โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ทรัมป์” เผย “จีน” เป็นฝ่ายริเริ่มการเจรจาการค้าก่อน ย้ำไม่เต็มใจลดภาษีแลกกับจีนจะเข้าร่วมการเจรจา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 พ.ค. 2568 เวลา 10.40 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2568 เวลา 03.34 น.

"ทรัมป์" เผย "จีน" เป็นฝ่ายริเริ่มการเจรจาการค้าก่อน ย้ำไม่เต็มใจจะลดภาษีศุลกากรสินค้าจีน เพื่อแลกกับการที่จีนจะเข้าร่วมการเจรจา รมว.คลังสหรัฐ เล็งยกเว้นภาษีบางรายการ เช่น รถเข็นเด็ก

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 06.16 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุว่าจีนเป็นฝ่ายริเริ่มการเจรจาการค้าระดับสูงที่กำลังจะมีขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ และย้ำว่าเขาไม่เต็มใจจะลดภาษีศุลกากรต่อสินค้าจีนเพื่อแลกกับการที่จีนจะเข้าร่วมการเจรจา

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.68 สหรัฐได้ประกาศว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ และผู้แทนการค้าสหรัฐ เจมสัน เกรียร์ จะพบกับเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงของจีนในวันเสาร์ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของความเป็นไปได้ในการเจรจาเพื่อคลี่คลายสงครามการค้ารุนแรงที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับการตอบรับเชิงบวกจากตลาดการเงิน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากนโยบายการตั้งกำแพงภาษีที่ดูไร้ทิศทางของทรัมป์ โดยตลาดหุ้นวอลล์สตรีทก็ฟื้นตัวขึ้นหลังจากขาดทุนต่อเนื่องมา 2 วัน

ก่อนหน้าการประกาศ ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเจรจาระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับหนึ่งและสองของโลกหรือไม่ จีนเองก็ใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวมาตลอด โดยยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาหากสหรัฐยังไม่ยกเลิกภาษี ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ของจีนกลับระบุว่าสหรัฐเป็นฝ่ายส่งสัญญาณต้องการเจรจา

"พวกเขาบอกว่าเราริเริ่ม? ผมว่าพวกเขาควรกลับไปเปิดแฟ้มอ่านใหม่นะ" ทรัมป์กล่าวตอบนักข่าวที่ทำเนียบขาว ในระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของ เดวิด เพอร์ดู เอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำจีน

เมื่อถูกถามว่าเขาพร้อมจะลดภาษีเพื่อดึงจีนมาเจรจาหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า "ไม่" และเสริมว่า"เราขาดดุลการค้ากับจีนปีละเป็นล้านล้านดอลลาร์ หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ ….รู้ไหมว่าเรากำลังสูญเสียอะไรตอนนี้? ไม่มีเลย ไม่เลวใช่ไหม"

การเจรจาที่วางแผนไว้นี้มีขึ้นหลังจากหลายสัปดาห์ของความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น โดยมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั้งสองฝ่ายมากกว่า 100% ซึ่งรัฐมนตรีคลังเบสเซนต์เรียกเมื่อวันอังคารว่า เทียบเท่ากับการคว่ำบาตรทางการค้า

ภาวะชะงักงันดังกล่าว ซึ่งยิ่งเลวร้ายจากการที่ทรัมป์ตัดสินใจเมื่อเดือนก่อนที่จะเก็บภาษีกวาดล้างกับอีกหลายประเทศ ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เขย่าตลาดการเงิน และก่อให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวอย่างรุนแรง

เบสเซนต์กล่าวหลังจากการประกาศการเจรจาว่า การพูดคุยที่กำลังจะมีขึ้นนี้เป็นเรื่องของการลดความตึงเครียด

เจค คอลวิน ประธานสภาการค้าต่างประเทศแห่งชาติ กล่าวว่า ภาษีในปัจจุบันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อทั้งสองประเทศหากยืดเยื้อไปอีกหลายเดือนหรือหลายปี

“ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณในเชิงบวกว่าทั้งสองฝ่ายเริ่มพูดคุยกัน ซึ่งดูเหมือนเป็นก้าวล่าสุดในกระบวนการลดความตึงเครียด”

เครก ซิงเกิลตัน (Craig Singleton) จากมูลนิธิเพื่อการปกป้องประชาธิปไตย กล่าวว่าการที่จีนยอมเจรจาโดยที่สหรัฐไม่ยอมให้สัมปทานใด ๆ นั้นถือว่าน่าสนใจมาก

“รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ยกเลิกภาษี ไม่ได้หยุดมาตรการบังคับใช้ และไม่ได้เสนอแผนเจรจาใด ๆ แต่จีนกลับยอมส่งรองนายกรัฐมนตรี เหอ ลี่เฟิง (He Lifeng) ซึ่งเป็นมือเศรษฐกิจหมายเลขหนึ่งของสี จิ้นผิง มาเจรจา” เขากล่าว “นั่นเท่ากับว่าจีนยอมรับว่าภาษีของสหรัฐฯ กำลังส่งผลอย่างที่ตั้งใจไว้”

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่สหรัฐเองก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากสาธารณชนเกี่ยวกับปัญหาสินค้าขาดแคลนและราคาที่สูงขึ้น

โดยระหว่างการให้การต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินของสภาผู้แทนราษฎร นายเบสเซนต์กล่าวว่ารัฐบาลกำลังพิจารณายกเว้นภาษี 145% สำหรับสินค้าจำเป็นบางรายการ เช่น เบาะนั่งเด็ก รถเข็นเด็ก และเปลเด็ก

ขณะเดียวกันจีนก็ได้อนุมัติการยกเว้นภาษี 125% สำหรับสินค้าสหรัฐฯ บางรายการด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กลับแสดงท่าทีขัดแย้งในภายหลัง โดยบอกผู้สื่อข่าวว่าเขาจะพิจารณาคำร้องขอยกเว้นภาษีเป็นรายอุตสาหกรรม แต่เขาต้องการให้มาตรการภาษีคงไว้ในลักษณะที่ครอบคลุมและไม่ซับซ้อน

ในปี 2561 รัฐบาลทรัมป์เคยยกเว้นภาษี 25% สำหรับสินค้าจีนบางประเภท เช่น หมวกกันน็อคจักรยานและเฟอร์นิเจอร์นิรภัยสำหรับเด็ก แต่ชิ้นส่วนเบาะนั่งเด็ก เปล เตียงเด็ก กระเป๋าใส่ผ้าอ้อม และประตูนิรภัยไม้ ไม่ได้รับการยกเว้น

อ้างอิง : reuters.com

เปิดไทม์ไลน์ โดนัลด์ ทรัมป์ ป่วนโลก! สหรัฐ VS ประเทศคู่มิตร เดินเกมตอบโต้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...