โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยเวียตเจ็ท ตั้งงบลงทุน 400 ล้าน ชงคมนาคมทำบริการภาคพื้นเอง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 07 ธ.ค. 2565 เวลา 13.46 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2565 เวลา 12.06 น.

ไทยเวียตเจ็ท ตั้งงบลงทุน 400 ล้าน ชงคมนาคมทำบริการภาคพื้นเอง

กรณีผู้โดยสาร สายการบินไทยเวียตเจ็ท ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับสัมภาระเช็กอินล่าช้า นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยเวียตเจ็ท เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เสนอไปยังกระทรวงคมนาคม ขออนุญาตให้สายการบินสามารถให้บริการภาคพื้นได้ด้วยตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยยกตัวอย่างท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองที่สายการบินแต่ละรายสามารถให้บริการภาคพื้นด้วยตนเองได้

“ไทยเวียตเจ็ท เราอยากจะจัดอุปกรณ์หารถลากเครื่องบิน รถลากกระเป๋าเอง จัดหาพนักงานเอง แต่เราคงยังไม่บริการคนอื่น โฟกัสบริษัทเราเองเป็นหลัก และเชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ดีให้ผู้ประกอบการสองรายที่มีอยู่ ให้สามารถบริหารจัดการลูกค้าของเขา และบริการลูกค้าสายการบินรายอื่นๆ ได้” นายวรเนติกล่าว

นายวรเนติกล่าวว่า สายการบินมีความพร้อมในงบลงทุนจัดซื้ออุปกรณ์ และการจัดหาบุคลากรราว 300-400 ล้านบาท พร้อมจัดหาพนักงานราว 100 คน และเชื่อว่าหากคำขอดังกล่าวได้รับการอนุมัติ จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์

ทั้งนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีผู้ให้บริการภาคพื้นอยู่ทั้งสิ้น 2 รายด้วยกัน คือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส จำกัด (BFS)

ก่อนหน้านี้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการแก้ไขปัญหากระเป๋าล่าช้าในสนามบินว่า ขณะนี้ทางกระทรวงมี 2 แนวทางในการปฏิบัติ คือ ได้มอบหมายให้บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) และบริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส จำกัด (บีเอฟเอส) บริษัทในเครือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ไปดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวใน 30 วัน หากไม่สามารถแก้ไขได้ จะมีการเรียกสายการบินอื่นๆ มาหารือเพื่อหาเอาต์ซอร์ซ (Outsource) มาให้บริการแทน

ส่วนแผนในระยะยาวได้มอบหมายให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ไปศึกษาหาโอเปอเรเตอร์รายใหม่ๆ มาเตรียมให้บริการเพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเดินทางมากขึ้นแล้ว ทำให้ปัจจุบันเกิดดีมานด์มากกว่าซัพพลาย รวมถึงต้องเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะกลับเข้ามาไทยในปี 2566 และรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับเข้ามาแบบก้าวกระโดด หรือเทียบเท่าก่อนช่วงเกิดโควิด หรือเทียบเท่ากับเมื่อปี 2562 ด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...