เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up โดยอยู่ระหว่างทดสอบกรอบแนวต้านโซน 1,200-1,210 จุด โดยคาดได้แรงหนุนชดเชยช่วงปิดทำการหลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาตเกษตรเดือน เม.ย. สหรัฐฯออกมาสูงกว่าคาด เพิ่มขึ้น 1.77 แสนตำแหน่ง (ตลาดคาด 1.3 แสนตำแหน่ง และชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.85 แสนตำแหน่งเพียงเล็กน้อย) อย่างไรก็ตามเราประเมิน Upside ระยะสั้นจะจำกัดมากขึ้นและชะลอความร้อนแรงลงหลังจากฟื้นตัวขึ้นแข็งแกร่งในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะที่โฟกัสหลักที่ตลาดรอจับตาสัปดาห์นี้อยู่ที่การประชุม FED ซึ่งตลาดคาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 4.25-4.50% ค่อนข้างแน่ แต่ต้องติดตามว่าจะมีการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในอนาคตหรือไม่ อย่างไรก็ตามตลาดเริ่มปรับความคาดหวังการลดดอกเบี้ยจากเดิมที่คาดเดือน มิ.ย. ออกไปเป็นเดือน ก.ค. หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯระยะหลังยังอยู่แข็งแรงกว่าคาด ด้านปัจจัยในประเทศสัปดาห์นี้ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อเดือน เม.ย. รวมถึงการประกาศกำไร 1Q25 บจ.ที่จะทยอยหนาแน่นขึ้น ว่าจะต่ำกว่าคาดและนำไปสู่การปรับลดประมาณการ EPS ของตลาดลงเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ทยอยอ่อนตัวลงอยู่ราว 90.6 บาท มากน้อยเพียงใด ยังคงเน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่คาดกำไร 1Q25 แข็งแกร่งและมีแนวโน้มดีต่อใน 2Q25-2H25
กลยุทธ์ : ยังเน้น Selective Buy หุ้นที่มีแนวโน้มกำไร 1Q25-2025 แข็งแกร่งและกระทบจำกัดจากภาษีการค้าสหรัฐฯและเศรษฐกิจชะลอตัว
หุ้นเด่นเดือน พ.ค. : CPALL, MTC, NSL, OSP, PR9
FSSIA Portfolio : BA, BTG, CPALL, KBANK, MTC, NSL, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : CPN
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 83 บาท
• ประกาศกำไร 1Q25 ที่ 4.2 พันลบ. ดีกว่าคาดเล็กน้อย ทรงถึงเติบโตได้เล็กน้อยทั้ง q-q และ y-y แม้มีแรงกดดันจากธุรกิจอสังหาฯที่อยู่อาศัยที่มีรายได้ลดลง 50% y-y เนื่องจากไม่มีโครงการโอนใหม่ แต่ธุรกิจห้างสรรพสินค้าให้เช่ายังแข็งแกร่งและควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี
• เราคาดโมเมนตัมกำไรจะทยอยดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปีหนุนจากการโอนโครงการคอนโดใหม่ที่นครสวรรค์ เราคาดกำไรปี 2025 ที่ 1.8 หมื่นลบ. +6% y-y ราคาหุ้นเทรด PER ต่ำเพียง 12 เท่าและให้ปันผลราว 4.5-4.8% ต่อปี
• แนวรับ 49//47 บาท แนวต้าน 51-52 บาท
ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,180 – 1,190 แนวต้าน 1,210 คาดดัชนีจะทรงตัวในกรอบระหว่างรอผลการประชุมเฟดในช่วงค่ำวันพุธ และรอรายงานกำไร บจ.ต่างๆ แนะนำทยอยซื้อกลุ่มที่มี ESG เรตติ้งสูง เช่น AMATA,WHA,GSPC,BEM,CPN,CPALL และ ADVANC,TRUE,GULF,OR ที่คาดจะมีกำไร Q1/68 เติบโตดี
TASCO* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 19.60 บาท) แนวโน้มผลประกอบการ 1Q68 ยังคงเติบโต YoY หนุนจากยอดขายในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม QoQ ปริมาณขายจะลดลงจากตลาดต่างประเทศซึ่งเป็นปัจจัยฤดูกาล (เวียดนาม อินโดฯ) ทั้งนี้จาก product mixed ที่สัดส่วนยอดขายในประเทศที่เพิ่มขึ้นทำให้ GPM ปรับตัวดีขึ้นตาม (YoY) ขณะที่การตั้งสำรองหนี้สูญมีแนวโน้มลดลงหลังสถาการณ์ของลูกหนี้ดีขึ้นจากการเบิกจ่ายงบ ซึ่งไตรมาสนี้น่าจะมีการ reverse กลับ ส่วน 2Q68 คาดกำไรฟื้น QoQ โต YoY ต่อ ความต้องการใช้ยางมะตอยเพิ่มก่อนเข้าหน้าฝน แนวโน้มปี 68 มีปัจจัยหนุนจากทั้งปริมาณขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่น่าจะดีขึ้น โดยตั้งเป้า 1.2 ล้านตัน จากไม่มีการล่าช้าของงบประมาณ
SYNEX* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 15.07 บาท) คาด Nintendo Switch2 จะเข้าไทยช่วง ก.ค.-ก.ย.68 นี้ เป็นบวกต่อ SYNEX* ที่เป็น Nintendo Authorized Store และจะช่วยหนุนสินค้า Gaming ที่มีมาร์จิ้นดี ส่วนภาพรวมการดำเนินงานในช่วงปี68 คาดว่ากลุ่มสินค้าไอทียังมีปัจจัยบวกจากDemand การเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ให้ทันกับเทคโนโลยี(4g>5g>AI) รวมถึงการใช้งาน cloud/อุปกรณ์IoT ที่แพร่หลายขึ้น นอกจากนี้ การสนับสนุนสําหรับ Windows 10 ก็จะถูกยกเลิก หลังวันที่ 14 ต.ค.68 ปัจจุบัน ตลาดคาดว่าในปี68และ69 กำไรสุทธิของ SYNEX* จะอยู่ที่ระดับ 685 ลบ.(+10%YoY) และ 769 ลบ.(+12%YoY)
ขณะที่ บล.ดาโอ แนะจับตาประชุม FOMC และความคืบหน้าเรื่องการเจรจาการค้า โดยตลาดหุ้นไทย คาดดัชนีฯ ยังมีแรงซื้อต่อ แม้จะมีการขายทำกำไร เนื่องจากขึ้นมา เกือบ 150 จุด ในช่วงเวลาเพียง 15 วัน(ทำการ) การความกังวลในเรื่องสงครามการค้าที่ลดลง สำหรับ even สำคัญ สัปดาห์นี้ คือ ประชุม FOMC และบริษัทต่างๆ ทยอยรายงานผลการดำเนินงาน โดยเราประเมินดัชนีฯ ว่าหากไม่มีข่าวลบหรือ surprise ดัชนีฯมีโอกาสที่จะขึ้นไปแตะ 1220 จุดได้ในสัปดาห์นี้ ….. ประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ ไว้ที่ 1180-1220 จุด
• การเจรจาการค้าสหรัฐฯกับประเทศต่าง ยังดำเนินต่อไปและ ถูกมองในมุมที่เป็นบวกมากขึ้น ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ (2 พ.ค.) จีน เปิดทางให้มีการเจรจากับสหรัฐฯ …. เรามองว่า เป็นข่าวดีของตลาด โดยเฉพาะของตลาดเอเซีย และไทย หุ้นที่จะได้อานิสงค์ จะเป็นกลุ่มนิคมฯ (WHA, AMATA) และปิโตรเคมี (SCGP, IVL)
• ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจ และ event สำคัญ จะเป็นการรายงานตัวเลขภาคการผลิต(PMI) และส่งออกของจีน ขณะที่สหรัฐฯ จะเป็นการประชุม FOMC(7) ซึ่งจะเป็น event ที่สำคัญที่สุดของสัปดาห์นี้ และของไทย จะเป็นการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ
• การประชุม FOMC ดอกเบี้ยล่าสุด 4.25-4.50% คาด Fed จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม ไปจนกว่า จะมีผลชี้ชัดว่า มาตรการการค้าของสหรัฐฯ จะออกมาในทางใด ผลประชุมครั้งนี้ คาดว่า จะไม่มีต่อทิศทางตลาดหุ้น เพราะตลาดไม่ได้คาดหวังในเรื่องที่จะให้มีการลดดอกเบี้ยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม Fed อาจส่งสัญญาณในเรื่องการปรับลด GDP คล้ายๆ กับของไทย ที่ กนง. ให้กรอบ GDP ปีนี้ในกรณีที่ดีและร้าย ในช่วง 1.3-2.0% จากปี 2567 ที่ GDP ขยายตัว 2.5%
• ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังจาก OPEC+ ตกลงเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนมิถุนายน 4.11 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็นลบต่อหุ้นน้ำมัน (PTTEP. และ โรงกลั่นน้ำมัน) แต่บวกต่อหุ้นปิโตรเคมี
• ตลาดหุ้นไทย เข้าสู่ฤดูกาล รายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน คาดว่ากำไรไตรมาสนี้ ราว 2.01 แสนลบ. -25% YoY ; +15% QoQ ฟื้นจาก 4Q ที่ 1.74 แสนลบ.
• หุ้นที่จะขึ้น “XD” สัปดาห์นี้ มีถึง 135 ตัว มีผลต่อ SET Index -5.08 จุด (ถ้าราคาหุ้นลดลง เท่ากับเงินปันผลจ่าย) หุ้นขนาดใหญ่ที่จะขึ้น “XD” สัปดาห์นี้ อาทิ CPALL(@1.35) , TLI(@0.50), CPAXT(@0.53), CPF(@0.55), CRC(@0.60), BAY(@0.45), AWC(@0.075), MINT(@0.35), AP(@0.60), WHA(@0.124), SPALI(@0.85), IVL(@0.175) และ OSP(@0.30)
• Event สัปดาห์นี้ : เงินเฟ้อของไทย (6) (คาด -0.1% ; เดือนก่อน 0.8%) , การประชุม FOMC (6-7) โดย CME Fed Fund Rate Prob. อยู่ที่ 93% หรือมีแนวโน้มที่จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 4.25-4.5% และตัวเลขส่งออกของจีน(9) เดือนก่อน 13.5% (CNY)
Technical : BCH, KAMART