โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดอลลาร์อ่อนค่า เทียบสกุลเงินหลัก หลังมูดี้ส์ปรับลดอันดับเครดิตสหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 พ.ค. 2568 เวลา 11.49 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 11.49 น.
REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังมูดี้ส์ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐ จากระดับ Aaa ลงมาอยู่ที่ Aa1 เหตุผลจากหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (19/05) ที่ระดับ 33.21/23 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/05) ที่ระดับ 33.23/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลง 2.7% สู่ระดับ 50.8 ในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2565 และป็นการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน จากระดับ 52.2 ในเดือน เม.ย.

โดยดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อจากมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 7.3% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน เม.ย.ที่ระดับ 6.5%

นอกจากนี้ ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.6% ในช่วง 5 ปีข้างหน้าและสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน เม.ย.ที่ระดับ 4.4%

ในขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผย ดัชนีราคานำเข้าและส่งออกเพิ่มขึ้น อย่างละ 0.1% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะมีการชะลอตัวลง โดยการปรับตัวขึ้นของดัชนีราคานำเข้าและส่งออกนั้น ได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของราคาสินค้าทุน ขณะที่ราคาพลังงานปรับตัวลง

นอกจากนี้ มูดี้ส์ เรทติ้ง (Moody’s Ratings) ได้มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐ จากระดับ Aaa ลงมาอยู่ที่ Aa1 เมื่อวันศุกร์ (16/05) โดยให้เหตุผลว่า หนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น และภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็เพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้ง มูดี้ส์ ไม่เชื่อว่าแผนงบประมาณปัจจุบันจะสามารถลดการใช้จ่ายของรัฐบาลหรือการขาดดุลงบประมาณได้อย่างมากในระยะยาว

โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้า มูลดี้ส์คาดว่าการขาดดุลงบประมาณจะเพิ่มขึ้ เนื่องจากการใช้จ่ายสำหรับโครงการสวัสดิการต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ของรัฐบาลยังคงอยู่ใกล้เคียงระดับเดิม ทั้งนี้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของสหรัฐอาจขึ้นแตะระดับ 135%

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชยสหรัฐเปิดเผย ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 1.6% สู่ระดับ 1.361 ล้านยูนิตในเดือน เม.ย. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.360 ล้านยูนิต ส่วนการอนุญาตก่อสร้างบ้านลดลง 4.7% สู่ระดับ 1.412 ล้านยูนิตในเดือน เม.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.450 ล้านยูนิต

โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดอัตราดอกเบี้ย “โดยเร็ว อย่าช้า” พร้อมตำหนิประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ที่อยู่เฉยไม่ดำเนินการอะไร ทั้งนี้ ทรัมป์ยังคงแสดงความไม่พอใจต่อพาวเวลล์ โดยถึงแม้ว่าเขาไม่ได้ดึงดันที่จะปลดพาวเวลล์จากตำแหน่ง และยืนยันว่าประธานเฟดจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป และถึงแม้ทรัมปเชื่อว่าเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้ว แต่เขาต้องการให้พาวเวลล์ “กระตือรือร้นมากกว่านี้” ในเรื่องการลดดอกเบี้ย

นอกจากนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกล่าวเมื่อวันเสาร์ (17 พ.ค.) ว่า เขาจะพูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ในวันนี้ เพื่อผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองประเทศ

ด้านปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผย ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไตรมาส 1/68 ขยายตัว 3.1% จากตลาดคาดโต 2.9-3.1% ปัจจัยหลักมาจากการผลิตภาคนอกเกษตรชะลอลง ขณะที่การผลิตภาคเกษตรเร่งขึ้น ด้านการใช้จ่ายการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชนการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาลการนำเข้าสินค้าและบริการ และการสะสมทุนถาวรเบื้องต้นชะลอลง ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวเร่งขึ้น

นอกเหนือจากนี้ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุว่า การที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/68 ยังเติบโตได้ดีในระดับ 3.1% นั้นเป็นผลจากการที่ประเทศคู่ค้าต่างเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีจากสหรัฐ จึงทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ดี และมีผลช่วยให้ GDP ไตรมาสแรกปีนี้เติบโตสูง

แต่ทั้งนี้ในช่วงถัดไปคือไตรมาส 2 ของปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจชะอตัวลงได้ อันเนื่องจากความผันผวนที่เพิ่มมากขึ้นทั้งเศรษฐกิจโลก และการค้าโลก พร้อมเชื่อว่าจะเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

โดย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้พบหารือกับ นายเจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีด้านการค้าของเอเปค ประจำปี 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 พ.ค. และได้หยิบยกประเด็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐ ภายใต้กรอบความร่วมมือที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกัน

พร้อมย้ำถึงบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับสหรัฐในภูมิภาคเอเชีย โดยข้อเสนอของไทยได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากฝ่ายสหรัฐ โดยเฉพาะจากนายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Mr.Scott Bassent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.03-33.29 บา/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 33.05/07 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (19/05) ที่ระดับ 1.1182/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตฃาดเมื่อวันศุกร์ (16/05) ที่ระดับ 1.1193/95 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยในวันศุกร์ (16/05) ว่า ยูโรโซนมียอดเกินดุลการค้าในเดือน มี.ค. อยู่ที 3.687 หมื่นล้านยูโร เพิ่มขึ้นจาก 2.28 หมื่นล้านยูโร ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นจาก 2.40 หมื่นล้านยูโรในเดือนก่อนหน้า การส่งออกสินค้าจากยูโรโซนไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกในเดือน มี.ค. มีมูลค่าอยู่ที่ 2.798 แสนล้านยูโร เพิ่มขึ้น 13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนการนำเข้าอยู่ที่ 2.43 แสนล้านยูโร เพิ่มขึ้น 8.8% ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1167-1.1277 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1274/76 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (19/05) ที่ระดับ 145.07/09 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/5) ที่ระดับ 145.54/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายชินอิจิ อุจิดะ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า BOJ จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวจากผลกระทบภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของแต่ละประเทศนั้นสูงมาก ดังนั้น BOJ จะตัดสินใจโดยพิจารณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงว่า เศรษฐกิจและราคาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการคาดการณ์ของธนาคารหรือไม่ โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัวลง 0.2% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นการหดตัวรายไตรมาสครั้งแรกในรอบหนึ่งปี และแย่แย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวเพียง 0.1%

นอกจากนี้ เมื่อเทียบเป็นรายปี GDP ไตรมาสแรกหดตัวลง 0.7% ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบสี่ไตรมาส และย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวเพียง 0.2% โดยข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 144.64-145.44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 144.85/87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน เม.ย. (ประมาณการครั้งสุดท้าย) ยูโรโซน (19/5), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน เม.ย./เยอรมนี (20/5), ยอดนำเข้า ยอดส่งออก แลดุลการค้าเดือน เม.ย.ญี่ปุ่น (21/5), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค. จาก Jibun Bank ญี่ปุ่น (22/5),ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค. จาก HCOB ยูโรโซน (22/5),

จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (22/5), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค. จาก S&P Global สหรัฐ (22/5), ยอดขายบ้านมือสองเดือน เม.ย. สหรัฐ (22/5), อัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย. ญี่ปุ่น (23/5), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2568 (ประมาณการครั้งสุดท้าย) เยอรมนี (23/5), ยอดขายบ้านใหม่เดือน เม.ย. สหรัฐ (23/5)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.5/-8.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7/-5.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดอลลาร์อ่อนค่า เทียบสกุลเงินหลัก หลังมูดี้ส์ปรับลดอันดับเครดิตสหรัฐ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...