โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

สมาคมคอนโดขอแบงก์ชาติแก้ LTV “กู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 คือความจำเป็น ไม่มีเก็งกำไร”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 มิ.ย. 2567 เวลา 08.19 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2567 เวลา 08.19 น.
ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต

แตกตื่นกันไปทั้งวงการอสังหาริมทรัพย์ หลังจากตัวเลข “ยอดโอน-ยอดสินเชื่อปล่อยใหม่” ไตรมาส 1/67 ต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาสที่ผ่านมา

ในขณะที่อนาคตฝากไว้กับปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทำให้แนวโน้มไตรมาส 2/67 น่าจะไม่แตกต่างจากไตรมาสแรก จึงเป็นอีกครั้งที่ทำให้สมาคมที่เกี่ยวข้องต้องออกโรงขอการสนับสนุนจากภาครัฐ

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย ที่ได้ส่งหนังสือถึง “ธปท.-ธนาคารแห่งประเทศไทย” หรือแบงก์ชาติ เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมาตรการบังคับใช้ LTV-Loan to Value ซึ่งเป็นมาตรการบังคับเงินดาวน์แพงในการขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป

สาระสำคัญ ขอให้ผ่อนเกณฑ์ LTV สำหรับการขอสินเชื่อซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมหลังที่ 2 ให้สามารถกู้ได้ 100% จากปัจจุบันที่ตั้งเกณฑ์ LTV ปล่อยกู้ 70-80% ทำให้ต้องมีเงินดาวน์แพง 20-30% เพราะพฤติกรรมการซื้อยุคนี้ ซื้อหลังที่ 2 เพราะความจำเป็นในการใช้ชีวิต ไม่ได้มีการเก็งกำไรตามที่แบงก์ชาติให้ความเป็นห่วง

Q : ที่มาที่ไปขอให้ผ่อนเกณฑ์ LTV

เรื่องใกล้ตัวคือสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นจริงในไตรมาส 1/67 (ดูกราฟิกประกอบ) ซึ่งเป็นข้อมูลสดใหม่จากภาคสนาม ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจที่อยู่อาศัยมีผลประกอบการที่ดิ่งลึกจริง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ มาตรการ LTV ทางดีเวลอปเปอร์มีการเรียกร้องกันมาโดยตลอด แบงก์ชาติก็ยังยืนยันใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดเหมือนเดิมในปี 2567 แต่ก็มีออปชั่นให้ไว้ว่ายินดีจะพิจารณาทบทวนถ้ามีข้อมูลใหม่ ๆ ที่แสดงถึงเหตุผลความจำเป็น

เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สมาคมคอนโดฯได้ส่งหนังสือแสดงข้อมูลเชิงสถิติของสถานการณ์ตลาดบ้าน-คอนโดฯ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ณ ไตรมาส 1/67 ส่งตรงถึงผู้ว่าการแบงก์ชาติ (เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ครบเครื่องและครบถ้วนที่สุด เพราะรวบรวมจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของ AREA (เอเจนซี่ ฟอร์เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส) ที่เด่นข้อมูลตลาดระดับกลาง-ล่าง, CBRE ที่เด่นข้อมูลระดับกลาง-บน

ไฮไลต์อยู่ที่มีเพิ่มเติมข้อมูลจากแผนกดาต้าอินเทลลิเจนซ์ ของ บมจ.อนันดา ดีเวลอปเม้นท์ ที่เป็นตัวเลขยอดพรีเซลหรือยอดขายอยู่ระหว่างดาวน์ จึงเป็นข้อมูลเดียวที่มีครบถ้วนทั้งอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยมากที่สุด

โดยไตรมาส 1/67 ที่ยังมีตัวเลขเขียวหรือตัวเลขเป็นบวกมีเพียง 2 จุด คือ สินค้าบ้านลักเซอรี่ราคาเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป เทียบไตรมาส 1/67 เทียบกับไตรมาส 4/66 เติบโต 6% แต่ถ้าเทียบกับไตรมาส 1/66 โตถึง 29%

อีกจุดหนึ่งคือยอดโอนกรรมสิทธิ์ของลูกค้าต่างชาติ ทั้ง ๆ ที่มีข้อจำกัดว่าเป็นการโอนจากการซื้อคอนโดฯเพียงอย่างเดียว และจำกัดโควตาซื้อ 49% ด้วย แต่ยอดโอนคอนโดฯก็ยังสูงที่สุดในรอบ 6 ปี หรือสูงกว่ายุคก่อนโควิดด้วย โดยในด้านมูลค่าโอนทั่วประเทศโตขึ้น 10% โฟกัสเฉพาะยอดโอนโซนกรุงเทพฯ-ปริมณฑลโตขึ้นถึง 25%

สิ่งที่อยากชี้ให้เห็น ภาคธุรกิจอสังหาฯเป็นโลคอลคอนเทนต์ 90% แรงงานก็คนไทยเยอะ ภาครัฐควรสนับสนุน ประกอบกับแบงก์ชาติบอกว่าถ้ามีข้อมูลใหม่ ก็ยินดีที่จะ Reconsider เกี่ยวกับเกณฑ์ LTV ฉะนั้น พี่ส่งฟูลรีพอร์ตให้กับแบงก์ชาติเลย และก็ยินดีที่จะชี้แจงด้วย ถึงได้เปิดข้อมูลให้ขนาดนั้น

เบื้องต้นต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า นโยบาย LTV ยังเป็นนโยบายที่ดี แต่ข้อเสนอในการปรับเงื่อนไข LTV ครั้งนี้เป็นการผ่อนเกณฑ์ชั่วคราว เพื่อจะประคับประคอง ไม่ใช้คำว่ากระตุ้นอสังหาฯ แต่เพื่อประคับประคองภาคธุรกิจอสังหาฯ ไม่ให้ลงลึกไปมากกว่านี้ เพราะวันนี้ลึกมากกว่ายุคโควิดซะอีก เรียกว่าผลประกอบการลงลึกสุดใจเลยก็แล้วกัน

บ้าน-คอนโด

Q : เกิดอะไรขึ้นใน Q1/67

จากประสบการณ์ที่เห็น อัตราดอกเบี้ยก่อนโควิดอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมานานแล้ว สถานการณ์โควิดที่ดอกเบี้ยเคยมี 2% กว่า ปรับขึ้นอีก 2-3% เท่ากับปรับเพิ่มเท่าตัวแล้วตอนนี้ ทำให้กำลังซื้อประชาชนถดถอย ดอกเบี้ยที่ขึ้น 1% ทำให้กำลังซื้อประชาชนถดถอยหรือเพิ่มภาระขึ้น 7-8% มันคือฝั่งดีมานด์ ส่วนฝั่งซัพพลาย ดอกเบี้ยขึ้น 1% มีผลต่อราคาอสังหาฯปรับขึ้น 3%

นั่นคือทุกครั้งที่ดอกเบี้ยขึ้น 1% มีผลต่อฝั่งดีมานด์และซัพพลายในภาพรวมอยู่ที่ 11-14%

และช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา ดอกเบี้ยขึ้นแล้ว 2-3% ทำให้กระทบต่ออสังหาฯ ซึ่งผลประกอบการฟ้องได้ตัวเลขเป๊ะเลย ตลาดถดถอย 20% กว่า เพราะคนเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ เราโชคดีที่ยังมีดีมานด์ต่างชาติเข้ามา ซึ่งในภาพรวมกำลังซื้อต่างชาติมีสัดส่วน 25-30% ของการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯทั่วประเทศรวมกัน เป็นตัวเลขสัดส่วนที่สูงขึ้น ซึ่งเราไม่เคยเห็นสูงขนาดนี้

สัดส่วน 30% ของอาคารชุด ผ่านการโอนที่ถูกต้องตามช่องกฎหมายที่มีช่องเดียว มีการโอนถึง 25-30%

เรื่องที่สอง สินค้าบ้านลักเซอรี่ราคาเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ก็ไม่ใช่คนไทยซื้อ แต่เป็นการซื้ออสังหาฯที่เป็นบ้านแนวราบ ผ่านนอมินีหรือสัญญาเช่าของชาวต่างชาติ ซึ่งไม่ได้ถูกรีจิสเตอร์เป็นคนไทย แบงก์ชาติและศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC ก็ไม่เห็น นั่นคือทั้งสองกิ่งนี้ ทั้งอุตสาหกรรม (ที่อยู่อาศัย) จะเห็นว่ายอดโอนทั้งประเทศปีละ 1 ล้านล้านบาท สัดส่วน 20% เป็นการโอนของต่างชาติ ไทยมีสถานะเป็นโกลบอลพร็อพเพอร์ตี้ไปแล้ว เลี่ยงไม่ได้

ลูกค้าต่างชาติมาซื้อในภูเก็ต เราเห็นมาสิบปีแล้ว เดิมวิลล่าราคา 1 ล้านเหรียญ บอกว่าแพงแล้ว ห้องละ 35 ล้านบาท ปัจจุบันหลังละ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ห้องละ 200-300 ล้านบาท ไม่ใช่คนไทยซื้อ เขาก็หาช่องมาซื้อเพราะบ้านเราห้ามไปหมด เขาก็ซื้อผ่านนอมินีหรือสัญญาเช่า เป็นสิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้ และไม่ถูกรีจิสเตอร์ในระบบ

Q : ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล

สมาคมคอนโดฯคิดว่าถึงเวลาที่ต้องจัดระเบียบให้สิ่งเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ เช่น การเสนอให้โควตาต่างชาติซื้อคอนโดฯ 49% ในปัจจุบัน ทำเพิ่มเติมในเรื่องเพิ่มการจัดเก็บภาษีโอนกรรมสิทธิ์เลยไหม อาจจะ 2-4% แล้วนำรายได้ภาษีตรงนี้มาตั้งกองทุนเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เพิ่มโอกาสให้คนไทยกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น

ขณะเดียวกันคอนโดฯบางทำเลที่ต่างชาติซื้อเกิน 49% อยู่แล้ว แต่ส่วนที่เกิน 49% เขาซื้อแบบมีนอมินี (ซื้อแบบมีตัวแทนคนไทยรับสมอ้างเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์) ทำให้ไม่ได้เข้าระบบภาษี แต่ถ้าหากขยายโควตาการซื้อเป็น 75% สมมติว่าภาพรวมต่างชาติมียอดโอน 2 แสนล้านบาท เก็บภาษี 2% ก็จะเท่ากับรายได้ภาษี 4,000 ล้านบาทแล้ว

ข้อเสนอนโยบายทำควบคู่กันคือ หยิบโครงสร้างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาพิจารณาทบทวนเพิ่มเติม ในส่วนของการจ่ายภาษีของคนต่างชาติ เขามาซื้ออสังหาฯในเมืองไทย ทำไมให้เขาเสียภาษีในอัตราเดียวกับคนไทยล่ะ ซึ่งข้อดีคือภาษีที่ดินฯจัดเก็บรายปี หรือเก็บทุกปี

ปัจจุบันอัตราจัดเก็บประเภทที่อยู่อาศัยคนไทยเสียภาษีเริ่มต้น 0.02% หรือล้านละ 200 บาท แต่ถ้าเป็นคนต่างชาติก็ให้เก็บบนฐานภาษีพาณิชยกรรมหรืออื่น ๆ ไปเลย ซึ่งมีฐานภาษีเริ่มต้น 0.3% หรือล้านละ 3,000 บาท รายได้ภาษี 2 รายการนี้รวมกันคาดว่าเกินปีละ 1 หมื่นล้านบาทแล้ว

ประเด็นที่ต้องลงลึกรายละเอียดมากไปกว่านั้น อยู่ที่สถานการณ์ทุกวันนี้ Property Inflation มาจากลูกค้าต่างชาติ ทำให้คนไทยมีบ้านได้ยากขึ้น ก็ต้องเอาตรงนี้มาสนับสนุนคนไทยผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้ได้มีโอกาสเข้าถึงบ้านและคอนโดฯได้

จากการทำสตัดดี้ คนต่างชาติที่มาซื้อคอนโดฯในเมืองไทย มีการขายออกแค่ 3% เท่านั้นเอง ต่างชาติเก็บเป็น Investment Asset เก็บเป็นทรัพย์สิน รวมทั้งไม่ได้ใช้สินเชื่อบ้านเราเลย เป็นการซื้อเงินสด นี่คือข้อมูลที่ส่งให้กับแบงก์ชาติ ควรจะมีการทบทวนเกณฑ์ LTV เพราะพร็อพเพอร์ตี้ อินเฟลชั่น ไม่ได้เกิดจากคนไทย เกิดจากเม็ดเงินต่างชาติที่เข้ามา ซึ่งประเทศไทยน่าอยู่ มันช่วยไม่ได้จริง ๆ (ยิ้ม)

เหมือนกับต่างชาติซื้อที่อยู่อาศัยในฮ่องกง สิงคโปร์ ซื้อเป็นอินเวสต์เมนต์แอสเสตไปแล้ว คนพวกนี้ไม่ได้มาซื้อเก็งกำไร เป็นลองเทอมอินเวสต์เมนต์ เป็นการกระจายความเสี่ยงของเขาผ่านการซื้ออสังหาฯในเมืองไทย แต่กลับกลายเป็นว่าเกณฑ์ LTV กลับมีผลกระทบต่อคนไทยโดยตรง

อสังหา

Q : ทำไมต้องผ่อนเกณฑ์ LTV

เป็นคำถามที่ดี คนไทยวันนี้มี 2 เหตุผล สมาคมคอนโดฯเสนอให้ยกเลิกเกณฑ์ LTV แบบปีต่อปี โดยให้แมตชิ่งกับมาตรการกระตุ้นอสังหาฯของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลออกมาตรการถึงสิ้นปี 2567 นี้ ก็บรรเทาเกณฑ์ LTV ให้ถึงสิ้นปีนี้ไปก่อน ถ้ารัฐบาลต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ก็เป็นการประสานกันระหว่างกระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติ ให้ได้ร้องเพลงทำนองเดียวกัน ทำงานเป็นทีมเดียวกัน เป็นทีมไทยแลนด์ชุดเดียวกัน ผ่อนปรนเกณฑ์ LTV แบบปีต่อปี ไม่ต้องถาวร เพราะฉะนั้น มาตรการ LTV ก็ยังคงอยู่

ถ้าหลังจากนั้น สถานการณ์เศรษฐกิจคลี่คลายก็ค่อยไปพิจารณาผ่อนเกณฑ์ LTV สำหรับสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 3 เพื่อรักษาสิทธิให้คนไทย เพราะวันนี้คนรากหญ้าที่พี่ทำพัฒนาโครงการมาทั้งชีวิต เมื่อก่อนคนระดับกลางซื้อทาวน์เฮาส์อยู่นอกเมือง วันนี้เขายังผ่อนไม่หมดเลย ขณะที่ในช่วง 5 ปีแมสทรานสิตเปลี่ยน

เพราะ 5 ปีที่แล้ว รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ขับเคลื่อนรถไฟฟ้ามาได้ตั้งหลายเส้นทาง ทำให้การเดินทางต้องมาพึ่งพารถไฟฟ้ามากขึ้น แต่บ้านชานเมืองเขายังผ่อนไม่หมด เขาต้องมาซื้อบ้านในเมืองหลังที่ 2 ส่วนใหญ่ก็เป็นสินค้าคอนโดฯ

เขาซื้อเป็นบ้านหลังที่ 2 แต่มีความสำคัญกว่าบ้านหลังแรก พี่เรียกว่าเป็นบ้านหลังที่ 0.5 เพราะมีความจำเป็นต้องพักอาศัยใกล้โรงเรียนลูก พ่อแม่ต้องทำงานไม่มีคนไปรับลูกหรอก เพราะลูกเลิกเรียน 15.00 น. พ่อแม่เลิกทำงาน 17.00-18.00 น. ต้องอาศัยรถไฟฟ้าอยู่ใกล้สถานี เป็นคอนโดห้องเล็ก ๆ สุดท้ายพ่อแม่ลูกอยู่ในเมืองวันจันทร์-ศุกร์ อยู่ในห้องชุดสตูดิโอไทป์ในเมือง อยู่ติดรถไฟฟ้า ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ก็ย้ายไปอยู่บ้านชานเมือง และกลับมาอยู่คอนโดฯในเมืองเย็นวันอาทิตย์

ซึ่งบ้านชานเมืองยังผ่อนไม่หมด ยังขายไม่ได้ แต่ความจำเป็นในการใช้ชีวิตต้องมาซื้อคอนโดฯในเมือง ถูกตีความเป็นสินเชื่อซื้อบ้านหลังที่สอง ในขณะที่ LTV ไม่ได้มีผลกระทบกับลูกค้าต่างชาติ เพราะไม่ได้ใช้สินเชื่อบ้านเราเลย ซื้อด้วยเงินสด ดังนั้นกลายเป็นว่า เกณฑ์ LTV มาจำกัดสิทธิลูกค้าคนไทย

ข้อเสนอคือให้ใช้เกณฑ์ LTV ไปเริ่มต้นกับการขอสินเชื่อซื้อบ้านหลังที่ 3 แทน ซึ่งปัจจุบัน LTV มีผลกระทบกับคนไทย กำลังซื้อตลาดกลาง-ล่าง แต่ในอนาคตคนไทยกำลังซื้อตลาดกลาง-บน ถ้าไปบังคับ LTV เยอะ ๆ อีกหน่อยกำลังซื้อตลาดบนก็จะเสียโอกาสเหมือนกัน เพราะไปซื้อแข่งกับชาวต่างชาติไม่ได้ ซึ่งต่างชาติมีกำลังซื้อมหาศาลกว่าเรา

ในอนาคตก็ไม่แน่นัก อีกหน่อยโควตาคอนโดฯลักเซอรี่จะเป็นของต่างชาติหมดเลย ไม่ใช่เป็นของคนไทย เพราะคนไทยต้องเจอเกณฑ์ LTV ต้องมีเงินดาวน์แพง จะเกิดภาพคนไทยไปเช่าคอนโดฯที่ต่างชาติเป็นเจ้าของกันหมดในประเทศไทย ดังนั้นแบงก์ชาติน่าจะถึงเวลาพิจารณาทบทวนเกณฑ์ LTV ได้แล้ว

Q : เทรนด์ขาลงจะเกิดขึ้นในไตรมาส 2/67 หรือไม่

(นิ่งคิด) อืมม์ แนวโน้มน่าจะออกมาในทิศทางเดียวกัน เพราะต้องยอมรับก่อนว่า 1.ตลาดลูกค้าคนไทยไม่ฟื้นแน่นอน 2.คอนโดฯที่เป็นตึกสร้างเสร็จในไตรมาส 2/67 น้อยกว่าตึกที่สร้างเสร็จในไตรมาส 1/67

ซึ่งตึกสร้างเสร็จไตรมาส 1/67 มีมูลค่ารวมกัน 34,000 ล้านบาท แต่มูลค่าตึกสร้างเสร็จในไตรมาส 2/67 อยู่แค่ 20,000 ล้านบาทเท่านั้นเอง สำหรับคนในวงการเป็นที่ทราบกันดีว่า ส่วนใหญ่ผลการกระตุ้นอสังหาฯจากการโอน มักมาจากคอนโดฯที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ในไตรมาสนั้น ๆ

เราจึงมอนิเตอร์ว่า 1.ทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในไตรมาส 2/67 ไม่น่าจะฟื้น 2.ลูกค้าต่างชาติ ดีมานด์ดรอปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะลูกค้าเมียนมาถูกเบรกโดยนโยบายรัฐบาลเมียนมา เพราะไม่ต้องการให้เงินไหลออกนอกประเทศมากเกินไป รวมทั้งเศรษฐกิจภายในของจีนก็ยังไม่ฟื้นตัว

Q : การแก้ไขกฎหมายมักล่าช้า ?

ก็ถือเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่หน่วยงานรัฐต้องสนับสนุนเพื่อไม่ให้ช้าเกินไป เท่าที่ทราบฝ่ายกฎหมายรัฐบอกว่าการแก้ไขพระราชบัญญัติใช้เวลา 5 ปี ซึ่งข้อเท็จจริงที่เศรษฐกิจลงลึกต่ำกว่าที่คิด เราคงรอห้าปีไม่ไหวหรอก ขอให้เร็วที่สุด ปีนี้ได้ยิ่งดี คิดว่าเป็นสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องช่วยกันทุกกระทรวง รวมถึงรัฐบาลทั้งรัฐบาลต้องช่วยกัน

ความจำเป็นของการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ควรจะทำทันที และจริง ๆ เรื่อง LTV การปรับปรุงเกณฑ์สามารถทำได้ทันที ด้วยวิธีการแก้ Regulation ของแบงก์ชาติเท่านั้นเอง ไม่ต้องเข้ากฎหมายอะไรเลย ประกาศวันนี้มีผลวันนี้ได้เลย

ในมุมแบงก์ก็ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว ถึงแม้จะแก้เกณฑ์ LTV แบงก์เอกชนก็ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ มีกฎเครดิตสกอริ่งรองรับในการพิจารณาสินเชื่อ มีการกลั่นกรองชั้นที่ 2-3 รองรับอยู่แล้ว การจะปล่อยสินเชื่อได้ 100% คนต้องมีความพร้อมจริง ๆ มีขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อรองรับ

สิ่งที่คนในวงการอสังหาฯวิพากษ์กันก็คือ LTV แก้วันนี้ก็ไม่มีผลกับตลาดกลาง-ล่าง เพราะ Too Late แล้ว แต่จะมีผลกับตลาดกลาง-บนที่ยังมีกำลังซื้ออยู่บ้าง เป็นการประคับประคองธุรกิจที่เป็นตลาดกลาง-บนขึ้นไป แต่ถ้าการปรับแก้เกณฑ์ LTV ทำช้า ทำไม่ทันสถานการณ์ ตลาดบนก็จะกระตุ้นไม่ขึ้นอีก คือถ้ามาพูดคุยกันใน 6 เดือนหน้า ตลาดบนก็จะกระตุ้นไม่ขึ้นเพราะไม่ทันสถานการณ์แล้ว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมาคมคอนโดขอแบงก์ชาติแก้ LTV “กู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 คือความจำเป็น ไม่มีเก็งกำไร”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...