โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา Cooling as a Service เทรนด์ธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ สู่ความคุ้มค่ายั่งยืน

TERRABKK

เผยแพร่ 21 มี.ค. 2568 เวลา 05.07 น. • TERRABKK
จับตา Cooling as a Service เทรนด์ธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ สู่ความคุ้มค่ายั่งยืน

ในยุคที่พลังงานมีต้นทุนสูงขึ้นและความยั่งยืนกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอาคาร ระบบทำความเย็น (Cooling) ถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการใช้พลังงานของอาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารขนาดใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และศูนย์ข้อมูล เพราะระบบทำความเย็นใช้พลังงานกว่าครึ่งหนึ่งของอาคาร

Cooling as a Service (CaaS) จึงกลายเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่ช่วยให้เจ้าของอาคารและผู้พัฒนาโครงการสามารถใช้ระบบทำความเย็นได้โดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด

ภายในงาน “The Nova Expo 2025 นวัตกรรมสีเขียวเปลี่ยนโลก" งานแรกและงานเดียวในไทยที่ให้องค์ความรู้และแนวทางลงมือปฏิบัติ เพื่อสังคมโลกสีเขียว ซึ่งจัดโดย บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด (EEC Academy) เล็งเห็นถึงเทรนด์พลังงาน CaaS ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการพลังงานของอาคารในระบบทำความเย็น จึงได้มีการจัดบรรยายหัวข้อ "Cooling as a Service: ธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ที่ได้ประโยชน์ทุกภาคส่วน" ซึ่งได้รับเกียรติผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม CaaS มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มและโอกาสของ CaaS ในไทย ได้แก่

  • พิชญ์พัฒน์ กิจเกิดแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท BNSP Smart Tech จำกัด บีเอ็นเอสพี สมาร์ท เทค ผู้บริหารจัดการระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลาง (District Cooling System : DCS)
  • Keppel Maggie Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท Cool Connext จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจระบบทำความเย็น (Cooling)
  • กมล ตันพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Unisus Green Energy ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการวางระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับโครงการภาคเอกชนในไทย
  • ดำเนินรายการโดย ตัวแทนจาก Thai ESCO Mr. Peerasut Thirakomen

ทำไม CaaS ถึงกลายเป็นเทรนด์สำคัญสำหรับอาคารและภาคอุตสาหกรรม?

จากการบรรยายสามารถสรุปเนื้อหาสำคัญอยู่ที่ บริการ CaaS กำลังกลายเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่ช่วยให้เจ้าของอาคารและผู้พัฒนาโครงการสามารถใช้ระบบทำความเย็นได้โดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด จากในอดีตแทนที่จะซื้อและดูแลระบบชิลเลอร์ (Chiller) และคูลลิ่งทาวเวอร์ (Cooling Tower) เอง ผู้ให้บริการ CaaS จะเป็นผู้ติดตั้ง บำรุงรักษา และดำเนินการจัดการพลังงานทั้งหมดให้ โดยลูกค้าจะจ่ายค่าบริการตามปริมาณการใช้งานจริง ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุน ลดความเสี่ยงด้านการดูแลรักษา และสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของระบบทำความเย็นในระยะยาว ช่วยให้ประหยัดพลังงานและลดต้นทุนอาคารที่ใช้ระบบชิลเลอร์แพลนลดการใช้พลังงานได้มากกว่า 60% เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเดิม อีกทั้งยังช่วยลดค่าไฟฟ้าและค่าดูแลรักษาในระยะยาว

ในอีกทางการใช้ CaaS ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับแนวทาง Net Zero Carbon ที่องค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

ความท้าทายและโอกาสในการเติบโตของโมเดลธุรกิจ CaaS

ปัจจุบันมีอาคารขนาดใหญ่กว่า 4,000-5,000 แห่งในไทย ที่ใช้ระบบชิลเลอร์แพลน และกว่า 50% ของอาคารเหล่านี้มีเป็นอาคารเก่าที่ระบบทำความเย็นของอาคารเริ่มเสื่อมสภาพและเป็นระบบดั้งเดิม ซึ่งบางอาคารก็เป็นเทคโนโลยีเก่าที่ไม่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานเท่าที่ควรและต้องปรับตัวมาใช้ระบบใหม่ ทำให้โมเดล CaaS กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับให้คำปรึกษาและอัปเกรดระบบโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก

ประกอบกับแนวโน้มกฎหมายและข้อกำหนดด้านพลังงาน ทำให้ในอนาคตองค์กรอาจต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอน เช่น Carbon Tax หรือมาตรฐานการใช้สารทำความเย็นที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม CaaS จึงเป็นโซลูชันที่ช่วยให้อาคารสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่า CaaS จะเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทาย เช่น การสร้างความไว้วางใจให้กับเจ้าของอาคาร เนื่องจากเจ้าของอาคารยังคุ้นเคยกับการลงทุนในระบบทำความเย็นเองมากกว่าการใช้บริการจากบุคคลภายนอก ดังนั้นผู้ให้บริการ CaaS ต้องสร้างความมั่นใจว่าองค์กรของตัวเองและระบบของตนสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดสัญญาระยะยาว ซึ่งส่วนใหญ่นานถึง 15-20 ปี

รวมถึงการกำหนดโครงสร้างราคาและสัญญาการให้บริการที่เหมาะสมระหว่างผู้ให้บริการและลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ และการกำหนดค่าปรับหากเกิดความผิดพลาดในระบบ ซึ่งอาจมีการทำประกันเสริมเพื่อรองรับความเสี่ยง

นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญในงานบรรยายยังทำนายให้เห็นว่า ในอนาคตระบบทำความเย็นจะมีการพัฒนาไปอีกไกลในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้โมเดลการให้บริการ CaaS ต้องปรับตัวตามไปด้วย

เจ้าของอาคารและผู้พัฒนาโครงการ ควรมีวิธีการพิจารณาใช้บริการ CaaS อย่างไร

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญยังแนะแนวทางในการเลือกผู้ให้บริการ CaaS ว่า ควรดูจากปัจจัยเหล่านี้

1.ประสบการณ์และมาตรฐาน: ผู้ให้บริการควรมีประสบการณ์ด้านการจัดการระบบทำความเย็น และได้รับการรับรองมาตรฐานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น LEED หรือ ISO 50001

2.ความสามารถทางเทคนิค: ตรวจสอบอุปกรณ์ ระบบเซ็นเซอร์ และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการควบคุมและบริหารจัดการพลังงาน

3.ต้นทุนและโครงสร้างสัญญา: เปรียบเทียบรูปแบบการคิดค่าบริการ และพิจารณาความคุ้มค่าในระยะยาว

4.พิจารณาจากผลงานที่ผ่านมาว่า ผู้ให้บริการ CaaS มีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ที่ถนัดในการให้บริการหรือให้คำปรึกษาอาคารลักษณะใด

ฉะนั้นแล้วเจ้าของอาคารและผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ ยุคใหม่ หากต้องการลดต้นทุนและลดการใช้พลังงานของอาคาร การเลือกใช้โมเดลธุรกิจใหม่ๆ อย่าง CaaS ก็เป็นอีกทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม เพียงแต่ต้องศึกษาให้รอบด้านเพื่อความคุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการที่เหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...