โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

Gen ไหนขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสด “ไทย” ตัวท็อป Cross-Border Payment ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 พ.ค. 2568 เวลา 06.21 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 06.21 น.

ในอดีตการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border Payment) เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการทำธุรกรรมที่มีน้อย ต้องใช้บัตรเครดิต/เดบิต หรืออาศัยนายหน้าที่เป็นตัวกลาง กว่าธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ต้องใช้เวลานาน ไม่สามารถโอน-รับเงินได้แบบเรียลไทม์

เช่นกันกับการเดินทางไปต่างประเทศก็ต้องแลกเงินเป็นสกุลท้องถิ่นเพื่อใช้จ่ายในประเทศนั้น ๆ เป็นต้น ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยี “ฟินเทค” (FinTech) ปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ทำให้ “การชำระเงินระหว่างประเทศ” เข้าสู่ยุคไร้พรมแดน ผ่านการ “สแกนจ่าย” (QR Payment) บนแอป Mobile Banking และอีวอลเลตต่าง ๆ เช่น WeChat Pay, Alipay, GrabPay และ LINE Pay เป็นต้น

เจาะ Cross-Border Payment

รายงาน How Will Asia’s Money Move in the Future ? 2025’s View of 2035 จาก Money 20/20 และ FXC Intelligence ผู้ให้บริการด้านข้อมูลเกี่ยวกับการชำระเงินระหว่างประเทศ ที่ใช้ข้อมูลเชิงลึกจากบริษัท และผู้นำในอุตสาหกรรมการเงินกว่า 100 ราย มาวิเคราะห์ภูมิทัศน์การชำระเงินระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียในอีก 10 ปีข้างหน้า ระบุว่า มูลค่าการชำระเงินระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในปี 2024 สูงถึง 12.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (427 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วน 32.2% ของทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 23.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (795 ล้านล้านบาท) หรือประมาณ 36.8% ภายในปี 2032

สำหรับผู้เล่นหลักที่ขับเคลื่อนการชำระเงินระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ คือ “Ant Group” ผู้ให้บริการ Alipay และ Alipay+ ที่รองรับการใช้จ่ายข้ามพรมแดนกว่า 66 ประเทศ ผ่านการสร้างความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ผู้ให้บริการอีวอลเลตในประเทศต่าง ๆ โดยเชื่อมระบบให้การทำธุรกรรมเกิดขึ้นได้ทันที เช่น GCash ในฟิลิปปินส์, Touch n’ Go ในมาเลเซีย, DANA ในอินโดนีเซีย และ TrueMoney ในไทย เป็นต้น

Millennial-Gen Z แรงขับเคลื่อน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การชำระเงินระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกเติบโตต่อเนื่อง มาจากไลฟ์สไตล์ของชาวเอเชีย รวมถึง “ไทย” ที่ใช้ “อีวอลเลต” เป็นช่องทางหลักในการจับจ่าย ไม่ว่าจะบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือตามห้างร้านต่าง ๆ โดยในปี 2023 พบว่า 70% ของการชำระเงินออนไลน์ และ 50% ของยอดใช้จ่ายในร้านค้ามาจากการจ่ายผ่านอีวอลเลตทั้งสิ้น

ผู้ใช้อีวอลเลตส่วนใหญ่คือ กลุ่มมิลเลนเนียล และเจนซี (Millennial & Gen Z) ที่คุ้นชินกับวิถีชีวิตดิจิทัล ซึ่งทุกอย่างขับเคลื่อนผ่านเทคโนโลยีและการใช้งานแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ อยู่แล้ว ต่างจากเจนเบบี้ บูมเมอร์ (Baby Boomer) ที่ยังคุ้นเคยกับการใช้บัตรในการชำระเงินมากกว่า

ในงาน Money20/20 ที่ประเทศไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ “สการ์เล็ต ซีเบอร์” Chief Strategy & Growth Officer, Money20/20 กล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ด้วยความหลากหลายของโครงสร้างพื้นฐานที่มีมานาน ความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น และนวัตกรรมดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนจากระบบการทำงานแบบเอกเทศมาสู่การร่วมมือกันตั้งเเต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยจะมีการจับมือกันทำงานร่วมมากขึ้น รวมถึงพึ่งพาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากกว่าหนึ่งเดียวเพื่อผลักดันความสำเร็จ ซึ่งจะมาพร้อมการกำหนดนโยบายเพื่อสนับสนุนการทำงานอย่างไร้รอยต่อ

“การดำเนินธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนระบบเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คือการกำหนดโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงพร้อมต่อการเชื่อมโครงข่ายของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน”

“ไทย” Top 4 สังคมไร้เงินสด

เมื่อเจาะรายละเอียดมาที่ประเทศไทยจะพบว่า “ไทย” คือ 1 ใน 4 ประเทศ นอกจากสิงคโปร์, จีน และอินเดีย ที่ฉายแววความเป็น “Rising Star” ในการเป็น “ผู้นำ” ด้านการชำระเงินระหว่างประเทศ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความพร้อมเชิงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และพฤติกรรมของคนในประเทศที่ใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ

สอดคล้องกับสถิติการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เดือน พ.ย. 2023 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า ตั้งแต่เข้าสู่ยุคของสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) และมีระบบ “พร้อมเพย์” (Promptpay) หรือ Thai QR Payment เข้ามา คนไทยชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์เฉลี่ยคนละ 528 ครั้งต่อปี เติบโตขึ้นเกือบ 6 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ผู้กำกับดูแลอย่าง ธปท.ก็พยายามผลักดันโครงการเกี่ยวกับการชำระเงินระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น “QR Linkage” ที่เชื่อมโยงระบบการชำระเงินแบบ QR Payment กับ 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยใช้ Mobile Banking ของธนาคารที่ร่วมรายการสแกนจ่ายที่ร้านค้าในประเทศนั้น ๆได้ทันที

ความสำคัญของผู้กำกับดูแล

สำหรับในประเทศสิงคโปร์มีการเชื่อมบริการโอนเงินแบบทันที ในชื่อโครงการ “Promptpay-PayNow” โดยใช้เพียงหมายเลขโทรศัพท์ในการทำธุรกรรมระหว่างผู้โอน-รับเงินในไทยและสิงคโปร์เท่านั้น

และในประเทศไทย หลัง ธปท.ดำเนินโครงการดังกล่าวมาได้สักระยะพบว่า จำนวนธุรกรรม Cross-Border QR Payment เพิ่มขึ้นเกือบ 475 เท่า และธุรกรรม Cross-Border Real-time Remittance เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า ในช่วงปี 2021-2023 ที่ผ่านมา

ธปท.ยังผลักดันโครงการ “Nexus” หรือการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศแบบพหุภาคี ซึ่งมีธนาคารกลางใน 5 ประเทศอาเซียนเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มแรกเพื่อทำให้การชำระเงินระหว่างกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นข้อต่อรองในการขยายไปยังประเทศนอกกลุ่มอาเซียน เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย

ความตื่นตัวของไทยในการผลักดันโซลูชั่นเกี่ยวกับการชำระเงินระหว่างประเทศ นอกจากจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเดิม ๆ และทำให้แลนด์สเคปของระบบชำระเงินในไทยน่าสนใจขึ้นแล้ว ยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็ก (SMEs) เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้มากขึ้น เป็นการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นอีกทาง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Gen ไหนขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสด “ไทย” ตัวท็อป Cross-Border Payment ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...