โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยออยล์อู้ฟู่ Q2/65 ฟันกำไร 2.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,093.2%

ทันข่าว Today

เผยแพร่ 10 ส.ค. 2565 เวลา 06.00 น. • ทันข่าว Today

Highlight

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการ Q2/65 และผลการดำเนินงาน 6 เดือน หรือรอบครึ่งปี 2565 ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ มีรายได้กว่า 1.4 แสนล้านบาท โดยมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 1000% ในไตรมาสที่ 2/65 และ เกือบ 500% สำหรับงวดครึ่งปี ซึ่งกำไรที่สูงขึ้นมาจากปริมาณการใช้น้ำมันในประเทศฟื้นตัวและค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย ยูเครน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดตึงตัว อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันในครึ่งปีหลังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยโดยเฉพาะด้านอุปสงค์และอุปทานรวมทั้งสถานการณ์สงคราม

TOP ดำเนินธุรกิจธุรกิจการกลั่นและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับชั้นนำแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีธุรกิจหลักคือ โรงกลั่นนํ้ามัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน
ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ปี 65 มีกำไรสุทธิ 25,326 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.41 บาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ปี 64 ที่มีกำไรสุทธิ 2,122 ล้านบาท หรือกำไรเพิ่มขึ้น 1,093.2% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.04 บาท
ส่วนผลการดำเนินงาน 6 เดือนของปี 65 มีกำไรสุทธิ 32,509 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 15.94 บาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงาน6 เดือนของปี 64 ที่มีกำไรสุทธิ 5,482 ล้านบาท หรือกำไรเพิ่มขึ้น 493% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.69 บาท
นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ไทยออยล์ (TOP) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/65 ปรับดีขึ้นหลังความต้องการใช้น้ำมันในประเทศฟื้นตัวและค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย ยูเครน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดตึงตัว ส่วนครึ่งปีหลังยังต้องติดตามราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีความผันผวนสูง ในขณะที่ค่าการกลั่นเริ่มปรับลดลงสู่ระดับปกติ เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานปรับสู่สมดุล ส่งผลให้สต๊อกน้ำมันเบนซินทยอยปรับสู่ระดับปกติ
ในไตรมาส 2 /65 มีรายได้จากการขาย 143,892 ล้านบาท ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ไทยออยล์บันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 7,557 ล้านบาท มีการบันทึกขาดทุนจากการเข้าทำสัญญาบริหารความเสี่ยง 12,626 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 25,327 ล้านบาท (จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 2,123 ล้านบาท)
ทั้งนี้ ไทยออยล์ได้บันทึกกำไรพิเศษจากการขายหุ้นของ บมจ. โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ในไตรมาส 2/65 จำนวน 12,880 ล้านบาท (หลังหักภาษี) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาว เพื่อนำไปชำระเงินกู้ยืมระยะสั้น (Birding Loan) สำหรับการเข้าลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีที่ประเทศอินโดนีเซีย
นายวิรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมธุรกิจการกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังยังมีความไม่แน่นอนสูง จากความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ดังนั้น จึงต้องติดตามสถานการณ์และราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ ไทยออยล์เร่งเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจตามแผนการลงทุนที่วางไว้ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการต่อยอดไปยังธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ได้แก่ การลงทุนโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project) และ การลงทุนในธุรกิจโอเลฟินที่ประเทศอินโดนีเซีย
รวมทั้งขยายตลาดและกระจายผลิตภัณฑ์ไปสู่ต่างประเทศในระดับภูมิภาค และ แสวงหาโอกาสในธุรกิจใหม่ (New S-Curve) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้พลังงานในอนาคต เพื่อลดความผันผวนจากอุตสาหกรรมพลังงาน และนำไปสู่เป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืน
ราคาหุ้น TOP เมื่อ 10 ส.ค.เวลา 10.47 น.อยู่ที่ 52 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท หรือ +1.96%
อย่างไรก็ตามธุรกิจโรงกลั่นยังคงได้รับความกดดันจากกรณีรัฐบาลมีแนวคิดและขอความร่วมมือธุรกิจโรงกลั่นส่งกำไรบางส่วนจากค่าการกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน เรื่องดังกล่าวยังเป็นแนวคิดและไม่ได้มีกฏเกณฑ์บังคับ
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า หลังราคาน้ำมันโลกได้พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไปอยู่ที่ 130-140 ดอลลาร์/บาเรลทำให้หลายๆ คนกังวลใจว่าจะเกิดปัญหา Stagflation นั้น
มาถึงวันนี้ ราคาน้ำมันโลกได้ลดลง กลับมาที่จุดเริ่มต้นก่อนเกิดสงครามอีกครั้ง ราคาน้ำมัน Brent ต่ำสุดวันนี้ที่ 94.5 ดอลลาร์/บาเรล ราคาน้ำมัน WTI ต่ำสุดวันนี้ที่ 90.56 ดอลลาร์/บาเรล ต่ำกว่าระดับจุดเริ่มต้น ก่อนปรับตัวขึ้น สะท้อนว่า ราคาน้ำมันโลกขึ้นได้ ก็ลงได้เช่นกัน
ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่าหากราคาน้ำมันโลกไม่ขึ้นสูงไปเช่นเดิม ยังวิ่งอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์/บาเรล แรงกดดันต่อเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ก็จะค่อยๆ ลดลง
ไทยออยล์วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมันล่าสุดเมื่อ 10 ส.ค.65 ดังนี้
ราคาน้ำมันปรับลด หลังอิหร่านอาจกลับมาส่งออกน้ำมันในตลาดได้อีกครั้ง
- ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ปรับตัวลดลง หลังสหภาพยุโรป (อียู) ได้เสร็จสิ้นการจัดทำร่างข้อเสนอในการรื้อฟื้นข้อตกลง นิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านและชาติมหาอำนาจ ซึ่งหากทางสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงดังกล่าวได้ จะปูทางให้อิหร่านสามารถเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบ 1.0 - 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ตลาดโลกได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน
- ยูเครนได้ระงับการส่งน้ำมันของรัสเซียผ่านท่อส่ง Druzhba ซึ่งอยู่ตอนใต้ของประเทศ ที่มีการส่งน้ามัน 250,000 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมการขนส่งน้ำมันจากรัสเซีย โดยมีสาเหตุจากมาตรการคว่าบาตรของชาติตะวันตก ส่งผลให้ฮังการี สาธารณรัฐเชก และสโลวาเกียไม่ได้รับน้ำมันผ่านท่อดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 65
- หลังตลาดปิด สถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานสหรัฐฯ (API) เผยตัวเลขน้ามันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจาสัปดาห์ สิ้นสุด ณ วันที่ 5 ส.ค. 65 ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 2.2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าจะปรับลดลงราว 0.4 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมัน เบนซินคงคลังปรับลดลง 0.6 ล้านบาร์เรล ส่วนปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรล
โครงสร้างผู้ถือหุ้น ไทยออยล์ ณ 4 มีนาคม 2565
บมจ.ปตท. 48.03%

นักลงทุนต่างชาติ 14.03%

นักลงทุนในประเทศ 27.71%

ThaiNVDR 10.23%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...