิบดินทรยังแผ่มาถึงครอบครัวของชิตด้วย ดังที่ลูกของเขาจำได้ว่า ชิตมักจะมีขนมหรือผลไม้ราคาแพงๆ มาฝากเสมอ ชิตเล่าให้ลูกว่าในหลวงพระราชทาน ทรงมีรับสั่งเสมอว่า “ชิตเอาไปฝากลูกซิ”
นอกจากนี้ ชิตเคยเล่าให้ภรรยาฟังด้วยความภาคภูมิใจว่าเวลาที่ทรงพระประชวรนั้น นอกจากสมเด็จพระราชชนนีแล้ว มีตนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะทรงยินยอมให้ทำอะไรถวายได้
ความผูกพันที่ชิตมีต่อสมเด็จพระอัฐมรามาธิบดินทรพระองค์นั้นจึงเหนียวแน่นไม่มีวันเสื่อมคลาย
ความเศร้า
9 มิถุนายน 2489 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคตด้วยพระแสงปืน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน
วันนั้น ชิตไม่มีเวร แต่ไปนั่งอยู่หน้าห้องพระบรรทมเพื่อรอวัดดวงพระตรา ไปสั่งทำหีบดวงพระตรา
ครั้นเสียงปืนดังขึ้นแล้ว ชิตวิ่งไปกราบทูลสมเด็จพระราชชนนีว่า “ในหลวงยิงพระองค์” ตามความนึกคิดของตน…
จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2490 คือ 1 สัปดาห์หลังจากคณะรัฐประหารที่นำโดยจอมพล ผิน ชุณหะวัณ และพวก ชิตถูกจับในข้อหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 ทั้งนี้ ก่อนที่ชิตจะถูกจับ มีคนมาบอกให้เขาหนี แต่เขาไม่คิดหนี เพราะเชื่อในความบริสุทธิ์ของตนเอง
หลังจากนั้น ลูกเมียก็ประสบความยากลำบากในชีวิต ชิตที่อยู่ในเรือนจำก็สุขภาพย่ำแย่ลง ถูกกลั่นแกล้งไม่ให้นอนมุ้งบ้าง ถูกตีตรวนรัดข้อเท้าจนเป็นแผลบ้าง และถูกฉีดยาเพื่อความสะดวกในการสอบสวนบ้าง จนทำให้ชิตสมองเสื่อม ความจำไม่ดี ใจสั่น มือสั่น ตาฝ้าฟางจนอ่านหนังสือไม่เห็น ต้องใช้แว่นขยาย ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยใช้แว่นมาก่อนเลย
ชิตถูกคุมขังกว่า 7 ปี จนในที่สุด เขาถูกประหารชีวิตพร้อมเฉลียว ปทุมรส และบุศย์ ปัทมศริน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498
ความจริง
กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ยังคงจะเป็นปริศนาไปอีกนานเท่านาน
แต่นับวัน คนที่เชื่อว่า เฉลียว บุศย์ และชิต มีมลทินมัวหมองในกรณีสวรรคตนั้นก็คงจะน้อยลงเรื่อยๆ สมดังถ้อยคำของปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2521 ที่ว่า
“ขอตั้งสัตยาธิษฐานอัญเชิญเดชะพระศรีรัตนไตรย และสัจจะที่เป็นอมตะแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษย์โลกซึ่งไม่มีอายุความ โปรดบันดาลให้ความบริสุทธิ์ของคุณชิต สิงหเสนี, คุณเฉลียว ปทุมรส, คุณบุศย์ ปัทมศริน จงปรากฏขึ้นในไม่ช้า และขอให้เกียรติของท่านที่ตายด้วยความบริสุทธิ์นั้น จงสถิตย์สถาพรอยู่ชั่วกัลปาวสาน”
บรรณานุกรม
- ชิต สิงหเสนี. งานฌาปนกิจศพ นายชิต สิงหเสนี ณ เมรุวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส กรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2521
- ชูเชื้อ สิงหเสนี. อาร์ต กราฟฟิค 2549
- ปรีชา สุวรรณทัต และกษิดิศ อนันทนาธร (บรรณาธิการ). ชิต สิงหเสนี ผู้บริสุทธิ์. พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2567)