ธอส.หวั่นตลาดบ้านปีนี้ชะลอหนักถึง 5.3% หวังผ่อนเกณฑ์ LTV-ลดค่าฟีโอน กระตุ้นตลาด Q2/68
ธอส.หวั่นตลาดบ้านปีนี้ชะลอหนักถึง 5.3% หวังผ่อนเกณฑ์ LTV-ลดค่าฟีโอน กระตุ้นตลาด Q2/68
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 พ.ค. 68 15:46 น.
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. ประเมินแนวโน้มยอดโอนที่อยู่อาศัยปี 68 เสี่ยงชะลอหนักสุดถึง 5.3% หวังมาตรการผ่อน LTV-ลดค่าธรรมเนียมการโอน หนุนตลาดช่วง Q2/68 ฟื้น ติดตามปัจจัยเสี่ยงปรับจีดีพี-หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ด้านเป้าหมายปล่อยสินเชื่อธอส. ปีนี้ มั่นใจได้ตามเป้า 2.41 แสนล้านบาท
นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) คาดว่าทิศทางที่อยู่อาศัยในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัว หรือ ชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ได้ประเมินจำนวนหน่วยการโอนและมูลค่าการโอน แบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้
1.กรณี Worst Case จะมีการโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 329,350 หน่วย ลดลง 5.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่า 924,331 ล้านบาท
2.กรณี Base Case จะมีการโอนประมาณ 346,684 หน่วย ลดลง 0.3% และคิดเป็นมูลค่า 972,980 ล้านบาท ลดลง 0.8% สุดท้าย
3.กรณี Best Case จะมีการโอนประมาณ 374,419 หน่วย เพิ่มขึ้น 7.7% และมีมูลค่า 1.05 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 7.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
การที่รัฐบาลจัดทำมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาทนั้น รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยทุกระดับราคา จะสามารถแก้ไขปัญหาการชะลอตัวของตลาดที่อยู่อาศัยได้ทันสถานการณ์ และส่งผลดีต่อตลาดที่อยู่อาศัยให้ฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/68 เป็นต้นไปนายกมลภพ กล่าว
สำหรับปัจจัยสนับสนุนต่อธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ปี 68
1.รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 69
2.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคา มีลผตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.68-30 มิ.ย.69
3.อัตราดอกเบี้ยมีการปรับลดลง โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 2 ครั้งในปี 67 ลดลง 0.50% และมีแนวโน้มจะปรับลดลงอีกในปีนี้
4.รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน
5.การบรรลุข้อตกลงลดภาษีระหว่างสหรัฐ และจีนส่งผลให้ความตึงเครียดทางการค้าลดลง และเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจจากต้นทุนที่สูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด
ด้านปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ
1.ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวจีดีพี ในปี 68 จาก 2.7% เหลือ 2% โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาความไม่แน่นอนจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ และการยืดเยื้อ รวมถึงการยกระดับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกชะลอตัว
2.ภาระหนี้สินครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มลดลง ส่งผลต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย
3.แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อการตัดสินใจซื้ออาคารชุดในกรุงเทพ และปริมณฑล
4.ความเข้มงวดเรื่องการถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ หรือ นอมินี ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของชาวต่างชาติ
นายกมลภพ กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารปีนี้ ยังคงไว้ที่ 2.411 แสนล้านบาท โดยมั่นใจว่าจะยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้านสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยอมรับว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เป็น ซีซั่น และจะมีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง โดยสาเหตุสำคัญ เนื่องจากในช่วงต้นปีจะมีช่วงปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ และการเปิดเทอม อาจส่งผลกระทบต่อการชำระหนี้ของลูกค้า แต่ทั้งนี้ หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า NPL ปรับตัวลดลง โดยธนาคารเตรียมมาตรการเพิ่มเติม เพื่อดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
รายงาน โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ