จับตา Cooling as a Service เทรนด์ธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ สู่ความคุ้มค่ายั่งยืน
ในยุคที่พลังงานมีต้นทุนสูงขึ้นและความยั่งยืนกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอาคาร ระบบทำความเย็น (Cooling) ถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการใช้พลังงานของอาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารขนาดใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และศูนย์ข้อมูล เพราะระบบทำความเย็นใช้พลังงานกว่าครึ่งหนึ่งของอาคาร
Cooling as a Service (CaaS) จึงกลายเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่ช่วยให้เจ้าของอาคารและผู้พัฒนาโครงการสามารถใช้ระบบทำความเย็นได้โดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด
ภายในงาน “The Nova Expo 2025 นวัตกรรมสีเขียวเปลี่ยนโลก" งานแรกและงานเดียวในไทยที่ให้องค์ความรู้และแนวทางลงมือปฏิบัติ เพื่อสังคมโลกสีเขียว ซึ่งจัดโดย บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด (EEC Academy) เล็งเห็นถึงเทรนด์พลังงาน CaaS ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการพลังงานของอาคารในระบบทำความเย็น จึงได้มีการจัดบรรยายหัวข้อ "Cooling as a Service: ธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ที่ได้ประโยชน์ทุกภาคส่วน" ซึ่งได้รับเกียรติผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม CaaS มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มและโอกาสของ CaaS ในไทย ได้แก่
- พิชญ์พัฒน์ กิจเกิดแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท BNSP Smart Tech จำกัด บีเอ็นเอสพี สมาร์ท เทค ผู้บริหารจัดการระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลาง (District Cooling System : DCS)
- Keppel Maggie Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท Cool Connext จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจระบบทำความเย็น (Cooling)
- กมล ตันพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Unisus Green Energy ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการวางระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับโครงการภาคเอกชนในไทย
- ดำเนินรายการโดย ตัวแทนจาก Thai ESCO Mr. Peerasut Thirakomen
ทำไม CaaS ถึงกลายเป็นเทรนด์สำคัญสำหรับอาคารและภาคอุตสาหกรรม?
จากการบรรยายสามารถสรุปเนื้อหาสำคัญอยู่ที่ บริการ CaaS กำลังกลายเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่ช่วยให้เจ้าของอาคารและผู้พัฒนาโครงการสามารถใช้ระบบทำความเย็นได้โดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด จากในอดีตแทนที่จะซื้อและดูแลระบบชิลเลอร์ (Chiller) และคูลลิ่งทาวเวอร์ (Cooling Tower) เอง ผู้ให้บริการ CaaS จะเป็นผู้ติดตั้ง บำรุงรักษา และดำเนินการจัดการพลังงานทั้งหมดให้ โดยลูกค้าจะจ่ายค่าบริการตามปริมาณการใช้งานจริง ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุน ลดความเสี่ยงด้านการดูแลรักษา และสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของระบบทำความเย็นในระยะยาว ช่วยให้ประหยัดพลังงานและลดต้นทุนอาคารที่ใช้ระบบชิลเลอร์แพลนลดการใช้พลังงานได้มากกว่า 60% เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเดิม อีกทั้งยังช่วยลดค่าไฟฟ้าและค่าดูแลรักษาในระยะยาว
ในอีกทางการใช้ CaaS ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับแนวทาง Net Zero Carbon ที่องค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ
ความท้าทายและโอกาสในการเติบโตของโมเดลธุรกิจ CaaS
ปัจจุบันมีอาคารขนาดใหญ่กว่า 4,000-5,000 แห่งในไทย ที่ใช้ระบบชิลเลอร์แพลน และกว่า 50% ของอาคารเหล่านี้มีเป็นอาคารเก่าที่ระบบทำความเย็นของอาคารเริ่มเสื่อมสภาพและเป็นระบบดั้งเดิม ซึ่งบางอาคารก็เป็นเทคโนโลยีเก่าที่ไม่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานเท่าที่ควรและต้องปรับตัวมาใช้ระบบใหม่ ทำให้โมเดล CaaS กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับให้คำปรึกษาและอัปเกรดระบบโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
ประกอบกับแนวโน้มกฎหมายและข้อกำหนดด้านพลังงาน ทำให้ในอนาคตองค์กรอาจต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอน เช่น Carbon Tax หรือมาตรฐานการใช้สารทำความเย็นที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม CaaS จึงเป็นโซลูชันที่ช่วยให้อาคารสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตามแม้ว่า CaaS จะเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทาย เช่น การสร้างความไว้วางใจให้กับเจ้าของอาคาร เนื่องจากเจ้าของอาคารยังคุ้นเคยกับการลงทุนในระบบทำความเย็นเองมากกว่าการใช้บริการจากบุคคลภายนอก ดังนั้นผู้ให้บริการ CaaS ต้องสร้างความมั่นใจว่าองค์กรของตัวเองและระบบของตนสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดสัญญาระยะยาว ซึ่งส่วนใหญ่นานถึง 15-20 ปี
รวมถึงการกำหนดโครงสร้างราคาและสัญญาการให้บริการที่เหมาะสมระหว่างผู้ให้บริการและลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ และการกำหนดค่าปรับหากเกิดความผิดพลาดในระบบ ซึ่งอาจมีการทำประกันเสริมเพื่อรองรับความเสี่ยง
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญในงานบรรยายยังทำนายให้เห็นว่า ในอนาคตระบบทำความเย็นจะมีการพัฒนาไปอีกไกลในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้โมเดลการให้บริการ CaaS ต้องปรับตัวตามไปด้วย
เจ้าของอาคารและผู้พัฒนาโครงการ ควรมีวิธีการพิจารณาใช้บริการ CaaS อย่างไร
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญยังแนะแนวทางในการเลือกผู้ให้บริการ CaaS ว่า ควรดูจากปัจจัยเหล่านี้
1.ประสบการณ์และมาตรฐาน: ผู้ให้บริการควรมีประสบการณ์ด้านการจัดการระบบทำความเย็น และได้รับการรับรองมาตรฐานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น LEED หรือ ISO 50001
2.ความสามารถทางเทคนิค: ตรวจสอบอุปกรณ์ ระบบเซ็นเซอร์ และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการควบคุมและบริหารจัดการพลังงาน
3.ต้นทุนและโครงสร้างสัญญา: เปรียบเทียบรูปแบบการคิดค่าบริการ และพิจารณาความคุ้มค่าในระยะยาว
4.พิจารณาจากผลงานที่ผ่านมาว่า ผู้ให้บริการ CaaS มีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ที่ถนัดในการให้บริการหรือให้คำปรึกษาอาคารลักษณะใด
ฉะนั้นแล้วเจ้าของอาคารและผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ ยุคใหม่ หากต้องการลดต้นทุนและลดการใช้พลังงานของอาคาร การเลือกใช้โมเดลธุรกิจใหม่ๆ อย่าง CaaS ก็เป็นอีกทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม เพียงแต่ต้องศึกษาให้รอบด้านเพื่อความคุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการที่เหมาะสม